แต่ละปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้โมเมนตั้มนั้นเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางมากมาย หากไม่นับโควิดที่เกิดขึ้นมา 2 ปีแล้ว และยังลากยาวอย่างต่อเนื่อง เดือนกุมภาพันธ์ปี 2565 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกเมื่อรัสเซียตัดสินใจบุก ยูเครน จากที่คิดว่าจะจบภายในเดือนเดียว จนป่านนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ หลังจากนั้นเป็นต้นมาโลกก็เหมือนโดน ระเบิดอีกลูกซ้ำเติมให้เกิดความบอบช้ำมากขึ้น ดังนั้นสถานการณ์ของน้ำมันขึ้นราคา อัตราเงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ และจะยังอยู่กับเราต่อไป
ไม่เพียงแต่ฤดูกาลที่ผันผ่านจะส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คน แต่ทุกเหตุการณ์ข้างต้นที่เกิดขึ้นก็ล้วน ส่งผลกระทบต่อจิตใจและประสบการณ์ของเราไม่น้อย
ปี 2566 จึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กลุ่ม MAT CMO Council จากผู้บริหารการตลาด (CMO) ขององค์กร ชั้นนำ 156 บริษัท ได้มีการสรุปหัวใจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในโลกการตลาดท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ด้วย “4ร” ประกอบไปด้วย “เร็ว - รู้ - เรื่อง – รักษา”
เร็ว การจะอยู่รอดในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน ต้องปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอย่างทันท่วงที (Adaptability) ทำงาน ก็ต้องคล่องตัวมากขึ้น ทันเหตุการณ์มากขึ้น (Agile Marketing)
รู้ เพิ่มเติมความรู้โดยพัฒนาศักยภาพตัวเองและคนในองค์กร อัพสกิล – รีสกิล (Upskill & Reskill) ให้ทันโลกที่ เปลี่ยนแปลง เรียนรู้ความต้องการของลูกค้าผ่านการเก็บข้อมูล และนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิ ผล (Data Driven Marketing)
เรื่อง ให้ความสำคัญกับเนื้อหาและบริบทของการสื่อสาร (Contextual Marketing& Content Marketing) เพื่อ นำไปสู่การสื่อสารอย่างใส่ใจ โดนใจ แม่นยำ และใส่ใจในเรื่องความละเอียดอ่อนของการสื่อสารอีกด้วย (Communication Sensitivity)
รักษา ทำธุรกิจอย่างใส่ใจ และสร้างคุณค่าให้แก่โลกและสังคม (Sustainable Marketing)
ทุกการเปลี่ยนแปลง มักตามมาซึ่งโอกาสอยู่เสมอ ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ปีนี้ BrandAge จึงไม่พลาดที่จะอัพเดทเทรนด์ประจำปี 2566 โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวด ครอบคลุมตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี โมเดลทางธุรกิจ และความยั่งยืน เพื่อให้นักการตลาดได้มองเห็นภาพ การขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างชัดเจน
Technology
ปัจจุบันโลกอยู่ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของการพัฒนานวัตกรรม เน้นการต่อยอดเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ผนวกเข้าด้วยกัน ซึ่ง AI ก็จะยังมีบทบาทต่อไป แต่ AI จะฉลาดได้ก็ต่อเมื่อมีฐาน ข้อมูลขนาดใหญ่ให้วิเคราะห์ โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเก็บผ่านคุกกี้ แต่ต่อไปนักการตลาดต้อง เตรียมหาแหล่งข้อมูลใหม่ เพราะไม่เพียงแต่พ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ตั้งแต่กลางปี 2565 จะสร้างแรงกดดัน แต่ยังป้องกันไม่ให้แบรนด์ถูกผู้บริโภคมองว่าคุกคามความเป็นส่วนตัว
มาถึงอีกเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง นั่นคือ Climate Tech หรือเทคโนโลยีสภาพแวดล้อม ช่วยลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งภาคธุรกิจกำลังตามหาเพื่อให้บรรลุเป้า Net Zero และลดต้นทุนการทำธุรกิจจากพ.ร.บ. Climate Change ที่กำลังมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
Climate Tech กินขอบเขตที่กว้างมาก เพราะจะมีบทบาทอยู่ในทุกอุตสาหกรรม อย่างอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ได้ มีแค่ Plant-based เท่านั้น เพราะเทรนด์ต่อไป คือ Cultured Protein หรือเนื้อแห่งอนาคต เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) ของสัตว์ภายนอกร่างกายของสัตว์นั้นๆ โดยนำไปเพาะเลี้ยงในห้องทดลองด้วยเทคนิคทาง วิศวกรรม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น และลดผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนจากการทำ ปศุสัตว์
Sustainability
โลกกำลังตื่นตัวกับมหันตภัยทางธรรมชาติที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน เป็นจุดเปลี่ยนให้นักลงทุนและ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนหรือร่วมมือกับองค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ ESG แม้ปีที่แล้วหลายบริษัทเริ่มประกาศ เป้าหมาย Net Zero หรือวิสัยทัศน์ที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในปี 2566 ผู้บริโภคจะจับตาดูว่า องค์กรต่างๆ ลงมือทำจริงหรือเปล่า หรือมีความเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมอะไรบ้าง แผนการทำงานของบริษัทจึงต้องชัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งเราจะได้เห็นการรายงานด้านความยั่งยืนออกมาเรื่อยๆ
ด้านสถาบันการเงินต้องเดินหน้าไปสู่ Sustainable Finance เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งเงิน ทุนดอกเบี้ยต่ำ โดยออกผลิตภัณฑ์รวมถึงลงทุนในพอร์ตหรือกองทุนที่สนับสนุนด้านความยั่งยืน อาทิ พลังงานสะอาด และปล่อยสินเชื่อที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ
อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอีกอุตสาหกรรมที่เผาผลาญทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อม และปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สูง ประกอบกับผู้บริโภคต้องการสินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้ธุรกิจอสังหาจำเป็นต้องปรับตัว เริ่มต้นสเตปแรกด้วย การติดตั้งหลังคาโซล่าร์ และบางเจ้ากำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการคิดค้นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ใช้วัสดุให้น้อยลง หรือนำ วัสดุกลับมารีไซเคิลภายในโครงการ
ประเด็นความยั่งยืนอันสุดท้ายที่จะขาดไม่ได้ก็คือ Carbon Credit สืบเนื่องจาก พ.ร.บ. Climate Change กำลังมี ผลบังคับในประเทศไทย บริษัทต่างๆ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินปริมาณที่กำหนดจำเป็นต้องจ่ายภาษี ทำให้ ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตคึกคัก เพราะบริษัทสามารถซื้อคาร์บอนเพื่อนำมาชดเชย ในเวลาเดียวกันก็เป็นโอกาส ให้กับฝั่งซัพพลายเพื่อนำมาขายสร้างรายได้ด้วยเช่นกัน
Consumer Behavior
ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์โรคระบาดโควิด-19 เปลี่ยน Mindset ของคนไปเยอะมาก ทั้งการอพยพกลับถิ่นฐานไป ตั้งหลักที่บ้านเกิดในต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งไปตั้งรกรากในต่างจังหวัด จนเกิดการขยายตัวของหัวเมืองในหลายๆ ที่ ความเจริญหรือความเป็นเมืองแผ่ขยายออกไปมากขึ้น
Revenge Behavior ก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากผลพวงของมาตรการล็อกดาวน์และรักษาระยะห่าง เพราะสร้างความเก็บกดให้กับผู้บริโภค เมื่อโควิดคลี่คลายจึงเกิดการกิน ดื่ม เที่ยวแบบล้างแค้น
นอกจากนี้ BrandAge ยังได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด ประธาน หลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด คณะบัญชีฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เพื่ออัพเดทพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค Post COVID-19 ซึ่งข้อมูลวิจัยเชิงลึกของสมาคมการตลาดที่มาจากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารสูงสุดด้านการตลาดของ ไทยจำนวน 150 คนก็พบ Keywords สำคัญ 2 คำ นั่นคือ Basic กับ Authentic
“พฤติกรรม Basic คือการกลับไปโฟกัสที่คุณภาพ แต่ต้องเป็นคุณภาพที่ต้องบอกได้ว่ามีที่มาอย่างไร คิดว่าน่า จะมาจาก COVID-19 ด้วยในหลายๆ ประการ เพราะว่า COVID-19 ระบาด คนกลัว 2 อย่าง คือกลัวเจ็บกับกลัวจน”
อีกมุมหนึ่งการเติบโตมาในสภาวะโลกรวน ทำให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จึงเกิดเป็นเทรนด์ Guilt-Free Living หรือการใช้ชีวิตที่คนกลุ่มนี้ไม่อยากรู้สึกผิดต่อการบริโภคสินค้าหรือบริการใดๆ หมายความว่า สินค้าหรือบริการ นั้นๆ จะต้องรักษ์โลกนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นความงามในแบบฉบับ ของตัวเองหรือ Real Beauty จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนยุคนี้ให้คุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่มาตรฐานความงามตามที่สังคมกำหนด
Real Beauty มีความเชื่อมโยงกับความมั่นใจในตัวเอง และกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนในยุคที่โลกเปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งนักการตลาดต้องถอดรหัสความต้องการ เพื่อตอบสนองรสนิยม และ Emotionalของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น LGBTQ+ และกลุ่ม FC ของศิลปินที่มีกำลังซื้อจนยอมเปย์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษ
มาถึงอีกเจนสำคัญอย่าง Gen X เป็นเจนที่มีกำลังซื้อสูงสุดในเวลานี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าSandwich Generation เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ถูกบีบรัดด้วยภาระต่างๆ รอบด้านเหมือน Sandwich ที่ประกอบด้วยขนมปัง 3 ชั้น ขนมปังชั้นแรก คือภาระในการรับผิดชอบ “พ่อแม่” ตรงกลางคือ “ตัวเอง” และขนมปังอีกชั้น หมายถึง การดูแลบุตร – คู่สมรส
อินไซต์กลุ่มนี้กังวลถึงอนาคตข้างหน้าทั้งต่อตัวเองในวันที่เข้าสู่วัยเกษียณ จึงเตรียมความพร้อมทั้งการดูแล สุขภาพ และสร้างความมั่นคงด้านการเงิน หรือ Health & Wealth เพื่อหวังว่าในเมื่อถึงวันที่ตนเองเข้าสู่วัยเกษียณ จะเป็น ผู้สูงวัยที่มีคุณภาพชีวิตดี และสมาชิกในครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดี
ปิดท้ายหมวดด้วย Viva Magenta เทรนด์สีประจำปี 2566 จากสำนัก PANTONE เป็นเฉดสีที่แสดงออกถึง “ความมีชีวิตชีวาและพลัง” เพราะมีรากมาจากตระกูลสีแดงซึ่งเป็นสีพื้นฐานในธรรมชาติสีViva Magenta เป็นสีที่แสดง ออกถึงความกล้าหาญ และไร้ความเกรงกลัว ทั้งยังสื่อถึงบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองด้วยความสนุกสนาน เร้าใจ และ มองโลกในแง่ดี สีประจำปีนี้นับว่าเป็นสีแห่งพลัง เป็นสีโทนแดงที่ร้อนแรงและสนุกสนาน เป็นสีที่มอบพลังแห่งการแสดง ออกของตัวตนแบบไม่ยั้ง หรือกล้าหาญในการทดลองสิ่งใหม่ๆ
Biz Model
เทรนด์ของโมเดลทางธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมาจากเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาท ถ้าจะยกตัว อย่างสิ่งที่ใกล้ที่สุดก็คือการซื้อของช้อปปิ้งที่เทน้ำหนักมาที่ออนไลน์มากขึ้น ห้างสรรพสินค้าเลยต้องปรับตัวอย่างหนัก จนเกิดเป็นโมเดล Post Smart Retail ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนการทำตลาด ตั้งแต่ Digitalization สร้าง ประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า และพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ, Omnichannelizaion ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลของออฟไลน์และออนไลน์ เพิ่มทางเลือกการช้อปปิ้งในรูปแบบมากมาย หลากหลายช่องทาง และสุดท้าย Platformlization ที่จะเชื่อมต่อข้อมูลทั้งลูกค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการ ทั้งจากแพลต ฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน
ช่องทางการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปยังกระทบต่อวงการโฆษณาให้วางแผนสื่อแบบ Media Mixed เพราะจากนี้ไปจะ ไม่มีมีเดียเดียวที่สามารถตอบสนองได้ทุกเรื่อง
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีตอนนี้จะก้าวไปถึง Metaverse แล้วก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง เรากำลังก้าวสู่ยุคแห่ง ความเป็นมิตรและการพึ่งพากันอย่างแท้จริง From Meta to Metta + Mitri เป็นการตลาดของคนตัวใหญ่เพื่อคนตัวเล็ก เพื่อโลก สิ่งแวดล้อม และสังคม เป็นการตลาดแบบทุกคนเติบโตไปด้วยกัน
และ Pay for Skill เทรนด์ของการพิจารณาให้ค่าแรง โดยนำสกิลใหม่ๆ มาเป็นบรรทัดฐานหรือเงื่อนไขในการให้ เงินเดือน ถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ลูกจ้างต้องปรับตัวเพิ่มทักษะความสามารถให้มี Multi Skill มากขึ้น

Cookies is devil
ถึงเวลาแบรนด์ต้อง Gift & Take
ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลของผู้บริโภคนั้นเปรียบเสมือนของขวัญอันล้ำค่าที่จะทำให้นักการตลาดสามารถนำเสนอ สินค้า และบริการที่ตรงกับความต้องการได้ แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่มีผลบังคับใช้ อย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 นั้น ทำให้นักการตลาดทำงานยากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เพราะคำจำกัดความของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่ถูกคุ้มครองนั้น ครอบคลุมเกือบจะทุกอย่างตั้งแต่ ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร E-mail, IP address, MAC address, Cookie ID ไปจนถึงข้อมูล Biometric เช่น รูปภาพ ใบหน้า, ลายนิ้วมือ, ข้อมูลสแกนม่านตา ฯลฯ
จะเรียกว่าครอบจักรวาลก็ไม่ผิดนัก...
ในแง่ของผู้บริโภคก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ แต่ในแง่ของนักการตลาด กฎหมายนี้เปรียบเสมือน ค้อนปอนด์ที่ทุบลงมากลางหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงๆ เพราะทำให้ต้นทุนในการได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำสูงขึ้น เป็นเงาตามตัว
กลับมาที่ฝั่งชีวิตประจำวันของผู้บริโภค หลังวันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นมา เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะต้องรำคาญ กับการท่องเว็บไซต์ต่างๆ เพราะจะมี Pop Up เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ เพื่อแจ้งเตือนว่าเว็บไซต์นี้เก็บข้อมูลส่วนบุคคลผ่าน Cookies และขอให้ผู้บริโภคเลือกที่จะปฏิเสธหรือยอมรับ Cookies โดยเฉพาะกับคนที่เข้าเว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟน เพราะ Pop Up ที่เด้งมานั้นกินพื้นที่ไปเกือบจะครึ่งจอแล้ว จะเลื่อนหน้าจออย่างไรก็บดบัง แถมจะเลือกปฏิเสธก็ต้องเจอกับการ ตั้งค่าที่แอดมินตั้งใจทำให้ยุ่งยาก เพื่อหวังจะให้คนกด “ยอมรับ” มากที่สุด
การวางเงื่อนไขที่สร้างความรำคาญให้กับผู้บริโภคนี้ ทำให้หลายคนเลือกที่จะปิดเว็บไซต์และไปค้นหาข้อมูล จากเว็บไซต์อื่น เพราะรำคาญกับกติกาที่แอดมินวางไว้
ในแง่ของแบรนด์ แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีโอกาสที่จะเสียลูกค้า และว่าที่ลูกค้า ไปไม่ใช่น้อย เพราะความรำคาญใจ
หลายคนถึงกับเอ่ยปากว่า Cookies is devil…
ในเชิงเทคนิค Cookies เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญมาก เพราะ Cookies จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลการ ท่องเว็บไซต์ของแต่ละคนโดยอัตโนมัติ ทำให้เจ้าของเว็บไซต์รับรู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค และเอาข้อมูลนั้นกลับมา พัฒนาคอนเทนต์ที่ตรงกับความต้องการ
นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่เป็น E-Commerce Cookies จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค เพราะจะ สามารถจกจำสินค้าที่เราสนใจ สินค้าที่เราหยิบใส่ตระกร้า สินค้าที่เราสั่งซื้อ ล็อกอิน พาสเวิร์ด หรือแม้กระทั่งวิธีการ ชำระเงิน ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นล็อกอินใหม่ทุกครั้ง
ในเชิงเทคนิค Cookies ยังสามารถซอยออกเป็นกลุ่มตามวัตถุประสงค์มากมาย แต่ที่ Cookies ที่นักการตลาด นิยมใช้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็น Third-Party Cookie ที่ติดตามพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์ของผู้บริโภค อาทิ ประวัติการ ท่องเว็บไซต์, พฤติกรรมการในงานออนไลน์, พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า ฯลฯ
คุณภวัต เรืองเดชวรชัย, PRESIDENT & CEO, MI Group อธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภค จะยอมรับ Cookies ให้กับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เพียงแต่ว่ากับเว็บไซต์ทั่วไปกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ฉบับใหม่ทำให้ผู้บริโภคต้องกดยอมรับ, ปฏิเสธ หรือตั้งค่า ทุกครั้งที่เข้าเว็บไซต์ที่มีการใช้ Cookies ซึ่งอาจจะสร้างความ รำคาญบ้าง
“ในมุมของคนทำมีเดีย เรายังต้องการและชอบ Cookies เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เกิด ประสิทธิภาพในการทำงานวางแผนการตลาดได้แม่นยำมากขึ้น แต่ในมุมของคอนซูมเมอร์ เขาไม่ชอบตรงนี้ แล้ว เพราะบางเว็บไซต์พยายามสร้างเงื่อนไขให้ยาก เพื่อให้คนกดยอมรับ ซึ่ง MI Group จะไม่ใช้วิธีตุกติก ตรงนี้เพื่อให้คนกดยอมรับให้ผ่านๆ ไป แต่จะพยายามออกแบบคอนเทนต์ให้คนที่เข้าเว็บไซต์เต็มใจที่ จะกดรับ หรือกดติตดามโดยไม่เกิด Toxic ขึ้น”
คุณภวัต ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า กฎหมายใหม่ทำให้คนทำงานหาวิธีเก็บข้อมูลทางอ้อมไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น แบรนด์จะต้องเปลี่ยนวิธีการซื้อใจผู้บริโภคให้ยอมรับ Cookies ด้วยการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพมากที่สุด ที่สำคัญคือ จะต้องตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายจริงๆ การทำคอนเทนต์แบบหว่าน ลงได้หลายๆ กลุ่มจะได้ผลน้อยลง ซึ่งหมายถึงภาระของทีมงานที่จะต้องเพิ่มคอนเทนต์เป็น 4-5 คอนเทนต์ แทนที่จะทำชิ้นเดียวเหมือนสมัยก่อน
“ยุคนี้คอนเทนต์หนึ่งถ้าตอบโจทย์กลุ่มเอ คนกลุ่มเอก็จะกดยอมรับ ถ้าคอนเทนต์ตอบโจทย์กลุ่มบี คนกลุ่มนี้ก็จะยอมรับและไม่ระแวง สุดท้าย Content is King ที่เราบอกกล่าวมา 20 ปีก็ยังสำคัญอยู่ ถ้าคอน เทนต์เราดีคนจะตามเรา ถ้าคุณเต็มใจที่จะ Engage กับเรา Engage นั้นจะมี Value ที่สูงมากๆ ในการที่เราจะ เอาไปใช้งานต่อ เพราะถ้าเรารู้ว่าใครชอบ Engage กับคอนเทนต์ประเภทไหน เราก็จะได้หาคอนเทนต์ที่ชอบ มานำเสนอให้ ผู้บริโภคก็ไม่รู้สึกรำคาญ”
ด้าน คุณชุมพล ศิวเวทกุล Director, Business Development SEA – Toluna กล่าวว่า แบรนด์จะต้องหาจุด นำเสนอที่เหมาะสมกับผู้บริโภค เพราะจากผลวิจัยยังมีผู้บริโภคเป็นจำนวนมากที่ยอมรับ Cookies เพียงแต่จะต้อง อธิบายให้ได้ว่า แบรนด์จะ Associate กับผู้บริโภคอย่างไร จะเอาข้อมูลไปใช้ในด้านไหน หรือจะให้อะไรตอบแทน
“สิ่งที่แบรนด์จะต้องอธิบายให้เคลียร์ คือวัตถุประสงค์ เพราะว่าตอนนี้เหมือนว่าผู้บริโภคไม่ได้ อะไรเลย แต่ถูกดูดข้อมูลอย่างเดียว ผมว่าอย่างน้อยถ้าเรานำเสนออะไรกลับไปบ้างก็น่าจะดี แบรนด์ยุคใหม่ ต้องใส่ใจและแคร์เขาจริงๆ อาจจะนำเสนออะไรให้เขากลับไปบ้างก็ได้ มันไม่ได้หมายความว่า Value จะต้อง เท่ากับ Data ที่เขายอมให้เรามา
พูดง่ายๆ คือ แบรนด์ต้องมองเรื่อง Gift & Take เพราะเมื่อไหร่ที่เป็น Web 3.0 เขาเลือกได้เลยว่าจะ แชร์ข้อมูลหรือไม่แชร์ให้เรา ตอนนี้เราพูดเรื่อง Big Data กันอยู่ แต่พอถึงยุค Web 3.0 การเก็บข้อมูลจะยาก กว่านี้อีกหลายเท่า”
ต้องยอมรับว่า ในมุมของแบรนด์ หลายองค์กรเริ่มมีความกังวลและหาทางออกให้กับปัญหานี้มาพักใหญ่แล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การทำระบบ CRM, ระบบ Customer Data Platform (CDP) ของตัวเองให้แข็งแรงที่สุด รวมถึงการ ไปพาร์ทเนอร์กับ Data Company อื่นๆ เช่น The One, หรือข้อมูลจากบริษัทประกันที่ผู้บริโภคทำ Consent ไว้
“คอนเทนต์จากแพลตฟอร์มตอนนี้เรามองว่าเป็น Data ที่ไม่ค่อยจะมี Value เหมือนก่อน อีกเรื่องก็คือ ไม่ช้าก็เร็ว Cookieless จะต้องเกิดขึ้น ข้อมูลจากส่วนนี้อาจจะหมดไปหรือว่าแพงจนซื้อไม่ไหว ถ้าเอามา คำนวณกับการเปลี่ยนเป็นยอดขาย
สุดท้ายเราอาจจะต้องไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ อาทิ ไปหาข้อมูลจากบริษัทประกันรถยนต์ที่เขาทำ Consent ไว้ เช่น ซื้อข้อมูลของคนที่ทำประกันรถยนต์ประเภทซีดานมาแล้ว 6 ปี ซึ่งเราคาดว่าเร็วๆ นี้ คนกลุ่ม นี้น่าจะเปลี่ยนรถใหม่ แล้วเรารู้ว่าเขาขับโตโยต้า ดังนั้นรถที่เราจะขายเราก็นำเสนอรถที่ Positioning และช่วง ราคาใกล้เคียงกัน จริงๆ แล้วข้อมูลในลักษณะแบบนี้จะได้ผลตอบรับที่ดีกว่า และยังสามารถเอามาเก็บใน CDP ได้อีก” คุณภวัต กล่าว
อย่างไรก็ตาม PDPA ได้กลายมาเป็นข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงอะไรแทบจะไม่ได้แล้ว ดังนั้นนักการตลาดต้อง เรียนรู้ที่จะอยู่กับ PDPA ซึ่งแน่นอนว่านักการตลาด และ Data Scientist จะต้องเหนื่อยขึ้นหลายเท่า แต่ก็ไม่ได้เป็น จุดสิ้นสุดของการทำงาน
หมายความว่า จากนี้ต่อไปแบรนด์ต้องเรียนรู้ที่จะเก็บข้อมูลลูกค้าจากช่องทางอื่นๆ มากขึ้น เช่น ปรับปรุงระบบ CRM ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น, ปรับปรุง Owned Media, Earned Media ให้ลึกขึ้น และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีให้ มากที่สุด
ในขณะเดียวกัน คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลก็จะต้องเปลี่ยนมุมมองเรื่องการสร้างเงื่อนไขที่สร้าง ความอึดอัดใจให้กับผู้บริโภค
“ที่ผ่านมา เอเจนซี่พยายามจะเขียน Consent ให้ครอบจักรวาล เพื่อที่จะไม่ผิด PDPA แต่กลายเป็นว่า Consent แบบนี้กลายเป็นจุดอ่อน เพราะสุดท้ายคนจะเลือกไม่ยอมรับ และไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์อื่นแทน เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำคอนเทนต์ให้คอนซูเมอร์สนใจ และสื่อสารให้คอนซูเมอร์เปิดใจว่า เราจริงใจ ไม่ได้ตุกติก คนที่ยอมรับจะได้ประโยชน์ร่วมกันในเชิงคอนเทนต์ ไม่ได้เอาดาต้าเราไปทำประโยชน์ อื่นๆ ที่เขาไม่เห็นด้วย” คุณภวัต กล่าว
เทรนด์การสร้างเงื่อนไขกึ่งบังคับให้กดยอมรับ Cookies ในปีหน้าจะถูกหยิบยกมาพูดถึงมากขึ้นเพราะผู้บริโภค จะค่อยๆ สะสมความรำคาญนี้ไป ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบถึงแบรนด์ในทางใดก็ทางหนึ่ง
ในมุมมองของคุณพันธ์ศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง Managing Director - Thailand & Creator Growth AnyMind Group เขาเชื่อว่าทุกครั้งที่ทำงานอะไรก็ตามจะมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นแบรนด์ต้องเข้าใจว่า ไม่ต้องคาดหวัง ข้อมูลจากแพลตฟอร์มอย่างเดียว
“ผมว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งผู้บริโภคจะเข้าใจ และข้อมูลจะถูกเฉลี่ยออกไป เมื่อก่อนเราฝากไว้กับ Search Engine แต่ตอนนี้ยากแล้ว เราต้องมาวางแผนว่าเราจะเก็บดาต้าจากส่วนไหนได้บ้าง มันก็แค่เปลี่ยนแปลงวิธี ในการทำงานเท่านั้นเอง
ทุกวันนี้คนที่เข้าใจส่วนมากจะโอเค เพราะเขารู้ว่าเราเอาข้อมูลเขาไป เขาได้ประโยชน์ เราก็ได้ ประโยชน์ เพราะเราจะสามารถนำเสนอข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของเขาจริงๆ ถ้าไม่มีข้อมูลตรงนี้ อนาคตเราอาจจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีประโยชน์กับเขาเลย หรือเป็นข้อมูลขยะมากขึ้นก็ได้
เพียงแต่การสื่อสารกับคนที่เข้ามาที่เว็บไซต์เป็นเรื่องสำคัญมาก บางคนที่ไม่กล้ากดยอมรับ เพราะว่า ไม่มั่นใจว่าจะเอาข้อมูลของเขาไปทำอะไร แต่ถ้าเราสื่อสารดีๆ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อมูลที่เก็บ ไปนั้นจะเกิดประโยชน์อะไรกับเขาบ้าง บางทีเขาอาจจะยอมรับและการสื่อสารจะต้องกระชับ อย่ายาวเกินไป ไม่เช่นนั้นคนก็ไม่อ่านอยู่ดี”

Climate Tech
เทคโนโลยีลดโลกร้อน
Climate Tech หรือเทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ กำลังเป็นส่วนสำคัญในการต่อสู้กับโลกร้อน และจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หลังนานาประเทศตลอดจนภาคธุรกิจเริ่มประกาศเป้าหมาย Net Zero คำมั่นสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งในส่วนการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ ทำให้ความต้องการเทคโนโลยีนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งงานวิจัยของ McKinsey พบว่า หาก Climate Tech ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60% ภายในปี 2050
Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ซึ่งเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น "โอกาสทางธุรกิจ" ทำให้ที่ผ่านมาเกิดการลงทุนมหาศาลในClimate Tech ดูได้จากชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คนอย่าง Jeff Bezos และ Bill Gates ต่างลงทุนกับเทคโนโลยีนี้ไปเป็นจำนวนมาก โดย Gates ถึงกับชี้ขาดว่าจะมีบริษัท Climate Tech ที่ใหญ่กว่าเทสลา 8 -10 เท่า
มูลค่าการลงทุน Climate Tech ทั้งสตาร์ทอัพและนักลงทุนโตแบบก้าวกระโดด จากรายงานของ Bloomberg NEF ระบุว่าสูงถึง 16,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าอาจดูดเงินลงทุนได้ 1.5 - 2 ล้านล้านสหรัฐภายในปี 2025 จากข้อมูลของ Pitchbook ระบุว่า มีกองทุนเกิดใหม่กว่า 10 กองทุนที่เพิ่งปิดรอบการระดมทุนด้วยเม็ดเงิน 800 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีหลายสถาบันการเงินอย่างธนาคารกรุงศรี เริ่มทยอยเปิดขายกองทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจ Climate Techในต่างประเทศ
หากลงลึกถึงคำว่า Climate Tech คือกลุ่มของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการกับผล กระทบของภาวะโลกร้อน เช่น ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนฟุตพรินต์ รักษาสภาพแวดล้อม หรือลดการปล่อยมลพิษในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรม แต่เมื่อเทียบกับจำนวนการลงทุน และสตาร์ทอัพClimate Tech ทั่วโลกแล้วจะพบว่า เทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะกินสัดส่วนมากที่สุดอยู่ที่ 22% ตามมาด้วยเกษตรอัจฉริยะ 21% รถยนต์ไฟฟ้า 16% เศรษฐกิจหมุนเวียน 12% เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 6% การจัดการที่ดินและน้ำอย่างยั่งยืน 5% การจัดการพลังงานในอาคาร 4% แพลตฟอร์มการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลคาร์บอนเครดิต 4% เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) 4% และกรีนคอนสตรัคชั่น 1%
มาดูเทคโนโลยีที่น่าสนใจในแต่ละอุตสาหกรรมกันดีกว่าว่ามีเทรนด์อะไรเกิดขึ้นบ้างในแต่ละอุตสาหกรรม
พลังงานสะอาด ระบบนิเวศของนวัตกรรมด้านสภาพอากาศส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และดำเนินการไปสู่เป้าหมาย Net Zero ส่งผลให้มีการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสง อาทิตย์และพลังงานลม หรือแม้กระทั่งเชื้อเพลิงชีวภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ ซึ่งพลังงาน 2 อย่างหลังนี้จัดเป็นพลังงานที่ปราศจากคาร์บอน สตาร์ทอัพด้านพลังงานสะอาดหลายรายพัฒนาโซลูชั่นการจัดการพลัง งานสำหรับภาคครัวเรือน โดยเชื่อมต่อการใช้พลังงานของลูกค้าแต่ละรายกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือกังหันลมผ่าน กริดที่จะคอยควบคุมการจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่องใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนในราคาคงที่
การเกษตรอัจฉริยะด้านสภาพอากาศ การผลิตอาหาร รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ ปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาลคิดสัดส่วนเป็น 20% จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตอาหารต่างให้ความสนใจมากขึ้นในการสนับสนุนการทำฟาร์มแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ซึ่งรวมถึงการเกษตรแบบแม่นยำและการทำฟาร์มแบบอัจฉริยะ ปัจจุบัน บริษัทสตาร์ทอัพยังมีระบบการทำฟาร์มแบบอัตโนมัติที่ใช้ที่ดินและน้ำน้อยกว่าการทำฟาร์มแบบทั่วไปมาก ขณะเดียวกันก็รับประกันผลกำไรด้วย ซึ่งรวมถึงระบบการทำฟาร์มในเมือง เช่น ฟาร์มแนวดิ่งและอะควาโปนิกส์ รวมถึงเรือนกระจก ในทำนองเดียวกัน สตาร์ทอัพด้านอาหารบางรายคิดค้นนวัตกรรมด้วยผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช แมลง และ Cultured Meat หรือเนื้อเทียมที่ผลิตโดยการเพาะเลี้ยงเซลล์สัตว์ในหลอดทดลองเป็นรูปแบบหนึ่งของเกษตรกรรมระดับเซลล์
รถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตยานยนต์กำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และเซลล์เชื้อเพลิง บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งยังเสนอโซลูชั่น Micro Mobility เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า และจักรยานไฟฟ้า ในลักษณะ Sharing Economy ผ่านแอปสมาร์ทโฟน สร้างเครือข่ายการขนส่งสาธารณะช่วยให้นักเดินทางสามารถเดินทางภายในเมืองได้อย่างประหยัดมากขึ้น แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือแบตเตอรี่ EV ยังมีราคาสูง ผู้ผลิตแบตเตอรี่จึงเริ่มเปลี่ยนจากที่ผลิตด้วยลิเธียมเป็นหลัก มาผลิตแอโนดที่มีซิลิกอนสูงขึ้น รวมถึงเปลี่ยนสถานะการทำงานของแบตเตอรี่ลิเธียมจากของเหลวเป็นของแข็งเพื่อที่จะเพิ่มความจุแบตเตอรี่และปลอดภัยมากกว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในปัจจุบัน
เศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นการนำผลิตภัณฑ์และวัสดุมูลค่าต่ำที่หมดอายุการใช้งานกลับมาหมุนเวียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีภูมิอากาศจึงใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนสร้างแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับตลอดซัพพลายเชนได้แบบโปร่งใส ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถจัดการเรื่องการเก็บขยะ
เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในภาคการผลิต หรือโรงงานต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่าง เช่น บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีภูมิอากาศพัฒนาระบบการนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ซึ่งเปลี่ยนความร้อนเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นพลังงานไฟฟ้า ในขณะที่สตาร์ทอัพบางรายมีแนวความคิดสร้างสารเคมีจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยใช้จุลินทรีย์มาเข้าสู่กระบวนการสังเคราะห์แสง หรือสร้าง Heat Booster ซึ่งเป็นระบบการกู้คืนความร้อนที่สูญเสียไประหว่างการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเคมี ยานยนต์ โลหะ และสิ่งทอสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการให้ความร้อน เช่น การบีบอัด การทำให้แห้ง และการฟอกขาว โดยการรีไซเคิลพลังงาน จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนั่นเอง
การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน เป็นการนำเทคโนโลยีมาจัดการกับมลพิษที่อยู่ในดินและแหล่งน้ำอันเนื่องมา จากน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและขยะต่างๆ เพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ สตาร์ทอัพเสนอวิธีแก้ปัญหาการฟื้นฟูที่ดิน รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อการหยุดสารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศกำลังพัฒนาโซลูชั่นการทำน้ำให้บริสุทธิ์ โดยใช้เมมเบรนที่เรียงซ้อนกันภายในอุปกรณ์ทรงกระบอกแล้วอาศัยแรงโน้มถ่วงในการกรองน้ำ เมมเบรนนาโนจะดักจับสารประกอบอินทรีย์และอนินทรีย์ ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก เกลือ และสิ่งสกปรกอื่นๆ ไว้ในรูขุมขน ทำให้ไม่ต้องใช้แหล่งพลังงานในการทำน้ำให้บริสุทธิ์ ช่วยให้ชุมชนสามารถจัดการกับปัญหาการขาดแคลนน้ำได้
การจัดการพลังงานในอาคาร อาคารต่างๆ ใช้พลังงานที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกประมาณ 7% ส่วนใหญ่มาจากระบบทำความเย็นและความร้อนในอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์ สตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมด้านสภาพอากาศกำลังพัฒนาโซลูชั่นการตรวจสอบและลดการใช้พลังงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร หรือบางรายพัฒนาเครื่องปรับอากาศคาร์บอนต่ำ เป็นต้น
แพลตฟอร์มการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลคาร์บอนเครดิต คาร์บอนเครดิตกำลังเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจ หากองค์กรไหนมีคาร์บอนเครดิตที่น้อยย่อมช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจในอนาคต เทคโนโลยีที่จะเข้ามาจัดการในเรื่องนี้ก็คือแพลต ฟอร์มบัญชีคาร์บอนและการรายงานสำหรับธุรกิจ ในการวิเคราะห์โครงการคาร์บอนช่วยให้บริษัทต่างๆ มั่นใจ รู้ข้อดีข้อเสียของการลงทุน และช่วยให้ประเมินหรือเปรียบเทียบคุณภาพของโครงการได้อย่างรวดเร็ว นอกจากจะช่วยเพิ่มการตัดสินใจในการลงทุนแล้ว ยังเพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการวัดผล และทำรายงาน ESG ได้ด้วย
CCUS การพัฒนาเทคโนโลยีการจับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพของสภาพอากาศ นี่คือเหตุผลที่บริษัทต่างๆ พัฒนาหน่วยดักจับคาร์บอนขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันยังมีต้นทุนที่สูงอยู่ สตาร์ทอัพหลายรายกำลังใช้วิธีกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติและคิดค้นระบบดักจับคาร์บอนที่มีราคาย่อมเยาและไม่ซับซ้อน ตัวอย่าง เช่น กักเก็บคาร์บอนในดินโดยใช้ถ่านไบโอชาร์เป็นถ่านชีวมวลจากของเสียอย่างเศษซากพืช การเพิ่มถ่าน ไบโอชาร์ลงในดินจะช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ หรือเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนในอากาศโดยตรง ผ่านแคโทดที่มีประจุบวกทำให้โมเลกุลของก๊าซคาร์บอนแตกตัวเป็นไอออน
กรีนคอนสตรัคชั่น การก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรมาก ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบและการใช้ที่ดินไปจนถึงการใช้พลังงาน การผลิตปูนซีเมนต์เพียงอย่างเดียวคิดเป็น 3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด สตาร์ทอัพหลายรายนำเสนอโซลูชั่นการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตคอนกรีตยั่งยืน และอุปกรณ์กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ยังสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลวัสดุรื้อถอนจากไซต์งาน และโซลูชั่นโลจิสติกส์เพื่อตรวจสอบย้อนกลับสำหรับวัสดุที่รื้อไป เนื่องจากการผลิตวัตถุดิบในการก่อสร้างเป็นขั้นตอนที่ใช้คาร์บอนมาก โซลูชั่นเหล่านี้จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของกระบวนการก่อสร้างได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี 3D ผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปโดยลดการสูญเสียวัสดุและลดต้นทุนไปในตัว
สำหรับ Climate Tech ในประเทศไทยนั้น กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ยังเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ เพราะมีความพร้อมในด้านลงทุนมากกว่า อีกทั้งยังมี Commitment จากการประกาศเป้าหมาย Net Zero อย่างปตท. กำลังศึกษาและลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฮโดรเจนสีเขียว โดยใช้พลังงานสะอาดที่เกิดจากการนำพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมาแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำ โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวน การผลิต
ในขณะที่ GC ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผลักดันการนำขยะหรือของเสียจากโรงงานหนึ่งมาใช้ประโยชน์ในอีกโรงงาน นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้วยังสร้างธุรกิจใหม่ และนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลงทุนกับบริษัท แอลพลา จำกัด ตั้งบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด ที่ จ.ระยอง เพื่อนำขยะพลาสติกมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกหมุนเวียนคุณภาพสูงเกรดบรรจุภัณฑ์บรรจุอาหารชนิดโพลีเอทิลีน และโพลีเอสเตอร์ รวมถึงลงทุนโรงงานพลาสติกชีวภาพ Polylactic Acid (PLA) โดยใช้น้ำตาลจากอ้อยเป็นวัตถุดิบหลักผลิต Lactic Acid และนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PLA 75,000ตันต่อปี
ส่วน SCG Cleanergy คิดค้นโซลูชั่นพลังงานสะอาดครบวงจรในรูปแบบ Smart Grid เครือข่ายอัจฉริยะจัดการ พลังงานสะอาด เพื่อการซื้อ-ขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด และบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) หรือบีไอจี ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำเป็นรายแรกของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้โรงแยกอากาศที่ใช้ความเย็นจากกระบวนการแปลงสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG Regasification เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังร่วมมือกับคณะวิศวกรรม จุฬาฯ และองค์กรชั้นนำในการจัดตั้ง Thailand CCUS Consortium เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีCCUS

Cultured Meat
อาหารแห่งอนาคต
องค์การสหประชาชาติ หรือ UN คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรบนโลกใบนี้จะมีตัวเลขเกือบ 8,000 ล้านคน ในปี 2022 และเพิ่มเป็น 8,512 ล้านคนในปี 2030 ก่อนจะขยับขึ้นไปถึง 9,687 ล้านคน หรือเฉียดหมื่นล้านในปี 2050
การเพิ่มขึ้นของประชากรนี้เองที่ทำให้ปัญหาการขาดแคลนอาหารจะรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นวิกฤตในอนาคต หากยังคงหาทางออกไม่ได้
ที่ผ่านมา หลายองค์กรหลายหน่วยงานรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว และพยายามที่จะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามา ช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับอุตสาหกรรมอาหาร แต่หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือการพยายามแก้ปัญหาด้านหนึ่งกลับ ส่งผล กระทบอีกด้านหนึ่ง
ตัวอย่าง เช่น การเพิ่มผลผลิตในธุรกิจปศุสัตว์อย่างการเลี้ยงวัวจะส่งผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะปศุสัตว์เป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 15% และประมาณ 40% ของก๊าซมีเทนนั้นเกิดจากการ ย่อยอาหารของสัตว์
เหตุผลต่อมาก็คือกระแส Vegan หรือกลุ่มคนที่ไม่บริโภคสินค้าที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบที่มาจากสัตว์ รวมถึงไม่ใช้สินค้าที่ทำมาจากสัตว์ที่กำลังมาแรง
เหตุผลสุดท้ายก็คือผู้บริโภคเริ่มมีมุมมองว่า เนื้อสัตว์ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ เพราะบ่อย ครั้งที่เรามักจะเห็นข่าวโรคระบาดรุนแรงในสัตว์, ข่าวผู้ผลิตใช้ฮอร์โมนหรือยาปฏิชีวนะที่เกินความพอดี และอาจจะ ส่งผลกระทบมายังผู้บริโภคได้ในระยะยาว
เหตุนี้เองนักวิทยาศาสตร์จึงพยายามหาทางออกให้กับกลุ่มอาหารประเภทโปรตีน หรือพัฒนาโปรตีน ทางเลือกขึ้นมาโดยมี 3 แนวทางหลัก คือ
1. Plant-based Protein โปรตีนทางเลือกที่ใช้วัตถุดิบจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืชและถั่ว มาพัฒนาเป็น อาหารโปรตีนที่มีความใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ที่สุด
2. Insect Protein หรือโปรตีนจากแมลง ซึ่งบางประเทศก็มีการบริโภคแมลงอยู่แล้ว และการเลี้ยงแมลงจะ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเนื้อแดงอย่างมาก
3. Cultured Meat หรือเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากเซลล์สัตว์ในห้องทดลองด้วยกระบวน การเลียนแบบการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อด้วยเทคโนโลยีสเต็มเซลล์
สำหรับแนวทางที่ 1 และ 2 นั้น ค่อนข้างจะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคไปพอสมควรแล้ว แต่แนวทางที่ 3 นั้นเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงและคาดว่าในปี 2023 จะถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น
Krungthai COMPASS ได้รายงานว่า Cultured Meat จะเป็น Future Foods ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ อาหารในกลุ่มโปรตีน เหตุผลมาจาก 1) ช่วยเข้ามาแก้วิกฤตการณ์ความมั่นคงทางด้านอาหาร 2) เป็นสินค้าที่ตอบ โจทย์สิ่งแวดล้อม 3) เม็ดเงินลงทุนในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและเทคโนโลยีมีต้นทุนที่ถูกลง 4) ช่วยลดความกังวลจาก โรคระบาดในสัตว์ 5) พฤติกรรมผู้บริโภคสนใจบริโภค Cultured Meat มากขึ้น
คาดว่าในช่วงระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2573 ตลาด Cultured Meat ของโลกจะเติบโต 82%CAGR (อัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น) หรือมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,500 ล้าน บาท) เป็น 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 700,000 ล้านบาท) สำหรับประเทศไทย คาดว่า ในปี 2573 ตลาด Cultured Meat จะอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท หรือราว 3.0% ของมูลค่าตลาดเนื้อสัตว์ของไทย
แต่เนื่องจาก Cultured Meat เป็นตลาดเกิดใหม่ผู้บริโภคเองก็ยังคงกังวลเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของ อาหาร โดยเฉพาะในเรื่องของการดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs)
ดร.ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มด้านนวัตกรรม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า Cultured Meat กับ GMOs (Genetically Modified Organism) นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ GMOs คือการเปลี่ยนพันธุกรรมของพืชหรือสิ่งมีชีวิต ด้วยการแก้ไขยีนส์ของสิ่งมีชีวิตอื่นมาใส่ เพื่อวัตถุประสงค์ใด อย่างหนึ่ง เช่น ตัดแต่งยีนส์ข้าวโพดให้ทนเชื้อรา ซึ่งไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่ Cultured Meat เป็นกระบวนการคัด เอาสเต็มเซลล์ เช่น จากเนื้อวัว เนื้อไก่มาเพาะเลี้ยงตามธรรมชาติในห้องทดลองโดยที่ไม่ได้ไปเปลี่ยนพันธุกรรมอะไร
“Cultured Meat แค่เปลี่ยนการเลี้ยงจากในร่างกายมาเป็นเลี้ยงข้างนอก เนื้อไก่ยังคงเป็นไก่ เนื้อวัว ยังคงเป็นวัวไม่ได้เปลี่ยนพันธุกรรมอะไร เทคโนโลยีสเต็มเซลล์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ถูกพัฒนาและใช้ในทาง การแพทย์ เช่น การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ ปลูกถ่ายกระดูกมานานแล้ว สเต็มเซลล์ คือเอาสเต็มเซลล์ของตัวเอง ออกมาเลี้ยง Cultured Meat ก็คือการโยกวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เข้ามาสู่อุตสาหกรรมอาหารโดยใช้ เทคโนโลยีเดียวกัน แต่บริษัทผู้ผลิตทำในสเกลที่ใหญ่แบบอุตสาหกรรม สิ่งที่แตกต่างก็คือผู้ผลิตสามารถ เพาะเลี้ยงเนื้อเป็นส่วนๆ ได้ เช่น เพาะเลี้ยงแต่ส่วนเนื้อที่มีความต้องการและราคาสูงๆ เลือกส่วนเนื้อที่ดี ที่สุด เช่น เนื้อสันใน หรือจะเพาะเลี้ยงปลาก็เลือก Bluefin Tuna ซึ่งเป็นปลาน้ำลึกที่จับได้ยาก และเลือก เพาะเลี้ยงส่วนโอโทโร่ไปเลย”
ที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ก็ลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งกองทุน Venture Fund เพื่อลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร และได้เข้าไปลงทุนในบริษัทบลูนาลู ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ ณ แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพชั้นนำของโลกในด้านโปรตีนอาหารทะเลจากเซลล์เพาะ เลี้ยง โดยโปรตีนอาหารทะเลจากเซลล์เพาะเลี้ยงหรือ Cell-based Seafood นั้นเป็นการนำนวัตกรรมในการเพาะ เลี้ยงเซลล์จากปลามาผลิตสินค้าอาหารทะเลพรีเมียม ซึ่งมีรสชาติ เนื้อสัมผัสและสารอาหารเท่าเทียมกันกับสินค้า ที่ผลิตจากเนื้อปลาธรรมชาติ
อีกสตาร์ทอัพที่ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปเข้าไปลงทุนก็คือบริษัทอเลฟ ฟาร์มส์ สตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอล ที่มีความ ชำนาญด้านโปรตีนจากการเพาะเลี้ยงเซลล์ ผลิตเนื้อสเต็กจากตัวอย่างเซลล์ของวัวโดยไม่มีการทำร้ายสัตว์ และ สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก
ดร.ธัญญวัฒน์ อธิบายว่า หลายคนมองว่า Cultured Meat คืออาหารแห่งอนาคต แต่ปัจจัยที่จะพิสูจน์ว่า โปรตีนทางเลือกนี้จะเข้ามาทดแทนโปรตีนดั้งเดิมได้มากน้อยแค่ไหน จะต้องดูที่ 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.รสชาติต้อง เหมือน 2.รสสัมผัสต้องเหมือน 3. ราคาต้องเหมือนหรือถูกกว่า
“ถ้า Cultured Meat ราคาถูกกว่าคนจะเปลี่ยนมากินตรงนี้โดยที่ไม่ลังเล เพราะไม่ต้องฆ่าสัตว์ และ ดีต่อโลก แต่ Cultured Meat ตอนนี้ยังราคาแพงอยู่ สมมติว่าแพงกว่า 10% คนที่ยอมจ่ายเพิ่มตรงนี้ก็ลดไป เรื่อยๆ มันต้องอยู่ที่ราคาขาย แต่ถ้าถูกกว่านี่ไม่ต้องคิดเลย
ถามถึงเรื่องรสชาติ ผมมีโอกาสได้ทดลองชิมเนื้อไก่กับเนื้อวัว เนื้อวัวรสชาติก็ยังไม่เหมือน 100% เพราะว่ายังเป็น Gen แรกอยู่ ต้องมีการพัฒนาต่อไป เพราะบริษัทใช้สเต็มเซลล์มาปลูกถ่ายบนฟองเต้าหู้ ฉะนั้นเวลากินก็ยังมีกลิ่นถั่วปนเข้ามา แต่เนื้อไก่นี่กินแล้วแทบจะไม่รู้เลยถ้าเป็นคนทั่วไป ยิ่งถ้ามีการปรุง รสจะแยกแทบจะไม่ออก”
การเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพของไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปครั้งนี้ ดร.ธัญญวัฒน์ กล่าวว่า Cultured Meat เป็น เทคโนโลยีที่มีโอกาสที่จะมาเปลี่ยแปลงอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต ซึ่งไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เองก็อยู่ในธุรกิจอาหาร เช่นเดียวกัน
“เหตุผลแรกไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จะจับปลาเพิ่มเพื่อมารองรับการเพิ่มของประชากรก็คงเป็นเรื่อง ลำบาก สองเรามองว่าถ้าเทคโนโลยีนี้สามารถผลิตเนื้อสัตว์ออกมาวางจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม มัน อาจจะถูกกว่าการที่เราต้องออกเรือไปจับปลาอีก เพราะนี่สามารถผลิตได้ข้างๆ โรงงานเลย ถ้ามันทำได้จริง เพราะยังไงเราก็ยังเป็นบริษัทผลิตอาหารอยู่ดี สุดท้ายเรามองว่า Cultured Meat เป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่จะมา รองรับเรื่องของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ด้วย”
เชื่อว่าจนถึงตอนนี้น่าจะมีหลายบริษัทในประเทศไทยเริ่มมองเห็นโอกาสและเข้าไปลงทุนกับสตาร์ทอัพในกลุ่ม Food Tech นี้บ้างแล้ว เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม แต่จะเป็นการลงทุนในรูปแบบเข้าไปถือ หุ้นหรือควบรวมกิจการ
ส่วนการจะดึงนักลงทุนเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในอนาคต ในส่วนของภาคเอกชนก็คงไม่ติด ปัญหาอะไร เพราะมีกลุ่มทุนเป็นจำนวนมากที่พร้อมจะลงทุน แต่ปัญหาที่จะทำให้การลงทุนทำได้ช้า น่าจะมาจาก หน่วยงานของภาครัฐที่จะเข้ามากำกับดูแล เนื่องจาก Cultured Meat เป็นอะไรที่ใหม่มาก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาใน การออกมาตรการหรือเงื่อนไขในการผลิตและจำหน่าย
ถ้าลองเปรียบเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค พบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศแรกของโลกที่อนุญาตให้ Cultured Meat มาตั้งแต่ปี 2020 แล้ว โดยสินค้าที่วางจำหน่าย คือเมนูนักเก็ตไก่จากสตาร์ทอัพ Eat Just
เพราะถ้าลองต้นทุนในการผลิต Cultured Meat ในยุคเริ่มต้นกับปัจจุบัน The FAIRR Initiative (2564) รายงานว่า ในปี 2556 ต้นทุนการผลิต Cultured Meat สูงถึง 280,000 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. แต่มาในปี 2564 ต้นทุนในการผลิตลดลงเหลือเพียง 10.0 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. และคาดว่าต้นทุนการผลิตจะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เหลือ 5.6 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ในปี 2573 ซึ่งจะใกล้เคียงราคาของเนื้อสัตว์ที่มาจากการเลี้ยงตามธรรมชาติ
ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐของไทยจึงไม่ควรมองข้ามเทคโนโลยีนี้ และจะชักช้าไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เพราะ Cultured Meat เกิดขึ้นจริงๆ แล้วใครที่ช้าก็จะยิ่งเสียโอกาสไปเรื่อยๆ
เมื่อถึงวันนั้นก็อาจจะตามเขาไม่ทัน...

คาร์บอนเครดิต
เครื่องมือทำธุรกิจอนาคต
“คาร์บอนเครดิต” น่าจะเป็นคำที่หลายคนเพิ่งได้ยินมาไม่นาน แต่เชื่อไหมว่าคำนี้ถูกเสิร์ชนับล้านครั้งในรอบปี ที่ผ่านมา และอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ความจริงแล้วประวัติศาสตร์ของคำนี้เริ่มตั้งแต่พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ปี 2540 ต่อท้ายอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในเวลานั้นมีนักวิชาการชาวอเมริกันเสนอเรื่องคาร์บอนเครดิตว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้ใน การดูดซับคาร์บอนโดยที่เราไม่ได้ทำด้วยตัวเอง
ตามมาด้วยความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2558 หลายประเทศร่วมกันลงนามตกลงกันจะลดโลก ร้อน เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่เมื่อพี่ใหญ่ อย่างอเมริกาไม่ตกลงด้วยจึงไม่ค่อยเกิดอิมแพ็คมากนัก จนกระทั่งเวที COP26 ที่กลาสโกลว์ ประเทศสกอตแลนด์ สร้าง แรงกระเพื่อมครั้งสำคัญ เพราะครั้งนี้ทุกประเทศไม่สามารถบิดพลิ้วความจริงเรื่องโลกร้อนได้ จึงเกิดการตกลงร่วมกันใน หลายๆ เรื่อง เช่น การลดผลิตถ่านหิน การดูแลป่า และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตก็เป็นหัวข้อสำคัญ ซึ่งเป็นการขยาย ความจากความตกลงปารีส เช่น การขายข้ามประเทศได้ ทำให้เกิดความตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะโลกตะวันตก
คุณกลอยตา ณ ถลาง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อความยั่งยืน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรปจะเริ่มถูกบังคับใช้ปีหน้า ถือเป็นการกีดกันทางการค้า อย่างหนึ่งในรูปของคาร์บอน
ทั้งนี้ CBAM เริ่มจาก 5 กลุ่มสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซฯ สูงในกระบวนการผลิต ได้แก่ ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย เหล็ก อะลูมิเนียม และกระแสไฟฟ้า โดยกำหนดให้ปี 2023 – 2025 เป็นระยะเปลี่ยนผ่าน ให้ผู้นำเข้าสินค้าในอียูบันทึก และ แจ้งปริมาณก๊าซฯ จากการผลิตสินค้านำเข้า ก่อนที่จะเก็บภาษีอย่างเป็นทางการในปี 2026 ตามปริมาณการปล่อยก๊าซฯ จากการผลิต ดังนั้นคาร์บอนเครดิตจึงเป็นเครื่องมือทางการค้าที่ผู้ประกอบการทุกคนตามหา
สำหรับประเทศไทยได้มีการผลักดันให้มีการจัดตั้ง “กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” หรือกรม Climate Change ขึ้นมาเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อ แสดงให้นานาอารยประเทศได้เห็นถึงความตั้งใจ และความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบัน ทส. อยู่ระหว่างผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกฎหมายฉบับแรกของไทย ยกระดับจากภาคสมัครใจ (Voluntary) เป็นภาคบังคับ (Mandatory) มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหาร คาร์บอนเครดิต กลไกการเงิน การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก คาดว่าจะสามารถนำกฎหมายเข้าสู่การ พิจารณาคณะรัฐมนตรีภายในต้นปี 2566
“เมื่อกระแสเป็นเช่นนี้ เทรนด์พวกนี้มาเยอะๆ เราก็มามองว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน เรารับรู้กันมากน้อย แค่ไหน ในเวลาเดียวกัน โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดแต่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถสวิตช์ไปใช้พลังงาน สะอาดได้เลย ยังไงเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับพลังงานฟอสซิลอีกหลายสิบปี บางจากอยู่ในธุรกิจพลังงาน เรารู้ว่าฟอสซิลยัง ต้องมีอยู่ แต่จะอยู่ยังไงให้โลกยั่งยืน ดังนั้นต้องมีการบาลานซ์ด้วยการดูดซับทางธรรมชาติด้วยต้นไม้ ป่าทะเล สาหร่าย หรือดูดซับด้วยเทคโนโลยีทุกอย่างต้องใช้การลงทุน เรามองว่าการซื้อขายคาร์บอนจะเป็นสะพานที่จะเชื่อมจากวันนี้ที่ เป็นพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด เพราะรายได้ที่ผู้ขายได้มาจาการขายคาร์บอนเครดิต ก็จะนำไปลงทุนในธุรกิจ พลังงานสะอาด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น”
ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และการเตรียมตัวอุตสาหกรรมไทยให้พร้อม กับมาตรการ CBAM จึงเป็น 2 สาเหตุหลักให้บางจากเป็นคนกลางในการก่อตั้ง Carbon Market Club ขึ้นมาเมื่อกลางปี ที่ผ่านมา โดยเชิญชวนองค์กรพันธมิตรที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน ทั้งหมด 11 องค์กร ประกอบด้วย บางจาก บีซีพีจี และ บีบีจีไอ ซึ่งเป็นบริษัทลูก นอกจากนี้ยังมี กฟผ. เชลล์ เคแบงก์ กรุงศรี ซีพี บีทีเอส บีไอจี และเต็ดตรา แพ้ค ถือเป็นการ รวมกลุ่มแรกในไทยที่ลุกขึ้นมาทำเกี่ยวกับการซื้อขายโดยตรง ปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 200 ราย ทั้งประเภทหน่วยงานและ บุคคล สร้างความคึกคักให้กับตลาดคาร์บอนเครดิต
การตั้ง Carbon Market Club จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศให้ทุกคนพร้อมไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยภารกิจหลักของ Carbon Market Club เป็นการให้ความรู้เรื่อง Carbon Offset, Carbon Neutral กับ Net Zero ผ่านบทความในเว็บไซต์ และจัดอบรม Webinar ส่วนการซื้อขายจะทำผ่านฟีเจอร์ Marketplace ในเว็บไซต์ Carbon Market Club เปิดโอกาสให้สมาชิกนำโครงการมาลงขายในตลาดได้
ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Trading Platform) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และสภา อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พัฒนาร่วมกันในสกุล T-VER ตามมาตรฐานของไทยโดย อบก.
ทั้งนี้ตลาดการซื้อ-ขาย Carbon Credit จะใช้หลัก Cap and Trade (การกำหนดเพดานการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก และจัดสรรสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะก๊าซ CO2) ในรูปของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาต ให้ปล่อยได้ ผู้ทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตคือ บริษัทที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า Cap ที่กำหนดไว้ ทำให้มี Surplus (ส่วนเกิน) ที่สามารถขายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ กับบริษัทที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก กิจกรรมการผลิตมากกว่า Cap ที่กำหนดไว้ (Excess GHG Emissions) สิ่งที่บริษัทต้องทำ คือลดปริมาณการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์หรือซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อทดแทน Offset
หากมองย้อนกลับไปในอดีต จากตารางสถิติการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ตั้งแต่ปี 2559 – 2565 ของอบก. จะ สะท้อนให้เห็นว่า การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ มีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยในปีแรกเริ่มโครงการปี 2559 มีมูลค่าการซื้อขายเพียง 846,000 บาท จนในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 9,714,190 บาท ในช่วงเวลาเพียง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ส่วนราคาคาร์บอนเฉลี่ยต่อตัน มีราคาเฉลี่ยสูงสุดที่ 149 บาทต่อตัน ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายในปีแรก
ในด้านของซัพพลายคาร์บอนเครดิตนั้น มีความหลากหลายตั้งแต่ Green Carbon เป็นคาร์บอนที่ดูดซับโดย ต้นไม้ ผืนป่า และผืนดินที่ปกคลุมด้วยพืชพันธุ์ ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช และ Blue Carbon คือคาร์บอน ที่ดูดซับโดยระบบนิเวศทางทะเล ได้แก่ ป่าชายเลน, บึงเกลือ, หญ้าทะเล และสาหร่ายขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถดูดซับ คาร์บอนได้มากกว่า Green Carbon ถึง 4 เท่า นอกจากนี้ยังมีแผงหลังคาโซล่าร์ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โรงงานจาก พลังงานสะอาด และพลังงานชีวมวล-ชีวภาพ สามารถนำมาขายคาร์บอนเครดิตได้เช่นกัน
“ระหว่างนี้บริษัทต่างๆ ต้องทำยังไง ก่อนอื่นต้องประเมินก่อนว่าธุรกิจตัวเองปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ โดยว่าจ้าง อบก. หรือ Third Party ซึ่งมีอยู่หลายเจ้ามาวัด Carbon Footprint Organization หรือ CFO ครอบคลุมการผลิตสินค้า หรือบริการ พฤติกรรมการทำงาน การใช้ไฟ วัสดุของสำนักงาน การบริโภค การเดินทางของพนักงาน ไปจนถึงการจัดการ ขยะรอบตัว แต่ค่าประเมินและทวนสอบยังค่อนข้างสูงและใช้ระยะเวลา จากนั้นค่อยมาหาทางลดคาร์บอนด้วยการปรับ กระบวนการทำงาน และปรับพอร์ตโฟลิโอ หรือลงทุนซื้อคาร์บอนเครดิตในการชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยไป เพื่อให้ถึงเป้า Net Zero ที่ตั้งไว้ หรือลดต้นทุนด้านภาษีในอนาคต”
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เห็น แต่วันนี้มันมีมูลค่า เพราะมันจะ ช่วยพาโลกไปในที่ที่สะอาด ที่สำคัญยังเป็นโอกาสทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตเป็นธุรกิจใหม่ที่เริ่มได้ รับความสนใจมากขึ้น มีบริษัทที่ตั้งเป็นโบรกเกอร์ทั้งในและต่างประเทศเริ่มมากว้านซื้อคาร์บอนเครดิต หลังมองเห็น ดีมานด์จากตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และคาดการณ์ว่าเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงถึง 60-70% อย่างบริษัทออลล์ อินสไปร์ ถือเป็นเจ้าแรกที่สตาร์ทในธุรกิจคาร์บอนเครดิตรายแรกของประเทศไทย ทำมาร์เก็ตเพลสซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในลักษณะทั้ง B2B และ B2C โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อไม่ให้มีการออกใบรับรอง คาร์บอนเครดิตซ้ำซ้อน
ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในฝั่งของซัพพลายด้วย นอกจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างที่กล่าวไป ข้างต้นแล้ว เกษตรกรเจ้าของพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป ก็สามารถนำมายื่นเสนอในโครงการ เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต และทำการขายสร้างรายได้ได้ด้วย

Sustainable Finance
แก้วิกฤตโลกร้อนด้วยการเงินที่ยั่งยืน
ทุกวันนี้ ทั่วโลกให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนในหลากหลายรูปแบบ เพราะตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนบนโลก ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยพิบัติจากธรรมชาติ นอกจากนี้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนมากขึ้น จากการสำรวจของ PwC และศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่าลูกค้า 76% พร้อมจ่ายมากขึ้นหากผลิตภัณฑ์นั้นเป็น Eco Friendly
ในขณะที่นักลงทุนใช้เกณฑ์ ESG ประกอบการพิจารณาลงทุนมากขึ้นถึง 86% เช่นเดียวกับหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศออกมาตรการด้าน ESG ที่ภาคธุรกิจต้องปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง เช่น ภาษีคาร์บอน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว เพราะเมื่อเกมธุรกิจเปลี่ยนไปสู่หมุดหมายของความยั่งยืน ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วย่อมได้เปรียบในการแข่งขัน
แล้วภาคการเงินเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างไร?
คำตอบคือเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะหนึ่งในหัวใจขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้า คือภาคการเงินที่ถือเป็นตัวกลางในการจัดสรรเงินทุนในระบบ ที่ผ่านมาธนาคารและสถาบันการลงทุนต่างต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเนื่องจากยังคงสนับสนุนบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปริมาณมากจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเริ่มหันกลับมาผลักดันความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงมากขึ้นด้วย “การเงินเพื่อความยั่งยืน” หรือ “Sustainable Finance”
จากข้อมูลรายงาน SSE 2018 Report on Progress พบว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาทิ การออก Green Bond เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปี 2016 มีการอบรมให้ความรู้แก่บริษัทจดทะเบียนและผู้ลงทุนในเรื่องความยั่งยืนเพิ่มขึ้น 65% รวมถึงมีการออกคู่มือและจัดกิจกรรมส่งเสริมบริษัทจดทะเบียนในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นถึง 85% ด้านผู้ลงทุนสถาบัน AVIVA ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ยักษ์ของโลกเผยว่า ผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเริ่มตั้งคำถามด้าน ESG อย่างจริงจังกับผู้จัดการกองทุน โดยผู้ลงทุนสถาบันที่เป็นลูกค้าของ AVIVA มีข้อคำถามด้าน ESG เพิ่มมากขึ้นถึง 120% แสดงให้เห็นถึงความสนใจอย่างจริงจังในการนำเรื่อง ESG มาประกอบการตัดสินใจลงทุน
ประเด็น ESG จึงเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทุกธุรกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และภาคการเงินซึ่งเป็นฟันเฟืองให้ธุรกิจต่างๆ ต้องพยายามหาวิธีการตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจยั่งยืน โดยเครื่องมือของธนาคารคือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น Sustainability-Linked Bonds, Green Loans และ Green Deposit เป็นต้น
สำหรับภาคการเงินในประเทศไทยมีการขยับพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับความยั่งยืนมาสักระยะแล้ว ปีที่ผ่านมา KBank เดินหน้าเสริมศักยภาพลูกค้าเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยมีการอัดฉีดสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าไปสู่ 2 แสนล้านบาท ภายในปี 73 รวมถึงช่วยให้ลูกค้ารายเล็กสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างรวดเร็วและดอกเบี้ยยุติธรรม นอกจากนี้ในปี 2030 KBank จะยุติการปล่อยสินเชื่อให้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องการเปลี่ยนกระบวนการผลิตที่ทำให้เกิด Net Zero มากขึ้น
ในขณะที่ธนาคารกรุงเทพจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน โดยในปี 2564 มีการสนับสนุนองค์กรธุรกิจในประเทศไทยระดมทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนผ่านการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน ESG Debentures ทั้งการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หุ้นกู้เพื่อพัฒนาสังคม และหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน เป็นมูลค่าประมาณ 37,200ล้านบาท หรือราว 2 ใน 3 ของมูลค่าการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ดังกล่าวของตลาดทุนไทยรวมที่ 56,700 ล้านบาท ปัจจุบัน สินเชื่อเพื่อพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนกำลังการผลิตคิดเป็นร้อยละ 27 ของกำลังการผลิตจากสินเชื่อด้านพลังงานโดยรวม และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การขยับตัวของสถานบันการเงินขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่า ESG ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่แฟชั่น หากธุรกิจปรับตัวไม่ทันจะทําให้ต้นทุนในอนาคตสูงขึ้น ต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสินค้าและบริการสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน หากปรับตัวทันก็จะสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ และมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน
มาถึงวันนี้ ไม่ว่าธุรกิจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ สิ่งที่ต้องต้องตระหนัก คือการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว และกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการลงทุนในอนาคต ดังนั้นการปรับตัว เปลี่ยนแปลง ตั้งรับ เตรียมพร้อม เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืนจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจได้อีกมากมาย ทั้งยังมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องการผลักดันภูมิทัศน์ความยั่งยืนด้วยเช่นกัน

บ้านอนาคต
Sustainable Housing
เชื่อไหมว่าในบรรดาอุตสาหกรรมทั้งหมดนั้น อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุดใน โลกมากกว่าอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมอาหารด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังสร้างขยะมากที่สุดในโลก โดยขยะ 1 ใน 3 ที่เราเจอๆ กันอยู่ทุกวันนี้ล้วนมาจากอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพราะอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องใช้ Construction Material ไม่ว่าจะเป็นแร่โครเมียม อะลูมิเนียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้กำลังจะหมดไปในอีก 50-70 ปี เพราะ การก่อสร้างแต่ละครั้งใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย ใช้แล้วทิ้ง โดยคาดการณ์ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า ขยะอุตสาหกรรมก่อ สร้างจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว นี่ยังไม่นับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกมหาศาล
แต่นั่นไม่ใช่แรงกดดันเพียงข้อเดียวที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องปรับตัว เพราะอีกด้านหนึ่งนั้นผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือก ใช้สินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเรียกร้องดีเวลลอปเปอร์ให้มีส่วนช่วยในการลดโลกร้อน เทรนด์ของการก่อสร้าง จึงมุ่งไปสู่การเป็น “บ้านยั่งยืน”
ว่าไปแล้วดีเวลลอปเปอร์มีการปรับตัวทางสถาปัตยกรรมเพื่อให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติมานานแล้ว ในสมัย อดีตจะเป็นการพึ่งพาธรรมชาติ โดยนำแหล่งธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม อย่างเช่นการเปิด พื้นที่ให้เชื่อมต่อกัน ลดการใช้วัสดุ ทำหน้าต่างใหญ่รับแสงธรรมชาติ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในเวลากลางวัน คุมโทนแต่งห้องด้วยสีโทนช่วยลดอุณหภูมิในห้อง หรือปลูกต้นไม้ใหญ่บังแดด
แน่นอนล่ะว่าแค่นี้คงไม่พอ ดีเวลลอปเปอร์ยังคิดค้นเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน และปล่อยคาร์บอน เพื่อนำไปสู่การเป็นบ้านยั่งยืน ซึ่งกินขอบเขตกว้างมาก ทั้งในส่วนของกระบวนการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนการบริหารโครงการ
ต้องยอมรับว่าในโลกตะวันตกมีความก้าวหน้าและนำเทรนด์ เพราะรัฐบาลเริ่มออกมาตรการบังคับ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนทำให้สตาร์ทอัพแนว Green Construction คิดค้นวัสดุที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างมีนัยะ อย่าง MAA'VA สตาร์ทอัพในสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาอีโค-คอนกรีตที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอน เพราะใช้วิธีรีไซเคิลพลาสติก และขยะที่ไม่ใช่พลาสติกแทนทราย เพิ่มอายุการใช้งาน และยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี การพิมพ์สามมิติเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ลดต้นทุน และขยะก่อสร้าง
ในขณะที่ Beoi สตาร์ทอัพสัญชาตินอร์เวย์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการไซต์ก่อสร้าง โดยใช้ประโยชน์จาก การออกแบบและการก่อสร้างเสมือนจริง (VDC) เพื่อรวมเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับการวางแผนและกระบวนการก่อสร้าง ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งช่วยให้ผู้จัดการไซต์สามารถวางแผนการรื้อถอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุน หลายรายกำลังค้นหาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Decarbonization เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการกักเก็บคาร์บอนกลับมาเปลี่ยนเป็นวัสดุ ไม่ใช่เอาไปฝังใต้ดิน เป็นต้น
กลับมายังวงการอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย ก็เริ่มเห็นการประกาศเป้าหมาย Net Zero ของดีเวลลอปเปอร์ หลายราย ทว่าแต่ละเจ้ามีนิยามการทำบ้านยั่งยืนที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ Purpose ของผู้นำองค์กรนั้นๆ ว่าจะ โฟกัสในเรื่องใด เพราะคำว่าบ้านยั่งยืนเป็นอะไรที่กว้างมากอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น
รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC by MQDC) กล่าวว่า การวาง Purpose ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องทำทุกด้าน ไม่เช่นนั้นจะไม่เห็น พัฒนาการอย่างจริงจัง ขนาด MQDC ยังไม่เลือกทุกด้าน เราเลือกแค่ด้านเดียวคือ Well-being บางบริษัทเน้นพลังงาน สะอาดอย่างเดียว แต่สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือขอให้ลงมือทำแล้วกัน
ยกตัวอย่าง เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เริ่มมีการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่อยู่อาศัย (Solar Rooftop) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger Station) ในโครงการ และมีแผนที่จะขยับไปทำบ้านพลังงานเป็นศูนย์ (Zero Energy House) ในปีหน้า โดยร่วมมือกับบริษัท Hankyu Hanshin Properties Corp พันธมิตรจากญี่ปุ่น นำแนวคิด Geo Fit+ ประยุกต์ใช้ควบคู่ไปกับโมเดล Zero Energy House (ZEH) พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรูปแบบ Zero Energy House ปัจจุบันศึกษารูปแบบ กระบวนการสร้างบ้าน วัสดุที่ใช้ และดีไซน์ให้บ้านเสนาทุกหลังลดใช้พลังงานให้ใกล้เป็น ศูนย์มากที่สุด
แสนสิริเป็นดีเวอลอปเปอร์อีกรายที่ทำบ้านประหยัดพลังงานหรือ Energy Home มาได้ 2 ปีแล้ว โดยมีนโยบาย ติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับบ้านเดี่ยวในทุกระดับราคา หากเป็นบ้านระดับกลางขึ้นไปจะติดตั้ง EV Charger ให้ด้วย และ ตอนนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยร่วมกับพาร์ทเนอร์ อาทิ การใช้ไฟเบอร์แทนเหล็กเส้นในการก่อสร้าง, หลังคาโซล่าร์ เซลล์พร้อมมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไว้ใช้ในเวลากลางคืน, กระเบื้องลอนมุงหลังคาที่ผลิตไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์, การแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ระหว่างครัวเรือน และสวนในพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% เพื่อที่จะเพิ่มดีกรีจากบ้านประหยัดพลังงานพัฒนา Energy Home เป็น Net Zero Home หรือบ้านที่ปล่อยคาร์บอน เป็นศูนย์นั่นเอง
“การบรรลุเป้าหมายเรื่องสิ่งแวดล้อมของดีเวลลอปเปอร์ ถ้า Brand Purpose ขององค์กรไม่แข็งแรงและชัดเจน จะบรรลุเป้าหมายได้ยากมาก เพราะเรื่องดังกล่าวต้องพึ่งพางานวิจัย” รศ.ดร.สิงห์ ย้ำถึงเรื่องนี้ เพราะหัวใจสำคัญ คือ Sustainable Innovation เหมือนที่ MQDC ก่อตั้ง RISC ขึ้นมา หลังจากนิยามคำว่าบ้านยั่งยืนว่าจะต้องเชื่อมโยงกับ For All Well-being ไม่ใช่ For Human Well-being โดยให้ความสำคัญกับทุกสิ่งที่มีชีวิตบนโลก
“เรื่องดังกล่าวมาจากความเชื่อของเราว่า การสร้างสมดุลของ Life Form ต่างๆ จะนำไปสู่ Well-being อย่าง แท้จริง เพราะที่ผ่านมาทุกคนเน้นไปที่ Human Centric อะไรก็ขอให้คนมีความสุข ขอให้คนรอด สุดท้ายคนก็ไม่รอดอยู่ดี ถ้าสิ่งมีชีวิตอื่นไม่รอด นี่คือความจำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนเป็น For All Well-being ไม่ใช่ For Human Well-being โดยทำ ดัชนี Bio Diversity Standard ขึ้นมา ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมความยั่งยืนของ RISC ที่เราทำเป็นรายแรกและรายเดียวใน กลุ่มอสังหา เพราะเราให้ความหมายและวางจุดมุ่งหมายของคำว่า Sustainnovation คือการผนวกกันของความคิด ระหว่าง Sustainability กับ Innovation โดย Sustainability หรือความยั่งยืน คือการสร้างความสมดุลระหว่างความ ต้องการต่างๆ ของเรากับระบบนิเวศ สังคมและวัฒนธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วน Innovation หรือนวัตกรรม จะมี 3 องค์ประกอบ คือหนึ่งต้องใหม่ สองเกิดการใช้งานจริงแล้ว และสามคือมีประโยชน์อย่างชัดเจนจริงๆ สรุปคือ Sustainnovation เป็นเทคโนโลยีที่มุ่งแก้ปัญหาจากการเสียสมดุลจากการพัฒนาด้านต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งต้องพัฒนา นวัตกรรม ใช้แนวคิดใหม่ หรือสร้าง Framework ใหม่ เพื่อนำไปสู่ “ความยั่งยืนหรือความอยู่รอด”
ที่ผ่านมา โครงการของ MQDC จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาอสังหาที่เคารพรักษาทุกชีวิต แทนที่จะเร่งถมดิน ก็จะมีทีมงานนำสิ่งมีชีวิตในที่ดินแปลงนั้นอย่าง ปลา งู กบ เขียด และนกในย่านนั้นออกมามาศึกษาอย่างน้อย 3-4 เดือน ก่อนโปรเจ็กต์เริ่ม เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในโครงการ เช่น เปลี่ยนตาข่ายคลุมอาคารที่ใช้ป้องกันฝุ่นและอันตรายระหว่างการก่อสร้างเป็นถุงช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า หรือการนำ คอนกรีตจากหัวเสาเข็มที่ต้องตัดทิ้งและนำออกไปเป็นขยะนอกไซต์งานก่อสร้างมาผ่านกระบวนการแปรรูป เพื่อนำกลับ มาเป็นพื้นคอนกรีตที่ใช้ในพื้นที่ก่อสร้าง หรือทำเป็นเฟอร์นิเจอร์เพื่อใช้ในโครงการ ปัจจุบัน RISC by MQDCกำลังวิจัย เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน
ปีหน้านี้เราคงเริ่มเห็นดีเวลลอปเปอร์เจ้าอื่นขยับตัวไม่มากก็น้อย เพราะถนนทุกสายบนโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่ ความยั่งยืน

The Colors of 2023
เทรนด์สีปีกระต่าย
เกี่ยวกับเทรนด์สีในปี 2023 BrandAge หยิบเอาคำแนะนำจาก 2 องค์กร คือสำนักงานส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และ PANTONE มาเจาะลึกในรายละเอียดของการนำเอาสีที่คาดว่าจะได้รับความ นิยมไปใช้ในการสื่อสารการตลาด
เริ่มจาก CEA ที่ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มสีที่จะมาแรงในปี 2023 ยังคงเชื่อมโยงกับสีในปีปัจจุบัน คือเป็นสี ในอารมณ์พาสเทลแต่มีความเข้มข้นขึ้น รวมถึงยังมีการขยับเข้าไปสู่คำว่า ออร์แกนิกส์ ที่เน้นความสมดุล และ อ่อนโยน นอกจากนี้ความเข้มที่เพิ่มขึ้นมานี้จะช่วยบอกอารมณ์ทางความรู้สึกถึงความเป็นโลกดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น
โดย CEA ได้สรุปกลุ่มเฉดสีหลักที่จะมีอิทธิพลในปีนี้ไว้ 7 สี คือ
1. ELFIN YELLOW: สีเหลืองอ่อน (PANTONE 11-0620 TCX)
เป็นสีที่ตอบโจทย์งานออกแบบในสไตล์ Minimalism เนื่องจากสีเหลืองอ่อนให้ความรู้สึกอ่อนโยน ออร์แกนิกส์ และสื่อถึงความเป็นธรรมชาติดั้งเดิมได้ดี โดยการนำไปใช้สามารถจับคู่กับสีอื่นมากกว่าสีขาว ซึ่งจะทำให้ผลงานดูไม่น่าเบื่อจนเกินไป แถมยังสะท้อนถึงความสุข สุนทรียภาพ
2. GOLDEN APRICOT: สีส้มแอปริคอต (PANTONE 14-1041 TCX)
เป็นสีที่ตอบโจทย์การโหยหาอดีต กระตุ้นความสนุกสานและความคิดสร้างสรรค์ที่สะท้อนอารมณ์ ความสุข และความรู้สึกที่คุ้นเคยในอดีต เชื่อมโยงแนวคิด Nostalgia ซึ่งเหมาะที่จะนำไปใช้ในงานแฟชั่น งานถักทอ สินค้าของตกแต่ง และงานออกแบบภายใน
3. LIME GREEN: สีเขียวมะนาว (PANTONE 14-0452 TCX)
เป็นเทรนด์สีที่เชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมและสุนทรีภาพบนโลกดิจิทัล เป็นสีที่เหมาะกับทุกกลุ่ม สื่อถึงความเท่าเทียม สดชื่น สดใส สนุก ใช้เพื่อเปิดใจคนรุ่นใหม่ เหมาะสำหรับงานด้านแฟชั่น และแบรนด์ที่เน้น ดีไซน์และการออกแบบ
4. DEEP LAKE : สีเขียวอมฟ้า (PANTONE 18-4834 TCX)
เป็นสีที่แสดงถึงการขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เป็นสีที่มีพลัง บ่งบอกถึงความกล้าหาญ แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับเสื้อผ้ากีฬา แฟชั่น และงานตกแต่งภายใน งานออกแบบบ้าน
5. SCARLET SAGE: สีแดงก่ำ (PANTONE 19-1559 TCX)
เป็นสีแดงสดที่มีความเข้มข้น นิยมในละตินอเมริกา สะท้อนถึงพลังงาน การทำงาน ความหลงใหล เต็มพลัง สะดุดตา เหมาะสำหรับงานศิลปะและงานตกแต่งภายใน
6. PHLOX: สีม่วงเข้ม (PANTONE 19-2820 TCX)
เป็นสีม่วงเข้มที่แสดงถึงนิยมและเกี่ยวข้องกับดิจิทัล Metaverse หรือสีที่อยู่ในโลกเสมือนจริง เป็นสีที่ เชื่อมต่อกับสัญชาตญาณและการรับรู้ในโลกออนไลน์ เหมาะสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล, Cryptocurrency และงานศิลปะ
7. MOONLESS NIGHT: สีดำเทา (PANTONE 19-4203 TCX)
เป็นสีดำเทาที่แสดงถึงความลึกลับ เย้ายวน หรูหรา ตลอดจนให้ความรู้สึกที่ชัดเจน และตรงไปตรงมา และสามารถสื่อสารถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นท่ามกลางปัญหาในเชิงสังคม สิ่งแวดล้อม เรื่องความยั่งยืน เหมาะ สำหรับงานแคมเปญโฆษณาที่ต้องการตอกย้ำว่าทำจริงๆ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ รวมไปถึงธุรกิจ กีฬา และอาหาร
ส่วนสำนัก PANTONE ก็ได้ประกาศเทรนด์สีประจำปี 2023 ได้แก่ Viva Magenta
PANTONE อธิบายคุณลักษณะของสี Viva Magenta ว่าเป็นเฉดสีที่แสดงออกถึง “ความมีชีวิตชีวา และพลัง” เพราะมีรากมาจากตระกูลสีแดงซึ่งเป็นสีพื้นฐานในธรรมชาติสี Viva Magenta เป็นสีที่แสดงออกถึง ความกล้าหาญ และไร้ความเกรงกลัว ทั้งยังสื่อถึงบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองด้วยความสนุกสนาน เร้าใจ และมองโลกในแง่ดี สีประจำปีนี้นับว่าเป็นสีแห่งพลัง เป็นสีโทนแดงที่ร้อนแรงและสนุกสนาน เป็นสีที่มอบพลัง แห่งการแสดงออกของตัวตนแบบไม่ยั้ง หรือกล้าหาญในการทดลองสิ่งใหม่ๆ
PANTONE 18-1750 Viva Magenta เป็นโทนสีแดงเลือดหมูที่ให้ความสมดุลระหว่างความอบอุ่น และความเย็น นอกจากนี้ยังเป็นสีลูกผสมที่อยู่ตรงกลางระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนอีกด้วย
PANTONE ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า สีแดงเข้มนี้ เป็นบุคลิกของคนที่กล้าแสดงออก แต่ไม่ก้าวร้าว หรือ เปรียบได้กับ “กำปั้นที่อยู่ในถุงมือกำมะหยี่ที่อ่อนนุ่ม”
งานที่ PANTONE ยกเป็นตัวอย่าง
- ใช้สำหรับการตกแต่งบ้านและตกแต่งภายใน เช่น การเลือกเฟอร์นิเจอร์กำมะหยี่สีแดง, โคมไฟ ประดับ, จัดแจกันดอกไม้ เป็นต้น สี Viva Magenta จะให้ความรู้สึกที่เป็นกลางแต่ก็มีสีสันไปในตัว
- ในการออกแบบกราฟิกทุกวันนี้ ผู้บริโภคใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอสี Viva Magenta จะสามารถ ดึงดูดความสนใจ และแสดงออกถึงความกล้าหาญ อีกทั้งเร่งเร้าให้มีส่วนร่วมเพื่อนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ
- ในบรรจุภัณฑ์และพลาสติก แบรนด์ที่ต้องการสร้างความมีชีวิตชีวาและหลงใหลสามารถใช้ Viva Magenta เพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาของผู้บริโภคได้ เนื่องจากสีแดงเป็นสีที่ก้าวหน้า และโดดเด่นกว่าสีที่อยู่รอบข้าง
นักการตลาด, เจ้าของแบรนด์, SMEs, Startup สามารถทำโทนสีนี้ไปใช้ในงานออกแบบต่างๆ ได้ตามความ เหมาะสม

5 Generation Focus
การตลาดอ้างอิง ตามอิทธิพลของเจน
เรื่องของ “เจนเนอเรชั่น” (Generation) ยังคงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคของ Personalization Marketing ที่นักการตลาดจะให้น้ำหนักกับการทำตลาดในแบบเฉพาะบุคคลกันมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีหลากหลายเจนเนอเรชั่น ซึ่งแต่ละเจนเนอเรชั่นก็มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป และส่งผลต่อการบริโภคและบริการ รวมถึงการรับข่าวสารอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น สินค้าและแบรนด์จึงควรให้ความสนใจ และติดตามดูความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของคนแต่ละเจนเนอเรชั่นอย่างต่อเนื่อง เพราะหากสามารถทําความเข้าใจกับคนในแต่ละเจนเนอเรชั่นได้สำเร็จ ก็ย่อมจะช่วยให้แบรนด์สินค้า และนักการตลาดสามารถเข้าถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน เจนเนอเรชั่นของผู้บริโภคที่ถูกจัดแบ่งตามช่วงเวลาของการเกิด สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ซึ่งทาง TCDC ได้อัพเดทเทรนด์ผ่าน Generation Focus ไว้ในเอกสารเรื่อง TREND 2023 โดยมีเนื้อหาโดยสังเขปดังนี้
Baby Boomer (ปี 1946-1964)
รายงานจากหลายสำนักมักระบุว่า เบบี้บูมเมอร์ คือกลุ่มผู้บริโภคที่ยังไม่ต้องการเกษียณตัวเองจากการทำงาน ดังนั้นหลายประเทศจึงออกนโยบายขยายอายุการเกษียณเพื่อทำให้คนกลุ่มนี้ได้ทำงานต่อไป แต่ผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ทำให้คนกลุ่มนี้เกิดความเหนื่อยล้าจากงานประจำที่เคยทำ จึงหันมาค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต เพื่อสร้างอาชีพในบั้นปลายชีวิตที่ยืดหยุ่นขึ้น และสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ทางสังคม สุขภาพ และการเงินไปพร้อมกัน เบบี้บูมเมอร์จึงให้ความสำคัญกับเวลาพักผ่อน การเล่นโซเชียลมีเดีย และกลับเข้าสังคมเมื่อปัญหาโควิดเริ่มคลี่คลาย และนิยมสร้างงานสร้างอาชีพในแบบ Gig Economy หรืองานพาร์ทไทม์
เบบี้บูมเมอร์ พร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะเพื่อให้เท่าทันกับโลกออนไลน์ จึงชอบโหลดแอปพลิเคชันใหม่ๆ และอัพเดทข่าวจากสื่อออนไลน์ รวมถึงใช้เวลากับวิดีโอออนไลน์ถึง 54% บน Facebook และ YouTube ซึ่งการเสพวิดีโอที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มนี้ทำให้ TikTok สามารถช่วงชิงพื้นที่การเสพวิดีโอของคนกลุ่มนี้ได้ และยังมีผลต่อตลาดผู้สูงอายุในระยะยาว โดยข้อมูลของ MGID ระบุว่า ในปี 2021 วิดีโอมีผลต่อยอดขายถึง 81%จึงมีแบรนด์ลงทุนกับการโฆษณารูปแบบวิดีโอ และสตรีมมิ่งจำนวน 55.34 พันล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 78.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023
เบบี้บูมเมอร์ชอบสั่งของจากร้านค้าออนไลน์ถึง 90% มากกว่าครึ่งหนึ่งเลือกจ่ายแบบเก็บเงินปลายทาง โดย Facebook คือช่องทางที่นิยมใช้ โดย WGSN ยังระบุว่า เบบี้บูมเมอร์ 75% ไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบให้ลูกหลานกำหนดขอบเขตการใช้ชีวิตมากนัก และยังอยากออกไปพบปะสังสรรค์ท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูง
Gen X (ปี 1965-1980)
เจนเอ็กซ์ ปรับเปลี่ยนตัวเองในช่วงวิกฤตโควิด-19 สู่โลกใบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตัวตน คุณค่าของครอบครัว และความเป็นพ่อแม่ เป็นเจนที่ต้องรับมือทั้งด้านการทำงาน การดูแลครอบครัว พ่อแม่สูงวัย และลูกวัยเรียนที่ต้องเรียนออนไลน์จากที่บ้าน ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง เขาจึงให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายและความประหยัดเป็นสิ่งแรกๆ จากข้อมูลพบว่า 40% มีความท้าทายกับการลดรายจ่ายให้เหลือน้อยที่สุด 65% รู้สึกเครียดเกี่ยวกับเรื่องการเงินทั้งหมดของตัวเอง
เจนเอ็กซ์ เริ่มใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางในการเชื่อมต่อระหว่างสมาชิกในครอบครัว ไปจนถึงสินค้าและแบรนด์ และเป็นเจนที่ถูกมองว่า มี Brand Loyalty สูงสุด เขาจึงกลายเป็นสาวก Apple, Netflix, Disney, Samsung และ Nike ด้วยเหตุผลคือความโปร่งใส ความเรียบง่าย สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและสื่อสารถึงความทรงจำที่งดงาม ส่วนการเลือกซื้อสินค้าของเจนเอ็กซ์จะเน้นแบรนด์ระดับพรีเมียมคุณภาพสูง หรือมีคุณค่าที่เหนือกว่า ซึ่งโควิด-19 ยังทำให้เจนเอ็กซ์กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม และนักดีไอวายที่สร้างสรรค์มากกว่าเดิม พร้อมๆ กับพยายามมองหาแบรนด์ที่ช่วยให้สามารถบรรลุสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ตั้งใจจากที่บ้าน
เจนเอ็กซ์ ให้ความสำคัญกับความทรงจำในอดีตที่มีคุณค่าทางจิตใจ นักจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่าห้วงเวลาแห่งความจำคือปรากฏการณ์แบบข้ามวัฒนธรรม ซึ่งหากให้คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็มักจะย้อนไปถึงความทรงจำดีๆ ในช่วงวัยรุ่น หรือช่วงก่อนวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในด้านความทรงจำ ดังนั้นในช่วงโควิด-19 เจนเอ็กซ์จึงมักย้อนคืนสู่วันเก่าๆ ผ่านหนังสือ รายการโทรทัศน์ และนิตยสารที่ชื่นชอบ
MILLENNIAL (ปี 1981-1995)
มิลเลนเนียล หรือ GEN Y เป็นเจนที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความกดดันรอบด้าน และกำลังเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยกลางคน โดยงานวิจัยของศาสตราจารย์เดวิด บลังค์ฟลาวเวอร์ส (David Blanchflower) จากสถาบัน Dartmouth College ได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มมิลเลนเนียลจาก 132 ประเทศ พบว่า ช่วงอายุย่างเข้า 40 ปี คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต คนส่วนใหญ่เริ่มค้นหาตัวเองอีกครั้ง และยังอยู่บนหลักการ Work-Life Balance โดยหันมาใส่ใจสุขภาพร่างกายและจิตใจ การย้ายที่อยู่อาศัยไปสู่สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้น ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีบทบาทสำคัญ คืออาหารเสริม วิตามิน โปรแกรมออกแบบการใช้ชีวิต ตั้งแต่การนอน การกินดื่ม การทำงาน การออกกำลังกาย และการพักผ่อนหย่อนใจ
สำหรับกลุ่ม Zennial เป็นเจนเนอเรชั่นรอยต่อระหว่างเจนซีและมิลเลนเนียล กลุ่มนี้นิยมเครื่องดื่ม Non-Alcohol มากขึ้นถึง 40% โดยเฉพาะช่วงอายุ 18-34 ปี จะชื่นชอบกับความรู้สึก "เมาทิพย์" ที่ทำให้เกิดบทสนทนาอย่างเป็นมิตร สนุกสนาน และได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง และเครื่องดื่ม Alcohol Free ยังซื้อได้ง่ายจึงเหมาะแก่การสังสรรค์ทุกที่ทุกเวลา
มิลเลนเนียลจำนวน 76% ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน 82% ยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมาตรฐานการครองชีพของตัวเอง และ 51% ยังกังวลเรื่องลูกที่เป็นเจนอัลฟา Mintel ยังระบุว่า 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่า การรีไซเคิลสำหรับผู้บริโภคเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ครบวงจร รวมทั้งสินค้ารักษ์โลกมักมีราคาสูงจึงใช้ทุกวันไม่ได้ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตที่รีบเร่งอย่างมิลเลนเนียล ไม่มีเวลาเลือกสรรสินค้าให้ตรงใจ จึงเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่จะเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล และมีระบบการรีไซเคิลที่สะดวกและง่ายต่อการจัดการ และเขายินดีจ่ายเงินให้กับสินค้าที่คิดมาเพื่อความยั่งยืน หรือง่ายแก่การเข้าใจในเรื่องวงจรรีไซเคิล โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มสกินแคร์ อาหารแช่แข็ง และดิลิเวอรี่
ภายในปี 2025 มิลเลนเนียลจะกลายเป็นแรงงานสำคัญในองค์กร ซึ่ง 75% ของคนที่เป็นพนักงานต่างคาดหวังให้องค์กรพัฒนาเครื่องมือการทำงานที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาเพิ่มศักยภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เช่น อุปกรณ์แก็ดเจ็ท เทคโนโลยี Virtual Reality, Augmented Reality, ระบบดิจิทัล และ Al ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
Gen Z (ปี 1996-2011)
เจนซี คือเจนแห่ง "การเรียนรู้ด้วยตัวเอง" และมักหาคำตอบจากแพลตฟอร์มออนไลน์ จากสถิติ Yplus พบว่าหนุ่มสาว 70% มักใช้กูเกิลเพื่อค้นหาข้อมูลที่สงสัยในรายวิชา ขณะที่ TikTok กลายเป็นวิดีโอสอนเรื่องความรู้รอบตัวของคนเจนนี้ ในปีที่ผ่านมา #LearnOnTikTok มียอดการรับชม 228 พันล้านครั้ง ขึ้นอันดับ 1 แซงหน้า YouTube ไปแล้ว โดยวิดีโอยอดนิยมของ TikTok มักเป็นความรู้ที่นำไปสู่ Fin-fluencer หรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดด้านการเงินบนโลกดิจิทัล เช่น ข้อมูลด้านการเงิน การลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ การสร้างแบรนด์ แนวทางการหารายได้บนช่องทางออนไลน์ที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว ข้อมูลการทำเรชูเม่สำหรับสมัครงาน รวมถึงการออกแบบงานกราฟิกให้น่าสนใจสำหรับครีเอเตอร์
เจนซี สามารถสร้าง "ทักษะระยะยาว" ได้โดยไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนในมหาวิทยาลัย อาชีพส่วนใหญ่ที่คนกลุ่มนี้ใฝ่ฝัน คือการสร้างรายได้จากโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ ดังนั้นหลักสูตรออนไลน์สำหรับการปั้นอินฟลูเอนเซอร์ หรือครีเอเตอร์จึงเป็นหลักสูตรที่ได้รับความนิยม ซึ่ง WGSN ระบุว่า 52%ของเจนซีเชื่อในศักยภาพการเรียนรู้ระยะยาว เรียนเพิ่มได้ทุกเมื่อไม่เจาะจงในวิชาชีพ โดยทักษะด้านภาษาต่างประเทศคือหลักสูตรยอดนิยม เช่นเดียวกับทักษะทางสังคมและการเมือง ถือเป็นทักษะตลอดชีพที่ทุกคนจำเป็นต้องมีเพื่อขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน
Polywork หมายถึงการมีหลายอาชีพหลายทักษะ คือแนวคิดที่เจนซีใช้ในการดำเนินชีวิต จึงไม่ยึดติดกับงานสาขาใดสาขาหนึ่ง เน้นแค่การสร้างรายได้ลื่นไหลในอาชีพจากทักษะที่เรียนรู้และอาชีพจากงานอดิเรก การสะสมทักษะอาชีพถือเป็นเป้าหมายสำหรับการค้นหาตัวเอง เจนซีจึงถูกเรียกว่า College-Age ที่กำลังชั่งน้ำหนักคุณค่าดั้งเดิมกับเส้นทางการศึกษาผ่านประสบการณ์ ทักษะที่ถูกสั่งสมกลายเป็นตัวตนในแบบที่ต้องการ
เจนซี ให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่ม และการทำกิจกรรมบนสื่อออนไลน์ แต่ก็ยังต้องการร้านค้าในแบบออฟไลน์ กิจกรรมจากหน้าร้านจึงยังมีผลต่อยอดขายบนตลาดอีคอมเมิร์ซได้ถึง 60% ในขณะที่ 90% ของคนเจนซีสนใจแบรนด์สินค้าที่มีความแตกต่าง และไม่อายที่จะเลือกสินค้าในแบบที่ต่างจากคนทั่วไป และยังชอบสนับสนุนแบรนด์ หรือบริษัทที่โปร่งใส ค้าขายเป็นธรรม และสร้างความเท่าเทียมสำหรับคนทุกกลุ่ม เจนซีชอบช่วยเหลือชุมชน และอยากมีส่วนร่วมในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากกว่าการได้สินค้าโปรโมชั่น และสามารถหันหลังให้กับแบรนด์ที่เคยชื่นชอบได้ทุกเวลา หากแบรนด์เหล่านั้นมีภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากที่คาดหวังไว้
Alpha (ปี 2010-2024)
McCrindle รายงานว่า ในปี 2025 เจนอัลฟาจะมีจำนวนมากกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก เป็นเจนเนอเรชั่นที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นชาวดิจิทัลโดยกำเนิดต่อจากเจนซี มีชื่อเรียกที่หลากหลาย อาทิ UPAGERS, Generation Glass, Global Gen หรือ Multi-Modals และยังถูกเรียกว่า เจนซี (Gen C) ที่มาจาก Generation COVID เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นจากการเกิดวิกฤตโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา
แอชลีย์ เฟลล์ (Ashley Fell) นักวิจัยด้านสังคมและผู้ร่วมเขียนหนังสือ Generation Alpha กล่าวว่า โควิด-19ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และจิตใจ โดยทิ้งทั้งร่องรอยและบาดแผลไว้ให้กับคนรุ่นใหม่ แอชลีย์มองว่า การให้คุณค่ากับครอบครัวจะเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นสำหรับการเติบโตของเจนอัลฟาที่ชื่นชม "ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีจริง" เช่น คนในครอบครัว คุณครู เป็นต้น เจนอัลฟาเติบโตแบบ "เกินวัย" และมีความฉลาดทางอารมณ์ มีความสามารถในการตระหนักถึงประเด็นระดับโลกที่เกิดขึ้นรอบตัว เจนนี้อาจขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเพราะได้ออกไปเล่นนอกบ้านน้อยลง แต่ก็เข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์เกือบตลอดเวลา
แนวโน้มสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีของเจนอัลฟา คือปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์ Al บางรายการกำหนดกลุ่มผู้ใช้เป็นเจนอัลฟาโดยเฉพาะ การเกิดขึ้นของ "Internet of Toys" ที่หมายถึงอุปกรณ์ที่รวมเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การจดจำภาพหรือเสียง อย่างตุ๊กตาบาร์บี้รุ่นใหม่ Hello Barbie โดย Mattel ที่สามารถสื่อสารกับผู้เล่นได้ แสดงให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของอุปกรณ์ IoT และความอัจฉริยะของปัญญาประดิษฐ์อย่าง Amazon Echo และ Google Home กำลังจะพัฒนาเป็นเพื่อนเล่นคนสำคัญของเด็กเจนนี้
หากแบรนด์และนักการตลาดต้องการเข้าถึงเจนอัลฟา ต้องรู้จักกับคำว่า คุณภาพดีเยี่ยม ใส่ใจความยั่งยืน ตระหนักถึงผลเชิงสุขภาพ เข้าถึงได้ผ่านโซเชียลมีเดีย มีหน้าร้านที่สร้างเสริมประสบการณ์พิเศษในการซื้อ พร้อมปรับตัวเพื่อเท่าทันต่อทัศนคติ และความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของคนเจนนี้ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ต้องการเป็นที่ยอมรับในอนาคต
ยกตัวอย่าง เมื่อเจนอัลฟาเติบโตขึ้นและพัฒนาทักษะการพูดที่แข็งแรงแล้ว เทคโนโลยีของลำโพงอัจฉริยะที่มีการสั่งการด้วยเสียงจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนจากการฟังไปสู่การมองเห็น การพูดกลับ เล่นเกมจำลอง และโต้ตอบได้ ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์จะช่วยสร้างการเรียนรู้รูปแบบใหม่ การทำกิจกรรมทางการศึกษาที่หลากหลาย ซึ่งตอบสนองและปรับให้เข้ากับปฏิกิริยาการเรียนได้แบบเรียลไทม์

Sandwich Generation
บทบาทสำคัญของคน GenX
ปัจจุบันสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค Aging Society โดยสมบูรณ์แล้ว ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการศึกษาโครงการวิจัยความคาดหวัง การวางแผน และการเตรียมตัวของประชากรวัยทำงาน ต่างรุ่นอายุและรูปแบบการอยู่อาศัยต่อชีวิตในวัยสูงอายุ พบว่า สัดส่วนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร ปี 2560 มีอยู่ที่ประมาณ 978,455 คนคิดเป็นร้อยละ 17.80 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในปี 2563 มีอยู่ที่ประมาณ 1,096,591 คน คิดเป็นร้อยละ 20.15 ของจำนวนประชากรทั้งหมด นั่นหมายความว่าประชากร 1 ใน 5 ของกรุงเทพฯ คือผู้สูงวัย
ขณะเดียวกัน ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังเติบโตควบคู่กันมา คือกลุ่มที่เรียกว่า Sandwich Generation กลุ่มคนที่ต้องทำ หน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวในการดูแลคนทั้งครอบครัว อย่างพ่อแม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยชรา รวมถึงลูกหลานควบคู่ไปกับการ ดูแลตัวเอง ที่มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบธุระส่วนตัวในเรื่องของการเงิน การงาน สุขภาพ ที่ล้วนแต่มีต้นทุนที่ต้องจ่ายไปทั้งสิ้น และมากไปกว่านั้นคือคนกลุ่มนี้ก็ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับตัวเองสู่การก้าวเข้าสู่วัยกลุ่มสึนามิประชากร ที่จะก้าวสู่ “ผู้สูงวัย” ในอนาคตอันใกล้ด้วยเช่นกัน
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการแบรนด์และการตลาด / หัวหน้าภาควิชาการตลาด มองว่า คนกลุ่ม Sandwich Generation เปรียบเสมือนข่าวร้ายและข่าวดีของนักการตลาดเพราะ กลุ่ม Sandwich Generation คือกลุ่มที่มีอายุอยู่ระหว่าง 40 ปีขึ้นไปจนถึง 50 กว่าปี ดังนั้นคนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่ม Generation X ที่เรารู้จักกันมาเป็นอย่างดี
พฤติกรรมและลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัด คือคิดเยอะ มีความระมัดระวังในการซื้อ ซึ่งนักการตลาดไม่ค่อย ชอบคนที่ระมัดระวังในการซื้อซักเท่าไหร่ ต่างจาก Generation Y ที่อายุประมาณ 30-40 ปี มีนิสัยซื้อทุกอย่างที่เป็น Pop Culture ชนิดที่ว่าเสื้อแบบเดียวกันมี 5 สีก็ซื้อทั้ง 5 สี หรือมีหมวกแล้วก็มีหมวกอีกสะสมไปเรื่อยๆ อีกทั้งคนกลุ่มนี้ยังไม่ค่อย ชอบนิสัยของพ่อแม่ตัวเองเท่าไหร่ก็คือกลุ่ม Baby Boomer ที่นิยมใช้ชีวิตแบบ Romanticize นิยมซื้อตามเพื่อน ซึ่งตรงข้ามกับ คนกลุ่มGeneration X ให้ความสำคัญกับเรื่องของการออม การลงทุนเพื่อความมั่นคงในอนาคต
“ผมคิดว่าในมุมหนึ่งคือกลุ่ม Gen X พอโดนแซนด์วิชที่ต้องดูแลคนทั้งบนทั้งล่าง เขาก็จะยิ่งเขียม กระเบียดกระเสียร ในการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งนั่นคือข่าวร้ายของนักการตลาด ส่วนตัวผมกลับมองว่า Gen X เดิมก็เป็นอารมณ์ประมาณนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตกใจมากนัก”
หากแบรนด์ต้องการที่จะสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่ม Sandwich Generation เพื่อโน้มน้าวใจให้ใช้เงินเพิ่มขึ้น ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล แนะนำให้มองเป็น 2 มุม ได้แก่
มุมแรก คือการใช้เหตุผล เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม Functional Lover มากๆ ดังนั้นหากแบรนด์ต้องการที่จะ สื่อสารกับคนกลุ่มนี้จึงต้องให้ข้อมูลที่เป็น Super Functional ซึ่งนักการตลาดต้องเตรียมคือข้อมูลที่ชัดเจน และตัวเลขที่แน่ นอนยกตัวอย่างแบรนด์ที่เคยบอกว่าสินค้าที่เคยบอกว่าคุ้มค่าคุ้มราคาต้องสามารถให้ข้อมูลได้ว่าในต่อปีช่วยลดค่าใช้จ่ายไป เท่าไหร่หรือที่บอกว่าสินค้าและบริการไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แบรนด์ก็ต้องมีความพร้อมในเรื่องของข้อมูลส่วนนี้ เช่นกัน
จากองค์ประกอบในเรื่องของการใช้เหตุผลของ Sandwich Generation สอดคล้องกับแนวโน้มของความต้องการ ผู้บริโภคในปีหน้า จากงานสัมมนาสมาคมการตลาดThailand Marketing Day 2022 : MAT CMO COUNCIL’s “Marketing Trends : 2023 Way Forwards” พบว่า ผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญต่อคุณภาพที่มากกว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน อีกทั้ง ยังอยากรู้ที่มาที่ไปของสินค้าแบรนด์ จึงต้องเพิ่มมุมของ Traceability หรือความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับด้วย
หนึ่งในกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความต้องการที่ใช้เหตุผลนำ และมีความน่าสนใจที่มีความชัดเจนก็คือ กรณีของ “Meat Zero จากเดิมตลาดเนื้อสัตว์ Plant- based มีมูลค่าพียง 70 ล้านบาทในประเทศไทยแต่ Meat Zero ช่วยกระตุ้น ความต้องการของผู้บริโภคในตลาด ทำให้คนอยากทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่มีองค์ประกอบของคุณภาพและคุณสมบัติที่คล้าย กับเนื้อหมูจริงๆ ด้วยกระบวนการที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ทำให้ตลาดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 350 ล้านบาท ภายในระยะ เวลาเพียง 1 ปี โดย Meat Zero สามารถครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 60%
กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจกับพฤติกรรมที่กำลังจะเปลี่ยนไปของผู้บริโภค และ ความพร้อมที่จะลองท้าทายความเสี่ยง ซึ่งนับเป็นโอกาสในเวลาเดียวกัน
การให้ความสำคัญในเรื่องของ Functional ของกลุ่ม Sandwich Generation มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม Generation Xเพียงแต่คนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับแรงกดดันมากนักเพราะยังไม่ต้องดูแลใครแต่การให้ความสนใจด้าน Functional จะเกิดขึ้น สลับไปมาอยู่แบบนี้ในแต่ละยุคสมัยต่อไป
GQ ตัวอย่างแบรนด์ที่สื่อสารด้วย Function อย่างตรงไปตรงมา ด้วยนวัตกรรมที่ใหม่ๆ ที่ช่วยให้สินค้าของแบรนด์ เป็นมากกว่าสินค้าแฟชั่นทั่วไป แต่เป็นสินค้าที่ช่วยแก้ไข Pain Point ของลูกค้าได้อย่างตรงจุด เช่น หน้ากากอนามัยที่ใส่แล้ว ไม่เป็นสิว, การแก้ปัญหาที่เราต้องเลี่ยงจับหน้ากากด้วยสายคล้องคอหรือสีต่างๆ ที่ออกมาในโทนที่เหมาะสำหรับทุกๆ วัน และเสื้อเชิ้ตที่มีเทคโนโลยีพิเศษทำหน้าที่ปกป้องเสื้อเชิ้ตขาวจากรอยเปื้อนต่างๆ เพียงแค่ใช้น้ำเปล่าลูบบริเวณที่เกิดรอย เปื้อนเสื้อที่คุณใส่อยู่ก็จะขาวสะอาดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องคอเสื้อไม่ให้เกิดคราบเหลือง จากเหงื่อไคลอีกด้วย
มุมที่ 2 การสื่อสารที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ เนื่องจากคนกลุ่ม Sandwich กำลังเผชิญกับภาระหน้าที่ที่ต้องดูแล สิ่งต่างๆ รอบตัว ดังนั้นสินค้าที่จะนำเสนอให้กับคนกลุ่มนี้ จึงต้องสื่อสารเกี่ยวกับอะไรที่เกี่ยวข้องกับที่เขาห่วงใย อย่างการ ซื้อประกันสุขภาพที่เขาจะรู้สึกว่ามันแพงมาก ซึ่งไม่มีวันซื้อให้ตัวเอง แต่ถ้าต้องซื้อประกันสุขภาพให้กับคนที่รัก หรือถ้าต้องซื้อ ให้ตัวเขาเอง เพื่อวันหนึ่งที่เจ็บป่วยร้ายแรงจะช่วยให้ตัวเองไม่เป็นภาระให้กับคนอื่น เป็นต้น
นอกจากนี้ก็ยังมีธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและสารสนเทศ ที่ช่วยสร้างความสะดวกสบาย และเพิ่มเวลา ที่มากขึ้นให้กับชีวิต ก็จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กลุ่ม Sandwich ยอมจ่ายเพื่ออะไรที่ทำแทนได้ และเพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงาน
ดังนั้น การให้ความสำคัญกับหลักการตลาดพื้นฐานในเรื่องของ Functional และ Emotional จึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารกับกลุ่ม Sandwich Generation อย่างยิ่ง

Real Beauty
สวยในแบบที่คุณเป็น
มาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ถูกกำหนดขึ้นผ่านบริบทในสังคม เช่น จะต้องมีสีผิวที่ขาว หน้าตาที่สวย และหุ่นที่ดี เพื่อให้ได้รับการยอมรับ แม้มาตรฐานนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย แต่ก็เป็นค่านิยมที่ถูกประกอบสร้างใหม่ อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยให้ความสำคัญกับความงามเพียงมิติเดียว ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างบรรทัดฐานความงาม คือสิ่งที่ เรียกว่าสื่อ ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆ อย่างสื่อโฆษณา ภาพยนตร์ ละคร รายการ รวมถึงสื่อออนไลน์ ที่ชี้นำผู้คนนำ ไปสู่การบริโภคสินค้า
ทว่า ปัจจุบันสังคมเริ่มเปิดกว้างทางความคิดมากขึ้น กระแสของความงามในแบบตัวเองมาแรงในต่างประเทศ และ เริ่มมีผลต่อความคิดของคนไทยมากขึ้นด้วย จาก Beauty Standard ปรับเปลี่ยนมาสู่ Real Beauty หรือความสวยงามในแบบ ของคุณเอง ไม่ว่าคุณจะผิวสีอะไร น้ำหนักเท่าไหร่ หรือมีรูปร่างหุ่นแบบไหน คุณก็สวยงามในแบบตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และ ทุกคนควรให้เกียรติและให้การยอมรับความงามในแบบนั้นด้วยเช่นกัน ทำให้แบรนด์ต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร เพราะตอนนี้ การบอกต่อในโลกออนไลน์กำลังกลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารการตลาดยุคใหม่ ที่ลูกค้าจะไม่เชื่อในสิ่งที่แบรนด์พูด แต่เชื่อในคำบอกต่อจากคนใกล้ชิด หรือรับฟังข้อมูลจากคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในโลกออนไลน์
ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องมี Brand Purpose จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าจะช่วยเติมเต็มผู้บริโภคในด้านไหน มองให้เห็นถึง ปัญหาของผู้บริโภค โดยออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบสนองกับการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค เรียกได้ว่าใช้ผู้บริโภคเป็น ศูนย์กลางในการสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยต้องพยายามหาคำตอบให้ได้ว่า “แบรนด์เรานี้เกิดมาเพื่ออะไร เพื่อใคร และแบรนด์ เรานั้นจะช่วยแก้ปัญหา หรือสร้างคุณค่าให้ใครได้บ้าง” ซึ่งการสร้างสรรค์แบรนด์ขึ้นมาด้วยวิธีคิดแบบนี้ จะทำให้ผู้บริโภคเกิด ความรู้สึกว่าการเลือกใช้สินค้าหรือแบรนด์นั้นๆ มันทำให้ตัวเขาเองมีคุณค่า และมีความแตกต่างจากผู้บริโภคคนอื่นๆ ก็เพราะ ด้วยเอกลักษณ์ที่ชัดเจนที่แบรนด์ได้สื่อสารออกมานั่นเองที่มันย้อนกลับมาสะท้อนตัวตนของผู้ใช้
ข้อมูลจาก The Numbers Lab @ Firefish พบว่าแบรนด์ที่มี Brand Purpose ชัดเจนนั้น จะมีอัตราการเติบโตเร็วกว่า แบรนด์ปกติถึง 2 เท่า และคนเจนมิลเลนเนียลถึง 91% มีแนวโน้มจะเลือกใช้แบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก หรือ อย่างน้อยก็มีแนวคิด ความเชื่อ มุมมองทางการเมือง และเรื่องอื่นๆ ตรงกันกับพวกเขา
ตัวอย่างแบรนด์ที่ขยับตัวในเรื่องนี้ชัดเจน คือ Dove ถ้าหากใครติดตามผลงานมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นการหยิบจับ มุมมองประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้นในเรื่องความสวยงามของผู้หญิงมาสร้างการสื่อสารตาม Brand Purpose ที่เชื่อว่า Achieving Real Beauty, Building Self-esteem ทุกคนมีความงามในแบบของตัวเอง และควรจะภูมิใจกับมัน ทุกสื่อโฆษณา ของ Dove จึงมีจุดมุ่งหมายให้ผู้หญิงทุกคนเชื่อในความสวยของตัวเอง และมั่นใจกับตัวเองมากขึ้น ตัวอย่างแคมเปญที่น่าสน ใจอย่าง Let Her Growกับการสะท้อนประเด็นคำถามที่คนรุ่นใหม่มักจะสงสัยว่า “ทำไมโรงเรียนต้องบังคับให้ตัดผมสั้น”แคมเปญนี้ถือว่าเป็นแนวทางการทำการตลาดของ Dove ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจ Context ประเด็นทางสังคมของไทย เป็นอย่างดี ทำให้แคมเปญนี้ได้ใจคนไทยจนทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมหาศาลในโลกโซเชียล
แบรนด์ไทยอย่าง Wacoal Thailand ก็เป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนในเรื่องดังกล่าวมายาวนานหลายปี โดยได้ออกแคมเปญ ที่อยากให้ผู้หญิงมั่นใจจากภายใน เพราะทุกคนมีความสวยในแบบของตัวเอง เช่น แคมเปญ Don’t Stop Me Being Beautiful “สวยให้สุด ใครก็หยุดไม่ได้” เพื่อให้ผู้หญิงกล้าก้าวออกไปสวยให้สุดอย่างที่ไม่มีอะไร หรือใครจะมาหยุดความสวยที่สุดจาก ข้างในได้ หรือจะเป็นแคมเปญออนไลน์ Save My Nature ชวนผู้หญิงทุกคนร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติในตัวเองไปกับวาโก้ ที่หลาย คนมักจะเสียความมั่นใจจากการถูกวิจารณ์ ตีกรอบ แต่แคมเปญนี้จะช่วยจุดประกายให้ทุกคนมั่นใจกับธรรมชาติของตัวเอง
Fenty Beauty แบรนด์เครื่องสำอางที่ไม่ได้จำกัดความสวยงามไว้แค่ความขาว หุ่นดีเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่หยิบ เอาความสวยในหลายสไตล์มาปลุกแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์นี้ คือการหยิบเอานางแบบ หลายชาติพันธุ์ หลายสีผิว หลายเพศมาเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ในการสื่อสารออกไป อีกทั้งยังออกผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ทุกเฉดสีผิว
MISTINE แบรนด์เครื่องสำอางของไทย กับการหยิบวลีฮิตคำว่า “มั่นหน้า” ของวัยรุ่น มาเปลี่ยนมุมมองให้เป็นเชิง บวกด้วยแคมเปญ “ฉัน มั่น หน้า” เป็นการสื่อสารเพื่อแสดงจุดยืนของคำว่า I’M PERFECTLY ME ที่ต้องการสนับสนุนให้ คนรุ่นใหม่มีความมั่นใจ เพราะความสวยนั้นเราเป็นคนตัดสินไม่ใช่สังคม
คอลเกต แบรนด์ยาสีฟัน จากเดิมเป็นสินค้า Functional ได้เปลี่ยนจากฟันเป็นรอยยิ้มสู่ความสุข คอลเกตจึงพูดถึง เรื่องของ Smile Happiness กับแคมเปญ “ยิ้มสู้เจนเนอเรชั่น” สร้างจากเรื่องจริงที่ชีวิตพลิกผันหลังประสบอุบัติเหตุทางรถไฟ จนสูญเสียขาทั้ง 2 ข้างไปเมื่ออายุ 14 ปี แม้จะประสบกับความยากลำบาก แต่เธอก็ยังคงมีรอยยิ้มและมีพลังใจที่เข้มแข็ง พร้อมทำความฝันให้เป็นจริง เธอจึงเป็นตัวแทนที่ยอดเยี่ยมของคำว่ายิ้มสู้ และเป็นตัวแทนของเจนเนอเรชั่นที่ต้องต่อสู้กับ วิกฤตต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาบั่นทอนจิตใจ แต่ยังคงสามารถมองโลกในแง่ดีได้เสมอ
ตัวอย่างแคมเปญทั้งหมดนี้ถูกสะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารของแบรนด์เพื่อให้ตอบโจทย์ Brand Purpose ที่ได้ เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญของการทำแบรนด์ในยุคปัจจุบัน เพราะแบรนด์ที่ดีจะทำให้ผู้บริโภคจดจำ แม้ว่าเรื่องของ Brand Purpose ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว ยิ่งเมื่อผู้บริโภคเรียกร้องกับแบรนด์ พร้อมกับมี ความคิดว่าแบรนด์นั้นจะทำให้ตัวเองแตกต่าง และมีส่วนทำให้อนาคตของตัวเองและสังคมนั้นดีขึ้นอย่างไร การสร้าง Brand Purpose เพื่อให้มีเป้าประสงค์ในการตอบโจทย์ในเรื่องที่ว่าจึงถูกให้ความสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อ 2 ทาง การทำการตลาดถ้ากระแสไม่ดี อาจจะโดนตีกลับทันที ยกตัวอย่าง คลิปโฆษณาหนึ่งที่นำเรื่องของสีผิวดำและขาวระหว่างดารารุ่นเก่าและดารารุ่นใหม่ หากไม่ดูแลตัวเองให้ดี ปล่อยให้ผิวหมอง คล้ำก็จะโดนดารารุ่นใหม่ที่ผิวขาว ดับรัศมีความเป็นดาราดังที่สั่งสมมา เมื่อโฆษณาเผยแพร่ออกไปปรากฏว่าถูกวิพากษ์ วิจารณ์อย่างหนักจากคนในโลกออนไลน์ว่าเป็นโฆษณาเหยียดผิว ทำให้เจ้าของแบรนด์ต้องออกมาขอโทษ พร้อมกับได้ถอด คลิปโฆษณา สื่อที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่ออื่นๆ ที่ได้วางแผนไว้ในอนาคตออกทั้งหมด เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้น
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการแบรนด์และการตลาด หัวหน้าภาควิชาการตลาด มองว่า “สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติ ผู้บริโภคจะไม่พูดถึงเรื่องความเท่าเทียม ความ สวยหล่อ เพราะคนยุคใหม่จะไม่สนใจว่ามีความแตกต่างอะไร หลังจากนี้ถ้าพูดเรื่องนี้จะถูกมองว่าพูดทำไม”
Real Beauty เป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่หลายแบรนด์ต้องจับตามอง เพราะคนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็น อย่างมาก หากคุณอยากสร้างแบรนด์ให้โดนใจพวกเขา อย่าลืมเรื่องการยอมรับความสวยที่หลากหลาย สร้างแคมเปญที่ช่วย เสริมสร้างความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่และอย่าตีกรอบพวกเขาด้วยความสวยงามแค่แบบเดียว

Guilt-Free Living ใช้ชีวิตอย่างปราศจากตราบาป
เฟ้นหาแบรนด์ที่มีความหมายต่อสังคม
หลายคนคงเห็นว่าปีที่ผ่านมา มีกระแสต่อต้านแบรนด์เสื้อผ้า Fast Fashion จำนวนไม่น้อย เนื่องจากเสื้อผ้าคุณภาพ ต่ำเหล่านี้เกิดจากกระบวนการผลิตให้ได้ปริมาณมากภายในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อตอบสนองเทรนด์แฟชั่นของผู้คนอย่างทัน ท่วงที ซึ่งหมายความว่าการได้มาซึ่งเสื้อผ้าสุดฮิตในราคาแสนถูกนั้น แลกมาด้วยผลกระทบอันส่งผลเสียต่อโลกอย่างไม่จบสิ้น จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ หนำซ้ำบางแบรนด์ยังมีการบังคับใช้แรงงานด้วยค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม
นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง แน่นอนว่ายังมีธุรกิจอีกมากมายที่มีการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างไร้ความรับผิดชอบ
เมื่อลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าจากแบรนด์ดังกล่าวรู้เช่นนั้นแล้วก็จะเกิดเป็นตราบาปในใจขึ้นมา การเลือกสนับสนุน แบรนด์สินค้าทุกประเภทจึงจำเป็นต้องผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วน ทำให้ปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงการเลือกบริโภคแบรนด์ที่แสดง ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังซื้อสำคัญในอนาคต เพื่อให้ตนเองรู้สึก สบายใจที่ซื้อสินค้าของแบรนด์นั้น ซึ่งอาจเกิดเป็นเทรนด์ “ใช้ชีวิตอย่างปราศจากความรู้สึกผิด” (Guilt-Free Living) ในปีหน้า
ดังนั้น โจทย์ของการทำธุรกิจจึงจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป เดิมที่มีการตอบแทนสังคมแบบครั้งคราว กลับกลายเป็นสิ่งที่ แบรนด์ “ต้องทำ” อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เหล่าผู้ประกอบการหันกลับมาทบทวนการทำธุรกิจของตัวเอง ยิ่งในยุคที่ผู้บริโภค มองว่าแบรนด์เป็นเหมือน “ประชาชนกลุ่มหนึ่ง” ซึ่งต่างจากคนทั่วไปตรงที่มีชื่อเสียงและอำนาจมากกว่าที่สามารถนำมา สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ
ยกตัวอย่างแบรนด์ที่มีความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงบวก อย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” กับ “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ” เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หากชาวกรุงเทพฯ ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเกิน 2 ล้านคน บาร์บีคิว พลาซ่าจะนำโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างที่ได้รับความนิยมอย่างมากกลับมาให้ทุกคนได้รับประทานกัน ซึ่งเป็นแคมเปญที่ถือว่า สร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ ต่อสังคมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ด้วยการกระตุ้นให้ผู้คนออกไปใช้สิทธิ์ของตัวเองมากขึ้น
หากจะกล่าวว่า Guilt-Free Living มีความคล้ายคลึงกับ “Brand Citizenship” ของฝั่งธุรกิจก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะ แนวคิดทั้งสองตั้งอยู่บนหลักการ 3P: ผลกำไร (Profit) คน (People) และโลก (Planet) คือนอกจากจะทำธุรกิจให้ได้ผล กำไรแล้ว ยังต้องมีส่วนร่วมในการใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และไม่ดำเนินธุรกิจใด ๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม
ถ้าแบรนด์ทำได้ครบถ้วนทั้ง 3 ด้าน ก็จะได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภค ทำให้ Brand Citizenship เป็นหนึ่งใน กลยุทธ์ที่หลายธุรกิจเพิ่งจะหยิบมาใช้ เพื่อสร้างจุดยืนที่โดดเด่นให้กับแบรนด์ของตัวเอง และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีจนลูกค้า สามารถบอกกับใครต่อใครว่าซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ดีต่อสังคมได้เต็มปากซึ่งนำมาสู่การเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นอุตสาหกรรมต้น ๆ ที่สร้างผลเสียต่อสังคมในวงกว้าง เนื่องจาก เทรนด์เสื้อผ้าหน้าผมของคนเราเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ยิ่งอยู่ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตก็ยิ่งบีบให้ผู้คนไหล ตามกระแสมากกว่าเมื่อก่อน จึงมีแบรนด์เสื้อผ้ากลุ่ม Fast Fashion ไว้ตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งแบรนด์เหล่านั้นอาจ มองข้ามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กระทั่งคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงความยั่งยืนมากขึ้น จากการสำรวจ 2022 Media Trends: Reimagine Next โดย Denstu พบว่า 76% ของคน Gen Z เลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจน ปัจจุบันจึงเกิดแบรนด์เสื้อผ้าจากนักธุรกิจ คนรุ่นใหม่อีกมากมายที่ให้ความสำคัญกับการทำ Brand Citizenshipและดำเนินธุรกิจบนรากฐานแห่งความยั่งยืน
ตัวอย่างแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทยที่จะนำมาพูดถึง “SHE KNOWS” ที่มาแชร์ไอเดียในงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Day One with Sustainability” ที่จัดขึ้นโดย EPSON เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่อไป
SHE KNOWS แบรนด์ที่ผู้หญิงอยากบอกให้โลกรู้
SHE KNOWS เป็นแบรนด์เสื้อผ้าขวัญใจคนรุ่นใหม่ ที่ก่อตั้งโดย คุณปานไพลิน พิพัฒนสกุล และ คุณธัญญรัตน์ ตรีสุรมงคลโชติ โดยมีสโลแกน “Greener Fashion for Al” ที่ได้ถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าทุกชิ้นของแบรนด์
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ SHE KNOWS เคยเป็นแบรนด์ Fast Fashion ทั่วไป แต่จุดเปลี่ยนของ SHE KNOWS คือการมอง ไปยังร้านเสื้อผ้ารอบตัวที่ขายเสื้อผ้าเกรดเดียวกัน และรู้ว่าเสื้อผ้าคุณภาพต่ำเหล่านั้นจะกลายเป็น “ขยะ” ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงเริ่มเปลี่ยนแปลงจุดยืนของ SHE KNOWS ให้เป็นแบรนด์ที่มีสินค้าคุณภาพดีที่ใครๆ ก็นึกถึง โดยโฟกัสไปที่การแก้ Pain Point 3 อย่างของวงการแฟชั่น ได้แก่ สิ่งแวดล้อม คนงาน และลูกค้า หรือหมายถึง 3P ที่ได้กล่าวถึงเมื่อข้างต้น
ทั้ง 2 คนรู้ดีว่า วงการแฟชั่นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเยอะมาก SHE KNOWS จึงเลือกวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อโลก มากที่สุด เช่น ผ้าออร์แกนิกส์คอตตอนที่ไม่ทำลายหน้าดิน และกางเกงยีนส์ที่ทำจากผ้ารีไซเคิล 100%
หลายโรงงานเสื้อผ้ามีการจ่ายค่าแรงที่น้อยมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพและระยะเวลาทำงานก็สามารถพูดได้ว่า เป็นการเอาเปรียบ ยิ่งในประเทศไทยที่ค่าครองชีพสูง การใช้ชีวิตด้วยค่าจ้างเพียงหยิบมือจึงไม่ใช่เรื่องง่าย SHE KNOWS จึงจ่ายค่าแรงที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เมื่อได้ค่าแรงที่สมเหตุสมผล คุณภาพของเสื้อผ้าจึงมีคุณภาพ สูง
สุดท้ายคือลูกค้า ซึ่งเริ่มแรกรับมือค่อนข้างยาก เนื่องจากวัตถุดิบรักษ์โลกของ SHE KNOWS มีต้นทุนสูง จึงต้องทำ การบ้านอย่างหนักว่าจะขายเสื้อผ้ารักษ์โลกในราคาที่จับต้องได้อย่างไร ประกอบกับ SHE KNOWS มีฐานลูกค้าค่อนข้างแน่น ที่พร้อมจะใช้ชีวิตอย่าง Guilt-Free และก้าวข้ามอุปสรรคนี้ได้อย่างสวยงาม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจยานยนต์เองก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลาย น้ำ ทั้งกระบวนการผลิตจากโรงงาน และปัญหามลพิษทางอากาศบนท้องถนนที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของผู้คน ซึ่งแน่นอนว่า ผู้บริโภคคาดหวังว่าอุตสาหกรรมนี้จะออกมาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ปัจจุบันจึงมีแบรนด์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิต รถยนต์ไฟฟ้า ทำให้บริษัทยานยนต์อื่นๆ ที่เดิมเคยผลิตรถยนต์น้ำมัน ต้องเพิ่มเซ็กเม้นต์รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาด้วย
สำหรับธุรกิจรถยนต์ที่มีดีไซน์ถูกใจคนรุ่นใหม่อย่าง “MINI” ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ปรับตัวมาทำรถยนต์ไฟฟ้า ที่ไม่ เพียงพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการกระบวนการผลิตที่สะอาดอีกด้วย ซึ่งจากงาน Thailand Marketing Day 2022 : The Game Changer” กับหัวข้อ “Our Business, Our Planet, Our Future” พลังบวกเปลี่ยนโลก พลังบวกเปลี่ยนผลลัพธ์ ได้เชิญ คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ MINI ประเทศไทย มาร่วมแบ่งปันเรื่องราว ของ MINI ที่ตั้งใจจะสร้างโลกแห่งความยั่งยืน
“เรามองว่าทั้ง 3P เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันได้ หากเราลดต้นทุนในแต่ละกระบวนการผลิตที่คาดว่าจะเป็นขยะในอนาคตได้ กำไรก็จะตามมาเอง” คุณประภัสรา กล่าว
คุณประภัสรา ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัด ๆ ว่า MINI ไม่เพียงคิดค้นนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังมองไปถึงภาพ กระบวนการที่อาจก่อให้เกิดมลภาวะในระหว่างผลิตได้ เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และนำวัสดุที่เหลือจาก การกระบวนการผลิต รวมถึงรถยนต์ MINI รุ่นเก่าที่คนไม่ใช้แล้วมารีไซเคิลได้ 95% ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการผลิตได้อีกครั้ง
MINI ยังถือว่าเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็น “ประชากรโลก” คนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องภาวะ โลกร้อนอย่างมาก โดยมีเป้าหมายลดอุณหภูมิโลก 1.5 องศาเซลเซียส ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด และเลิกผลิตรถ เครื่องยนต์สันดาปในปี 2030 ซึ่งหมายความว่า MINI จะจัดจำหน่ายเพียงรถยนต์ไฟฟ้า 100%
อีกฝั่งหนึ่งที่สำคัญคือ “ฝั่งผู้บริโภค” MINI มองว่า เป้าหมายต่างๆ จะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น หากได้รับ ความร่วมมือจากทุกคน ให้เปิดใจมองหาตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โลกของเราก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น และสามารถ ส่งต่อสังคมที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปได้
สุดท้ายแล้ว Brand Citizenship เป็นแนวคิดที่นำคำ 2 คำมาประกบกัน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนมองว่าแบรนด์ ต้องอยู่เคียงข้างสังคม ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้เพียงจะซื้อสินค้าจากแบรนด์เท่านั้น แต่ยังคาดหวังให้แบรนด์ใช้อำนาจของตนในการ ขับเคลื่อนสังคมในฐานะ “พลเมือง” อีกด้วย จึงสอดคล้องกับค่านิยมในปี 2022 นี้ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้ง
จึงสามารถสรุปได้ว่า ในอนาคต Brand Citizenship จะถูกนำไปใช้มากขึ้น ส่งผลให้มีธุรกิจจำนวนมากที่คำนึงถึง กำไร ผู้คน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจอย่าง มีความรับผิดชอบ ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อลบล้าง “ความรู้สึกผิด” ที่เคยสนับสนุน แบรนด์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสังคม หันมาซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ดีต่อโลก สู่เทรนด์ใหม่อย่าง Guilt-Free Living ที่อาจเกิดขึ้นในปี 2023

“Revenge” Spending
ทวงคืนอิสระในการจับจ่าย
ให้เป็น “Reward” แก่ตัวเอง
โดยธรรมชาติมนุษย์มักมีพฤติกรรมสุดโต่งเสมอ หลังจากที่รู้สึกถูกปิดกั้น กีดกัน สั่งห้าม ฯลฯ สังเกตได้จากเหตุการณ์ สำคัญดังเช่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อคนทั่วโลกขาดการใช้ชีวิตที่เป็นปกติ ขาดสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ไม่สามารถ เดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างปกติ หนึ่งในผลที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ด้านประชากรศาสตร์ ที่มีอัตราการเกิดมากขึ้นของ ประชากรหลังสงคราม จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Baby Boomers
เช่นเดียวกับช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2019 ตลอดจนปี 2020 และเกือบทั้งปีของ 2021 เป็นช่วงเวลาแห่งการปิดกั้นความปรารถนาการบริโภคของมนุษย์โลกส่วนใหญ่ ทำให้คนทั่วโลกโคจรกลับมาพบความรู้สึก ที่เรียกว่า “อั้น”
คุณยุทธนา บุญอ้อม รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยงานโชว์บิซ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการจัดอีเวนท์ทางดนตรีไว้ว่า “เราหยุดการจัดงานไป 2 ปี เมื่อวันก่อนผมอ่านข่าวไม่ได้ยินคำว่า COVID-19 มานาน มันเริ่มปี 2019 ไง แล้วนี่เราอยู่ปี 2022 แล้ว เราเพิ่งเริ่มกลับมาจัดงานได้ครึ่งปีหลังของปีนี้ ดังนั้นเป็นเรื่อง Common Sense อยู่แล้วครับ คนเราไม่ได้ออกมาร่วมงานไม่ได้ออกมาเจอกันเป็นเวลา 2 ปีกว่า มันก็ย่อมจะกระหาย”
พร้อมเปิดเผยข้อมูลของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า เป็นเดือนที่มีอีเวนท์เยอะที่สุดในรอบหลายปี พบว่ามีอีเวนท์ ทั้งหมด 65 งาน ภายใน 31 วัน หมายความว่าเฉลี่ยวันละ 2 งานนิดๆ สังเกตได้ว่าหลังจากผ่านวิกฤต จนสถานการณ์มีทีท่า ดีขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมงานดนตรี คอนเสิร์ต และเทศกาลดนตรี ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่างที่เห็นได้ชัดเลย คือบัตรงาน BIG MOUNTAIN MUSIC FESTIVAL 12 ที่มีจำนวนบัตรมากถึง 100,000 ใบ สร้างปรากฏการณ์ SOLD OUT ภายในเวลา เพียง 9 ชั่วโมง จนกลายเป็นเทศกาลดนตรีที่ติดอันดับ Top 3 เทศกาลดนตรีที่มีคนดูมากที่สุดในเอเชีย
ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงคิดถึงศิลปิน เสียงเพลง ความบันเทิง การเข้าสังคม งานปาร์ตี้ การพบปะกลุ่มเพื่อน และ พยายามหากิจกรรมสันทนาการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตัวเอง เพื่อผ่อนคลายจากการเรียน การทำงาน และปลดล็อกความ ตึงเครียดจากสถานการณ์ COVID-19
จากปรากฏการณ์ดังกล่าว นับได้ว่าเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น สถานการณ์ค่อยๆ ลดระดับความรุนแรงและผลกระทบลง ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ถึงเวลาที่ธุรกิจจะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง เพราะหลังจาก มาตรการ COVID-19 เริ่มผ่อนคลาย นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาในประเทศไทย หลายๆ แบรนด์ต้องทำให้แน่ใจ ว่านักท่องเที่ยวเหล่านั้นจะให้ความสนใจและเลือกมาใช้บริการ
The Mall Group จึงเลือกสื่อสารกับผู้บริโภคตั้งแต่ต้นทาง ตามธรรมชาติของ Target แต่ละประเทศก็มีการ Consume Media ที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศแถบตะวันอออกกลางค่อนข้างชอบ Content แบบมีเนื้อข่าว จึงต้องเลือกทำการ ตลาดด้วยการทำ Advertorial ที่ประเทศต้นทาง หรือประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มักจะเชื่อถือในตัวนักแสดง ดังนั้นการใช้ KOL จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด รวมถึงการทำ PR Pitching ด้วยเนื้อหาที่เข้าตานักข่าวในแต่ละประเทศ เพื่อเป็นการดึงดูด นักท่องเที่ยวให้มุ่งเข้ามา Revenge Consumption หรือ บริโภคล้างแค้นที่ประเทศไทย
กรมการท่องเที่ยวเปิดเผยสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย จากการรวบรวมของกองเศรษฐกิจการ ท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน มีจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก ปีที่ผ่านมา คิดเป็น 3 เท่า รวม 6 ภูมิภาค จากเดิม 38,292,969 คน เพิ่มขึ้นเป็น 135,785,671 คน คิดเป็น +254.60% จาก ช่วงปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากสถานการณ์ที่คลี่คลายของ COVID-19 และนโยบายปลดล็อกทางสังคม ที่ทำให้ผู้ต่างกลับมา สู่การใช้ชีวิตปกติ โหยหาความสุข และอยากมอบรางวัลให้กับตัวเองมากขึ้น
ล่าสุด ประเทศไทยได้ฉลองการมีนักท่องเที่ยวเยือนประเทศครบ 10 ล้านคน (10 ธันวาคม 2565) นั่นหมายถึง การที่ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกำลังเดินทางไปทุกมุมโลก ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายการท่องเที่ยวที่อั้นมานาน ถือเป็นการ ท่องเที่ยวที่ชดเชยตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จาก Revenge Spending อย่าง Hospitality Industry จะทำอย่างไรให้ได้ รับประโยชน์สูงสุด? การดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเพียงพอหรือ? ถ้าไม่ ทำอย่างไร?
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่ในแวดวง “Hospitality Industry” เล็งเห็นว่า เมื่อประเทศเราเปิด ประเทศอื่นเขาก็เปิดได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องกลับมาโมเดลที่พึ่งต่างชาติ มากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาสมดุล Demand ในประเทศ นอกจากต้องพยายามดึงต่างชาติเข้ามาให้ได้ และต้องคิดหาวิธีให้คนอยู่ นานขึ้น ทำให้เขาใช้จ่ายมากขึ้น
“สิ่งที่เราจะต้องทำ คือต้องเติม Propose เข้ามาว่า Propose ของมันคืออะไร มาสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวแบบ Sustainability ซึ่งถ้าเราเติมบริบทเหล่านี้เข้าไป แน่นอนว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใด อุตสาหกรรมหนึ่งไม่สามารถทำคนเดียวได้”
จึงเป็นที่มาของการพึ่งพาระหว่างอุตสาหกรรม เพื่อให้การเดินทางมี Propose ให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าการ มาเมืองไทยแล้วเจอชายหาดสวยงาม คนที่เป็น Hospitality Provider จึงควรทำพันธมิตรกับคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมใกล้เคียง อาทิ Medical, Insurance หรือสายการบิน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับการเดินทางในลักษณะนี้ อันนำมาสู่ Revenge Spending ในประเทศนั่นเอง
“น้ำขึ้น ให้รีบตัก” สำนวนนี้คงสะท้อนการรับมือของผู้ประกอบการที่ต้องเท่าทันพฤติกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นจากทาง ฝั่งผู้บริโภคได้ดีที่สุด
เพราะการจับจ่ายในยุคหลัง COVID-19 เพื่อสร้างความผ่อนคลายและระบายความอัดอั้น จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ Revenge Spending มักเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เสมือนเป็นการให้รางวัลตัวเองสำหรับผู้บริโภค
แม้จะเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง แต่ทั่วโลกก็มีผู้คนจำนวนมากที่มีรายได้ลดลง ว่างงาน หรือตกงานเต็มไปหมด แบรนด์ไม่ควรคาดหวังรายได้ระยะยาวจากพฤติกรรมดังกล่าว สิ่งที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญมากขึ้น อาจเป็นการทำงาน หนักขึ้นในแง่การนำเสนอคุณค่าของแบรนด์หรือสินค้าอย่างไรต่อสังคม และทำอย่างไรจึงจะช่วยให้ลูกค้ายังรู้สึกดีได้แม้เกิด วิกฤต นอกจากการให้รางวัลตัวเองเป็นครั้งคราว...

De-urbanization
โอกาสใหม่ของเมืองรอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมาประชากรเกิดการย้ายออกจากเมืองใหญ่เป็นจำนวนมาก ปัจจัยหลักคือการเกิด โรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐทำให้ธุรกิจจำนวน มากปิดตัว บริษัทใหญ่หลายแห่งลดเวลาทำงานหันมาทำงานในรูปแบบ Work From Home หรือ Work From Anywhere มากขึ้น หลายคนจึงเลือกที่จะย้ายกลับบ้าน เพราะความสะดวกในการทำงานจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมถึง ไม่ต้องการแออัดอยู่ในเมืองเสี่ยงต่อโรคภัย ซ้ำค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน
จากการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเผยงานวิจัยเรื่อง “เทรนด์การย้ายออกจากเมืองใหญ่ ภูมิภาคไทยควรเตรียมความพร้อมอย่างไร” ระบุว่า ช่วงเดือน ก.พ. 2563 - มี.ค. 2564 ในสหรัฐอเมริกามีคนย้ายออกจาก เมืองใหญ่มากกว่าย้ายเข้าถึง 82% สาเหตุจากการทำงานแบบ WFH ของหลายองค์กร ขณะที่ญี่ปุ่นมีประชากรกลุ่มวัย ทำงานย้ายออกจากโตเกียวมากสุดเป็นประวัติการณ์ จากปัจจัยถูกลดค่าจ้างหรือเลิกจ้าง ประเทศไทยเองก็เกิดกระแส ย้ายจากเมืองใหญ่เช่นกัน จากผลกระทบโควิด-19 และประกาศนโยบาย WFH ถาวรของหลายองค์กรใหญ่ โดยมีผู้ย้ายถิ่น 1.05 ล้านคน เพิ่มขึ้น 60% จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นอัตราการย้ายถิ่น 1.5% สูงสุดในรอบ 7 ปี ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ให้กลายมาเป็น Freelance มากขึ้น เพราะรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น สามารถโยกย้ายไปยังพื้นที่ทำงานใหม่ๆ ได้ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองอีกต่อไป
วิถีชีวิตแบบใหม่นี้ คือโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน เพราะหัวเมืองต่างจังหวัดมีข้อได้เปรียบ จากค่าครองชีพและค่าที่พักอาศัยซึ่งถูกกว่าเมืองใหญ่ มีบรรยากาศเอื้อต่อการเดินทางทำงานควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว
ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่สอดรับเทรนด์นี้ คืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb Analytics ประเมินว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศจำเป็นต้องล็อกดาวน์จากวิกฤตโควิด-19 นายจ้างทั่วโลกปรับการ ทำงานโดยนำเทคโนโลยีติดต่อสื่อสารมาใช้จนเกิดเทรนด์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ในยุคดิจิทัล หรือ Digital Nomad เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจออนไลน์ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่จนปัจจุบันมีการออกวีซ่าประเภท Digital Nomad เพื่อต้อนรับ นักเดินทางกลุ่มนี้แล้วมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
พฤติกรรมของชาว Digital Nomad จะมีจุดเด่นตรงสามารถเดินทางและพักผ่อนตามที่ต่างๆ เป็นระยะเวลานาน เป็นกลุ่มวัยทำงานยุค Millennials อายุระหว่าง 24-37 ปี มีกำลังซื้อสูง และเชื่อในแนวคิด Work Life Balance ทำให้คน กลุ่มนี้เดินทางเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานและถือโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่แปลกใหม่ เปิดโอกาสให้โรงแรมที่พัก ขนาดกลางและขนาดเล็กในเมืองรอง ซึ่งมีทำเลเป็นส่วนตัว ไม่วุ่นวาย ค่าใช้จ่ายต่ำ เป็นเป้าหมายในการพักผ่อนระยะยาว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. จึงต่อยอดโครงการ Workation Thailand และ Workation Thailand: Work from Everywhere ที่ทำมาแล้ว 3 ปี มาเป็น Workation Paradise Throughout Thailand เพื่อจับกลุ่ม Digital Nomad โดยนำสิทธิพิเศษจากสถานประกอบการชั้นนำต่าง ๆ มารวบรวมไว้บน เว็บไซต์
www.tourismthailand.org/workationthailand เพื่อเป็นทางเลือกพิเศษใหม่ๆ ให้กับผู้สนใจ เช่น Resort & Hotel Special Deal วันธรรมดา โปรโมชั่นเด็ด ราคาพิเศษของโรงแรม ห้องพักโรงแรม ที่จัดประชุม ที่สามารถเข้าพักในวันธรรมดาได้ CSR Outing / เที่ยวตามธีม อาทิ โปรแกรมท่องเที่ยวชุมชน การทำ CSR Gastronomy / Luxury เป็นการรวบรวมร้าน อาหารเด็ด ร้านอาหารดัง และร้านอาหารที่ห้ามพลาด และ Special Deal / ท่องเที่ยวตามความสนใจพิเศษ อาทิ กิจกรรม และโปรโมชั่นราคาพิเศษที่ลดมากกว่า 50% ขณะนี้มีสิทธิพิเศษให้เลือกมากถึง 538 รายการ
ในขณะที่แสนสิริอาศัยโอกาสที่การท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว ลุยธุรกิจโรงแรมเปิดตัวแบรนด์ Bunkhouse ในเครือโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด จับมือกับแลนด์ลอร์ดและเจ้าของโรงแรมขนาดไม่เกิน 100 ห้อง เจาะเมืองรอง เน้น จังหวัดที่มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม มีเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองรองที่มีศักยภาพ เช่น อยุธยา สุโขทัย ระยอง ชุมพร ใช้วัสดุที่ ไม่ฟุ่มเฟือย เน้นดีไซน์ ตั้งเป้าเปิด 6 แห่ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใน 2 ปี
อีกธุรกิจที่ได้อานิสงส์ คือ Retail การขยายตัวของเมืองรอบกรุงเทพฯ หรือ Satellite Town และเมืองรองใน ปัจจุบันส่งผลให้ศูนย์การค้าขนาดใหญ่มองพื้นที่เหล่านี้ว่ามีศักยภาพในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ
ความน่าสนใจของเมืองรอง นอกจากการขยายตัวของสังคมเมืองจะเพิ่มเป็น 62% เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ในปี 2568 แล้ว เมืองรองยังมีความสามารถในการดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว รวมถึงโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่รัฐบาล ใส่เข้าไปในแต่ละจังหวัด ซึ่งจะทำให้อัตราการจ้างงานและเศรษฐกิจในจังหวัดนั้น ๆ ดีขึ้น นอกจากนี้กลุ่มทาร์เก็ตในเมือง รองยังเป็นคนที่มีอายุ 12-39 ปี มีรสนิยม กล้าใช้จ่าย ซึ่งนั่นเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ Retail
เราจึงเห็น “กลุ่มเซ็นทรัล” เดินหน้าเปิดโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และฐานคนอยู่อาศัยที่มี กำลังซื้อมหาศาลอย่าง เซ็นทรัล นครปฐม เซ็นทรัล ศาลายา เซ็นทรัล จันทบุรี และเซ็นทรัล นครสวรรค์ ซึ่งจะเข้าไปตอบ โจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่ให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่แพ้คนที่มีชีวิตอยู่ในเมือง
แม้ปัจจุบันการย้ายออกจากเมืองใหญ่ในประเทศไทยอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่ระยะยาวเชื่อว่าประเทศไทยจะ เปลี่ยนไปตามกระแสโลกมากขึ้น จากความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่กำลังขยายโครงการมุ่งสู่ภูมิภาค การ สื่อสารที่ก้าวหน้า คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้นหากโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้รับการพัฒนาใกล้เคียง กับเมืองใหญ่ ย่อมสร้างโอกาสดึงดูดผู้คนให้ย้ายจากเมืองใหญ่ได้มากขึ้น

แฟนด้อม & แฟนทิพย์
พลังสายเปย์ ขับเคลื่อนสังคม
ความแข็งแกร่งของ Korean Wave หรือ Soft Power ในอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ได้สร้างฐานแฟนคลับ หรือ K-Pop Community ไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความหลงใหลชื่นชอบในตัวบุคคล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างมาก เรียกกันว่า “แฟนด้อม” (Fandom = Fanclub + Kingdom) ซึ่งเป็นสังคมของคนที่มีความชื่นชอบ หรือมีความปรารถนาเดียวกัน เกิดขึ้นทั้งในวงการไอดอล, เคป๊อป, ซีรีส์, ภาพยนตร์, การ์ตูน, เกม, กีฬา และงานอดิเรก
“ฮิลล์ อาเซียน” เคยเผยแพร่งานวิจัยในหัวข้อ “เจาะลึกเรื่องแฟนด้อม: ฐานพลังคนกลุ่มใหม่ สู่การขับเคลื่อนสังคมอาเซียน” ไว้เมื่อช่วงกลางปี 2565 เพื่อนำเสนอในแง่ของไลฟ์สไตล์ มุมมองความคิด และพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้เพื่อเป็นแนวทางการต่อยอดทางการตลาด ที่แบรนด์และนักการตลาดไม่ควรมองข้ามและต้องตามให้ทัน ซึ่งวันนี้กระแสของ Korean Wave ยังอยู่ในช่วงฝุ่นตลบ โดยเฉพาะในมุมของ “แฟนด้อม” ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่กำลังมาแรง มีกำลังซื้อสูง และมีอิทธิพลไม่ใช่เฉพาะกับประเทศไทย แต่ยังรวมถึงประเทศต่างๆ ในแถบอาเซียนอีกด้วย
โดย ฮิลล์ อาเซียน ได้ทำการสำรวจวิจัยเชิงปริมาณและสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแฟนด้อมในชาติอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย ส่วนประเทศญี่ปุ่นเป็นการสำรวจเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว สำหรับกลุ่มแฟนด้อมยอดนิยมในแถบอาเซียน คือ ฟุตบอล ซีรีส์ ยูทูบ กลุ่มศิลปินไอดอล K-Pop ภาพยนตร์ไซไฟ และแบรนด์เทคโนโลยีต่างๆ ส่วนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา แฟนด้อมที่ผู้คนในแถบอาเซียนคลั่งไคล้มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ K-Pop, เกม และการทำอาหาร
เคป๊อป (K-Pop) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความมีเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมความบันเทิง Korean Wave เพราะมีความเป็น Iconic และมีอิทธิพลจากตัวบุคคลค่อนข้างสูง จึงส่งผลในเชิงบวกด้านการสื่อสารกับกลุ่มผู้ติดตามจนเกิดเป็นแฟนด้อม ที่รู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงถึงกันในมุมของความรักและความชื่นชอบ นำมาสู่การซัพพอร์ตตัวบุคคล หรือตัวศิลปินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผลงานในรูปแบบต่างๆ เช่น อัลบั้มเพลง โฟโต้บุ๊ค สินค้าอื่นๆ ไปจนถึงการซัพพอร์ตสินค้าของเหล่าสปอนเซอร์ที่เข้ามาให้การสนับสนุนศิลปินอันเป็นที่รักของเขา
เฉพาะตลาด K-Pop ในประเทศไทยมีตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วยมูลค่าสินค้าและบริการกว่า 9.63 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาท และประเทศไทยยังติดอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก ที่มีการทวีตเกี่ยวกับ K-Pop มากที่สุด และอยู่ในอันดับ 6 ของโลก ที่เป็นแฟนคลับ K-Pop มากที่สุดอีกด้วย
ปัจจุบัน ความรู้สึกหลงใหลในตัวศิลปิน หรือไอดอล ยังพัฒนาไปสู่ระดับที่เรียกกันว่า “แฟนทิพย์” นับเป็นความ สัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มหนุ่มสาว โดยเฉพาะสาวโสดที่ชื่นชอบไอดอลเกาหลี และพระเอกจากซีรีส์เพื่อสร้างแรงยึดเหนี่ยวทางจิตใจด้วยความรัก และเปลี่ยนเป็นพลังใจให้กับการดำเนินชีวิต โดยแฟนทิพย์จะถูกทรีตให้เป็นเหมือน Fictional Character ที่มีบทบาทอยู่ในชีวิตของคนๆ หนึ่ง แต่เป็นการเสพผ่านภาพลักษณ์ของไอดอล พระเอกจากซีรีส์ หรือบุคคลที่ชื่นชอบ
ไอดอล หรือเซเลบคนดังเกาหลี ส่วนใหญ่จะมีภาพลักษณ์ของ Boyfriend Material ที่มีองค์ประกอบ หรือให้ฟีลเหมือนแฟนหนุ่มในสไตล์ที่ทำให้สาวๆ ใจเต้นตูมตามกันไปตามๆ กัน ในขณะเดียวกันทั้งไอดอลและศิลปินดาราบางคนก็มีสกิลการถ่ายรูปบนไอจีที่ได้อารมณ์แฟนหนุ่ม หรือบางคนเพียงแค่ยืนนิ่งๆ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนแฟนหนุ่มที่สามารถเจอะเจอ หรือสัมผัสได้ในชีวิตจริง ในส่วนGirlfriend Material ก็มีอยู่เช่นกันแต่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่า Boyfriend Material
K-Pop ถือว่าเป็นวงการที่มี Boyfriend Material จำนวนมาก และหลายๆ คนก็กำลังเป็นที่นิยมในฐานะแฟนทิพย์ของสาวๆ อาทิ วี BTS, ชาอึนอู ASTRO, ไค EXO, มินกยู SEVENTEEN, มินโฮ SHINee,โดยง NCT, แจฮยอน NCT, จองวอน ENHYPEN และ ฮวัง มินฮยอน เป็นต้น ในฟากของพระเอกซีรีส์ขวัญใจสาวๆ ก็มีทั้งรุ่นเล็กและรุ่นโอปป้า อาทิ กงยู คิมชูฮยอน คิมซอนโฮ พัคซอจุน นัมจูฮยอก พัคโบกอม บยอน อูซอก และซงคัง เป็นต้น
คุณสุวิตา จรัญวงศ์ CEO & Co-Founder, Tellscore Thailand หนึ่งในผู้นำด้านแพลตฟอร์มInfluencer Marketing ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องของ “แฟนทิพย์” ไว้ว่า ความจริงแล้วคำว่า แฟนทิพย์ ก็คือแฟนด้อม หรือ Fans แต่ที่ถูกเรียกว่า แฟนทิพย์ เป็นมุมมองจากคนนอกมองเข้าไปที่แฟนด้อม เพราะมองว่า "ทิพย์" คือไม่มีอยู่จริง ซึ่งไอดอลอาจไม่ได้รับรู้ถึงความรักตรงนั้น แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนด้อม มีความรัก มีความคลั่งไคล้อย่างแท้จริง เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าจะเป็นรักข้างเดียว ซึ่งในมุมของคนที่เป็นติ่งไอดอลจะมีแต่คำว่า แฟนด้อม เท่านั้น
“เศรษฐกิจแฟนด้อมกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย Loyalty Currency ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจริงทั้งจากการ Donate, Sponsor, Merchandize Items ไปจนถึง NFT และตัวไอดอลก็มีทั้งที่เป็นK-Pop, J-Pop, T- Pop รวมถึงนักกีฬา เช่น นักฟุตบอล ดารานักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ เป็นต้น โดยเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบ Mass Adoption มากขึ้น เพราะคนทั่วไปเข้าถึงได้มากขึ้น”
ไม่ว่าจะเป็น “แฟนด้อม” หรือ “แฟนทิพย์” สิ่งที่ตามมา คือการเป็นศูนย์รวมของกำลังซื้อจากพลังการซัพพอร์ตของเหล่าแฟนด้อมและแฟนทิพย์สายเปย์ในทุกรูปแบบ อาทิ การซื้อป้ายโฆษณาแอลอีดีเพื่ออวยพรวันเกิด หรือส่งกำลังใจให้กับไอดอล ศิลปินนักแสดง ทั้งในรูปแบบการทำส่วนตัว และการโดเนทในกลุ่มแฟนคลับ รวมถึงการรวมพลังเพื่อแสดงศักยภาพการซัพพอร์ตศิลปินนักร้องนักแสดงคนโปรด ด้วยการสนับสนุนแบรนด์ หรือสินค้าที่มีการใช้ศิลปินนักร้อง นักแสดงผู้นั้นเป็นพรีเซ็นเตอร์ ผ่านการสั่งซื้อสินค้าจากแบรนด์นั้นๆ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ Sold Out ไปอย่างรวดเร็ว
โลตัส คือตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ค้าปลีกไทยที่ใช้พลังของแฟนด้อมและแฟนทิพย์มาทำการตลาด ด้วยการจัดแคมเปญ Gold & Lifestyle Campaign เอาใจลูกค้าโลตัสที่เป็นแฟนซีรีส์เกาหลีชิงบัตรเข้าร่วมงาน Meet & Greet พระเอกดัง “คิมซูฮยอน” โดยผนึกกำลังกับร้านทองชั้นนำชวนสาวไทยมาซื้อทองคำ และลูกค้าที่มียอดซื้อทองคำสะสมมากที่สุดจำนวน 3,800 คน ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม – 25 กันยายน 2022 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงาน Meet & Greet กับคิมซูฮยอน และสำหรับลูกค้าที่มียอดสะสมสูงสุด 100 ลำดับแรก จะได้รับสิทธิเป็น VIP นั่งแถวหน้าแบบใกล้ชิด
โดย Top Spender อันดับที่ 1 มียอดซื้อสะสมอยู่ที่ 4.70 ล้านบาท อันดับ 2 มียอดสะสม 4.02 ล้านบาท อันดับ 3 มียอดสะสม 3.90 ล้านบาท ซึ่งอันดับที่ 100 ก็ยังมียอดสะสมสูงกว่า 4 แสนบาท และหากรวมยอดการสั่งซื้อเพียงแค่ 10 คนแรก จะมียอดซื้อสะสมสูงถึง 28.57 ล้านบาท กันเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นงาน Meet & Greet ที่มีราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้แต่สื่อเกาหลียังเขียนถึงกิจกรรมในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยของ ฮิลล์ อาเซียน ยังมีข้อมูลระบุว่า ในมุมของแบรนด์ก็มีแฟนด้อมเช่นกัน ซึ่งแฟนด้อมชาวอาเซียน 83% บอกว่า พวกเขามีแบรนด์ในดวงใจที่คลั่งไคล้มากๆ ในขณะที่มีแฟนด้อมญี่ปุ่น 54% ก็มีแบรนด์โปรดในดวงใจ โดยปัจจัยหลัก 3 ประการ ที่ทำให้ยอมเป็นแฟนคลับของแบรนด์นั้นๆ ก็คือ 1.ผลิตภัณฑ์และบริการมีคุณภาพสูง ออกแบบมาอย่างดี 2.มีคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึกและให้ความสำคัญกับการกระทำ และ 3.มีชุมชนแฟนคลับที่น่าดึงดูดใจ

ถอดรหัสอารมณ์
LGBTQ รสนิยมที่หลากหลาย
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนการทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้บริโภคยังเป็น Keyword สำคัญที่จะนำพาให้แบรนด์ไปสู่ความ สำเร็จและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลายทั้งเรื่องของเพศ การศึกษา การใช้ชีวิต รสนิยม และอารมณ์ความรู้สึกเชิงลึกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ
การทำความเข้าใจกับระบบนิเวศทางอารมณ์ หรือ Emotional Ecosystem มีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมให้แบรนด์สามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภค แบรนด์ควรสร้างความเข้าใจด้านการแสดงความรู้สึกที่ซับซ้อนของผู้บริโภคเพื่อเชื่อม โยงประสบการณ์ของแต่ละคน เพราะมีส่วนอย่างมากในการเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่ เช่น Gen Z หรือผู้บริโภคกลุ่ม Rising Star อย่าง LGBTQ+ ผู้มีกำลังซื้อมหาศาล และเป็นเป้าหมายใหม่ของหลายแบรนด์ โดยปัจจุบันจะเห็นว่าแบรนด์ดังทั้งในไทยและต่างประเทศให้ความสนใจกับกลุ่มLGBTQ+ เพราะคนกลุ่มนี้มีศักยภาพสูง และรันอยู่ในทุกวงการไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง แฟชั่น ธุรกิจ การเมือง
ข้อมูลของ LGBT-Capital.com เมื่อ 6 ปีก่อน ระบุว่า ประชากร LGBTQ+ ทั่วโลกมีทั้งหมด 483 ล้านคน ในเอเชียมีประมาณ 288 ล้านคน หรือ 60% จากทั้งหมดทั่วโลก ขณะที่ไทยเป็นอันดับ 4 มีจำนวน LGBTQ+ที่แสดงสถานะถึง 4 ล้านคน จากตัวเลขนี้สิ่งที่ตามมาคือกำลังซื้อของกลุ่ม LGBTQ+โดยในไทยพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีอัตรารายได้รวมสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.7 ล้านล้านบาท สอดคล้องกับข้อมูลของเทอร์ร่า บีเคเค ระบุว่ากลุ่ม LGBTQ+ มีรายได้มากกว่ากลุ่มสถานะชายหญิง เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน โดยมีรายได้ 50,000 - 85,000 บาทต่อเดือน สัดส่วนมากกว่า 9% ที่สำคัญผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีรสนิยมเรียบหรูดูแพง เน้นแบรนด์และความน่าเชื่อถือไม่เน้นตามเทรนด์และเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการซื้อสูง ซึ่งจากผลสำรวจทางออนไลน์ของกลุ่มตัวอย่าง LGBTQ ในสหรัฐอเมริกาของ Nielsen ในปี 2563 ระบุว่า 10% เกมเมอร์ที่ระบุว่าตัวเองเป็น LGBTQ+ ใช้จ่ายเพื่อการเล่นเกมต่อเดือนมากกว่ากลุ่มคนทั่วไปถึง 8% และพร้อมจ่ายให้กับประสบการณ์เล่นเกมแบบเต็มขั้น มีเครื่องเล่นเกมไว้ในครอบครองสูงถึง 77% ซึ่งเป็นแบรนด์ดังอย่างPlayStation, XBOX และ Nintendo
ผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคัญของแบรนด์ต่างๆ การสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ก็ยังมีข้อที่ควรระวัง เพราะแม้ลูกค้ากลุ่ม LGBTQ+ จะมี Brand Loyalty กับแบรนด์ที่ให้การสนับสนุนพวกเขาค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้แบรนด์ใช้การสื่อสารแบบเฉพาะเจาะจงกับเขามากนัก คนกลุ่มนี้ยังต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่กลมกลืนไปกับชายหญิงทั่วไป การเคารพความเป็นตัวตนและการยอมรับจากสังคม คือสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ
ปีนี้เราจึงเห็นแบรนด์ใหญ่หลายราย ออกแคมเปญการตลาดโดยรวมผู้บริโภคกลุ่ม LGBTQ+ เข้าไว้ในการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น เบทาโกร ปล่อยแคมเปญ “Connect All the Differences with Betagro Quality ชีวิตแตกต่าง แต่เรื่องอาหารวางใจมาตรฐานเบทาโกร” เพื่อสื่อสารว่า ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบแนวเพลงแบบไหน อายุเท่าไร ชอบแต่งตัวจัดจ้านหรือไม่ ประกอบอาชีพอะไร สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้แน่นอน คือมาตรฐานที่เท่าเทียมในทุกผลิตภัณฑ์
บุญถาวร ตอกย้ำความเป็น Modern Specialty Store เชื่อมโยงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีทั้ง “สถานะ” และ “ความต้องการ” ที่หลากหลาย ให้ทุกคนเลือกดีไซน์ชีวิตที่เป็นตัวเองและเลือกอยู่อย่างที่อยาก
แม้ในแง่ของการสื่อสารสำหรับผู้บริโภคกลุ่ม LGBTQ+ อาจจะต้องชัดเจนไม่แบ่งแยก ทำให้ดูกลมกลืนกับกลุ่มผู้บริโภคอื่น แต่ในแง่ของการการออกแบบสินค้าหรือบริการอาจจะแตกต่างไป เพราะคนกลุ่มนี้มีความต้องการและรสนิยมที่ค่อนข้างหลากหลาย ซับซ้อน ซึ่งนั่นเป็นโอกาสทางธุรกิจที่หากใครคว้าไว้ทันก็อาจจะกลายเป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ไม่ยาก
ปีที่แล้ว รพ.บำรุงราษฎร์จึงเปิด Pride Clinic เพื่อให้บริการดูแลสุขภาพกลุ่ม LGBTQ+ ครบวงจรเป็นเจ้าแรกในไทย ชูจุดแข็งด้านบุคลากรทางแพทย์ที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วผนวกกับการเป็นองค์กรที่เคารพและสนับสนุนในความแตกต่างหลากหลายในทุกมิติของความเป็นมนุษย์ โดยที่นี่มี Pride Club ในองค์กรมานานหลายปีทำให้มีความเข้าใจคนกลุ่มนี้เป็นอย่างดีและเข้าใจ Pain Point ของกลุ่มนี้ว่าปัญหาสุขภาพที่แพทย์ได้ให้คำปรึกษามากที่สุด คือ “สุขภาพทางเพศ” (Sexual Health) จึงขยายบริการ “Sexual Health” เติมเต็มดีมานด์สุขภาพเพศกลุ่ม LGBTQ+ ในมิติที่ยังไม่มีใครตอบโจทย์ได้ ซึ่งนอกจากความชำนาญของทีมแพทย์แล้ว ความใส่ใจและความละเอียดอ่อน สามารถให้การดูแล LGBTQ+ โดยเฉพาะ มีความรู้ทางการแพทย์ในเชิงลึก ถือเป็นจุดแข็งของ Pride Clinic
สำหรับบริการของ Pride Clinic จะอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ 4 Cs ได้แก่ First Contact Care แพทย์ประจำตัวทำหน้าที่รับฟังทุกปัญหา, Continuity of Care ทำหน้าที่ดูแลต่อเนื่อง รักษาข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้รับบริการและครอบครัว, Comprehensive Care ดูแลรักษา ป้องกันโรค ผ่าตัด และฟื้นฟูสุขภาพทั้งกายใจ และ Coordination of Care ประสานการทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง ตลอดจนทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ
เห็นได้ชัดว่าในอนาคตเมื่อผู้คนเริ่มยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แบรนด์ก็จำเป็นต้องปรับตัว หาวิธีสื่อสารอย่างถูกต้อง ออกแบบสินค้าและบริการที่คำนึงถึงความอ่อนไหวทางอารมณ์ของคนกลุ่มนี้ เพื่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคกลุ่ม LGBTQ+ ผู้ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในตัวแปลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้า

จาก Meta สู่ Metta + Mitri
เมื่อคนตัวโต อุ้มคนตัวเล็ก
เรื่องของความยั่งยืนที่กลายมาเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจในปัจจุบัน ทำให้หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นกับ โลกการตลาดใบนี้ก็คือนับจากนี้ไปการทำธุรกิจหรือทำตลาดของบริษัทหรือแบรนด์ขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่การแย่ง Customer Share อีกต่อไป แต่จะเป็นการร่วมกันทำตลาดเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว
โดยเฉพาะกับการที่แบรนด์หรือองค์กรขนาดใหญ่ เข้าไปร่วมมือกับบริษัทหรือแบรนด์เล็กๆ เพื่ออาศัยและพึ่งพา ศักยภาพและจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่ง ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาด แห่งประเทศไทย นิยามการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ว่า “การตลาดเพื่อคนตัวเล็ก” ที่มีออกมาให้เห็นมากขึ้นในปัจจุบันนี้
“ปีที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากๆ ใครๆ ก็กล่าวถึง Metaverse แต่ในอีกมุมหนึ่ง เรากำลัง ก้าวสู่ยุคแห่งความเป็นมิตรและการพึ่งพากันอย่างแท้จริง คือยุคแห่งเมตตาและไมตรี (From Meta to Metta + Mitri) เป็นการตลาดของคนตัวใหญ่เพื่อคนตัวเล็ก เพื่อโลก สิ่งแวดล้อม และสังคม เป็นการตลาดแบบที่ทุกคนเติบโตไป ด้วยกัน”
ตัวอย่างของ “การตลาดเพื่อคนตัวเล็ก” ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการสร้างแพลตฟอร์มลอยัลตี้ โปรแกรม เดอะวัน ขึ้นมาของกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งนอกจากจะเป็นลอยัลตี้ โปรแกรมแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะได้ตามมาก็คือการเข้าถึงดาต้าขนาดใหญ่ที่จะทำ ให้เข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค
ในสเตปแรกของการเกิดแพลตฟอร์มจะเป็นการทำกับธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล ก่อนที่จะขยับขยายมาสู่การ ทำร่วมกับพันธมิตรทั้งที่เป็นร้านค้าที่เข้ามาเปิดในศูนย์การค้าในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตรอื่นๆ อย่างธนาคารและ บัตรเครดิต
ส่วนสเตปที่ 3 นี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการขยายไปสู่ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กๆ ทั่วประเทศ ที่เป้าหมายจะ อยู่ที่การ Sharing ดาต้าระหว่างกัน เป็นการเติมเต็มอีโคซิสเต็มที่สร้างขึ้นนี้ให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และรายเล็กๆ สามารถเข้ามาร่วมอยู่ในอีโคซิสเต็มนี้ได้ ซึ่งหากจะลงทุนเองคงไม่สามารถทำได้ เพราะใช้งบค่อนข้างสูง จึงเป็นการทำการ ตลาดที่พึ่งพากัน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับอีโคซิสเต็มที่สร้างขึ้นนี้
ดร.บุรณิน บอกว่า ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายเล็กๆ จะมีจุดแข็งในเรื่องของการมีไอเดีย ตลอดจนแนวคิดที่บริษัท ขนาดใหญ่คาดไม่ถึง ทำให้เกิดการเข้าไปเทกโอเวอร์หรือซื้อกิจการ แต่ปัจจุบัน ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว อาจจะออกมาในรูปแบบของ การร่วมทุนอย่างเป็นมิตร หรือการร่วมมือที่สามารถต่อยอดและนำไปปรับใช้เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันได้ โดยบริษัทขนาด ใหญ่จะเข้าไปช่วยปั้นให้บริษัทขนาดเล็กมีการเติบโตเพื่อให้ก้าวมาสู่การเป็นบริษัทขนาดกลางและปั้นให้มี Growth Stage เพื่อก้าวไปสู่การเติบโตแบบมั่นคงในระยะยาวได้
กรณีของการเข้าไปร่วมทุนกับร้านโอ้กะจู๋ของบริษัท โออาร์ คือตัวอย่างในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการร่วมทุนที่ใช้ศักยภาพ ของโออาร์ในการผลักดันให้โอ๋กะจู๋ มีการเติบโตอย่างมั่นคงผ่านเครือข่ายของตัวเอง และพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นองค์กร ที่ใหญ่ขึ้น จากในอดีตที่เป็นเพียงผู้ประกอบการท้องถิ่นในเชียงใหม่ โดยโออาร์เข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 20 หรือมีมูลค่า ไม่เกิน 500 ล้านบาท
การร่วมลงทุนในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์มุ่งเน้นการเติบโตจากภายนอก (Inorganic Growth) เพื่อเพิ่มผลกำไร ในระยะยาว เน้นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบการร่วมทุนกับบริษัทที่มีศักยภาพ และได้แสวงหาโอกาสและช่องทางในการ พัฒนาธุรกิจค้าปลีกในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage : F&B) โดยมองว่า “โอ้กะจู๋” มีจุดเด่นในเรื่อง ความสดใหม่ของผักที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ และส่งตรงจากฟาร์มผักขนาดใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังเป็นการ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เเละขยายส่วนธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ไปพร้อมๆ กัน
การเข้าลงทุนครั้งนั้นจะมีการใช้สเกลของธุรกิจที่ใหญ่กว่าเข้ามาช่วยโอ้กะจู๋ โดยมองถึงการขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋ เพิ่มเติมในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมถึงการจำหน่ายอาหารแบบ Grab & Go ผ่านร้าน Café Amazon ในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคเหนือ โดยปัจจุบัน โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station กว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศ และร้าน Café Amazon ซึ่งมีจำนวนสาขาถึงกว่า 3,000 สาขา
ขณะที่ โอ้กะจู๋ ปัจจุบันมีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้น 14 สาขา โดยปี 2562 โอ้กะจู๋มีรายได้ประมาณ 643 ล้านบาท ทำกำไร 79 ล้านบาท การเข้าไปร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 20 ของโออาร์ จึงเป็นการเข้าไปช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโต ให้กับ SMEs รายนี้ ให้มีโอกาสในการเพิ่มสเกลของตัวเอง และน่าจะสามารถทำรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท ตามมาในเวลา อีกไม่นานนัก
“ธุรกิจรายใหญ่ยังต้องการไอเดียที่สดและแปลกใหม่จากรายเล็ก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายเล็กยังคง ต้องอาศัยสเกลของรายใหญ่เข้ามาสนับสนุน การตลาดแบบพึ่งพาจึงเป็นอีกแนวโน้มที่เราจะได้เห็นมากขึ้น ซึ่งที่ ผ่านมาก็มีออกมาให้เห็นมากมาย องค์กรขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเซ็นทรัล ไทยเบฟ หรือ ปตท. ต่างก็ให้ความ สำคัญกับเรื่องนี้ เพราะโลกธุรกิจในอนาคต ไม่มีใครสามารถเติบโตคนเดียวได้โดยทิ้งคนอื่นๆ ไว้ข้างหลัง แต่ต้อง เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นนั่นเอง”

Ads Industry that ShiftsThe New Advertising Playbook
งานสัมมนา Adman Awards & Symposium 2022 ปีนี้ หลายเวทีมีการพูดถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างชัดเจนอันเนื่องมาจากอิทธิพลของสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทใน ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทีมงานสรุปความเคลื่อนไหวสำคัญเป็น 7 ประเด็น ดังนี้
1. COVID-19 สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่
การระบาดของไวรัส COVID-19 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่กับคนไทยสามมิติ คือ
1. มิติด้านการดำรงชีวิต COVID-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรดิจิทัลให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลา เพียง 2 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นแบบข้ามคืนก็คือตลาด E-Commerceรวมถึง Digital Lifestyle ที่เกิดขึ้นโดยไม่จำกัดอายุอีกต่อไป
2. มิติด้านการสื่อสาร COVID-19 ทำให้แบรนด์ต้องวางแผนการสื่อสารเป็นเน็ตเวิร์คโซลูชั่น จะไม่สามารถทำหนัง โฆษณาทีวีที่เน้นตลกอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะต้องอาศัยช่องทางมีเดียใหม่ๆ และทำงานเป็นเน็ตเวิร์คไม่สามารถทำงานแบบ วันแมนโชว์ได้ ทุกคนต้องทำงานตามความสามารถตามความถนัดของตัวเอง ที่สำคัญคือเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่ยังไม่ชัดเจน เช่นMetaverse ก็ไม่ควรทุ่มเทสุดกำลังไปแบบตัวคนเดียวแต่ควรจะหาพาร์ทเนอร์เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศไปด้วยกัน
3. มิติด้านสังคม โซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นใหม่ทำให้ทุกวันนี้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถขยับมาเป็น Key Opinion Leader ได้หมดซึ่งต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลทางความคิดเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนแบรนด์ไม่อาจะละเลยได้
2. “ปัง” VS “พัง”
คุณรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) รองประธานคณะกรรมการดำเนินงาน Adman Awards & Symposium 2022 กล่าวว่า “ปัง” และ “พัง” 2 คำนี้จะอยู่ติดกันเหมือนเงาตามตัว เพราะฉะนั้นงานสื่อสารยุคใหม่ นักโฆษณา จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างจรรยาบรรณวิชาชีพกับคำว่าสร้างกระแสให้ดี เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่จะสนับสนุนแบรนด์ที่ทำถูกต้อง ตามจริยธรรม แบรนด์ที่สื่อสารไม่ตรงปกผู้บริโภคจะเป็นคนลงโทษเองโดยไม่ต้องรอ
“ครีเอเตอร์ที่จะทำงานโฆษณาเพื่อเรียกยอดไลค์ ยอดแชร์ จะกลายเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องพึงระวังนับจากนี้ไป เพราะมีกรณีศึกษาที่กระแสตีกลับเกิดขึ้นมาให้เห็นแล้วหลายราย ฝากไว้ว่าอย่าให้คำว่า “ปัง” VS “พัง” เข้ามามีอิทธิพล กับชีวิตมากเกินไป ตอนนี้ทุกคนอยากปังอยากมีแสงจนลืมเรื่องจรรยาบรรณหรือจริยธรรม ย้ำว่าต้องทำด้วยความระมัด ระวังเหมือนว่าผู้บริโภคคือลูกหลานตัวเอง”
3. สื่อสารแบบบูรณาการยังสำคัญ
ปัจจุบันนี้หลายแบรนด์เริ่มโยกงบประมาณจากสื่อดั้งเดิมมาสื่อดิจิทัลตามกระแสความนิยม ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่เม็ดเงิน โฆษณาสื่อทีวีลงมาต่ำกว่า 50% จนเกิดคำถามตามมาว่า โฆษณาดั้งเดิมถึงจุดจบหรือยัง?
ในความเป็นจริงสื่อดั้งเดิมยังคงมีบทบาทอย่างมากในสังคมไทย เนื่องจากประชากรของไทยกว่า 60% อาศัยอยู่นอก เขตเทศบาล ดังนั้นการวางแผนสื่อแบบ Media Mixed จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“สื่อออฟไลน์ยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน แต่คนที่ลงสื่อออฟไลน์ควรจะซื้อสื่อออนไลน์เสริมเพื่อมาเน้นเรื่องของ Call to Action เทรนด์นี้เรียกว่า Media Mixed เหตุผลมาจากลักษณะทางกายภาพของไทยยังมีประชากรนอกเขต เทศบาลมากกว่า 60% กลุ่มนี้ยังมีทีวีที่บ้าน ที่สำคัญ คือคนไทยเป็นประเทศที่ชาตินิยมโดยไม่รู้ตัว เราชอบเสพสื่อ ท้องถิ่นซึ่งอยู่ที่ว่าเจ้าของคอนเทนต์เลือกจะไปหย่อนไว้ที่ไหนบ้าง บางคนก็ไว้ที่แพลตฟอร์มของตัวเอง บางคนก็ไปที่YouTube ทั้งหมดนี้ต้องดูที่กลุ่มเป้าหมายว่าจะเน้นเจาะกลุ่มไหน จากนี้ไปจะไม่มีมีเดียเดียวที่สามารถตอบสนอง ได้ทุกเรื่อง แต่แบรนด์ต้องใช้มีเดียแบบผสมผสาน”
อีกจุดที่น่าสนใจก็คือจากนี้ไปเทรนด์ของโซเชียลมีเดียจะเกิดคำว่า Super Fan กล่าวคือ จะมีกลุ่ม KOL ที่ได้รับความ นิยมเป็นจำนวนมากแยกย่อยตามประเภทของโซเชียลมีเดีย แต่ยังไปไม่ถึงขั้น Mass ดังนั้นแบรนด์แต่ละแบรนด์อาจจะไม่เหมาะ กับทุกมีเดีย นักการตลาดจึงจำเป็นต้องวางคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ให้ชัดเจน แล้วยึดคาแร็กเตอร์ในการนำเสนอ เพราะไม่ได้ หมายความว่าทุกแพลตฟอร์มจะดีกับแบรนด์เสมอไป
4. Content is King
เหนือสิ่งอื่นใด ความคิดสร้างสรรค์จะยังคงเป็นแกนกลางที่สำคัญที่สุดในการสื่อสาร แต่สิ่งที่ต้องกล่าวเตือน คือไม่มี ใครที่จะทำในสิ่งเดิมๆ แล้วจะประสบความสำเร็จเหมือนครั้งก่อนอีกต่อไป เพราะจะกลายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้
จุดที่น่าสนใจความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดแค่วงการโฆษณาอีกต่อไป แต่ทุกวงการจะสามารถหยิบเอาความคิด สร้างสรรค์เข้ามาสร้าง Value Added ให้กับแบรนด์ได้
คุณปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการดำเนินงาน Adman Awards & Symposium 2022 ย้ำว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่แกนของงานโฆษณายังคงเหมือน เดิม คือ Content is King แต่แบรนนด์จะต้องปรับตัวให้ทัน งานที่นำเสนอก็ต้องชัดเจน กระชับ และตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ
“สิ่งสำคัญ คือคนโฆษณาจะดึงความสนใจจากผู้บริโภคได้อย่างไร เพราะว่าตอนนี้คนใจร้อนมาก เมื่อก่อนทำ หนัง 15 วินาทีว่าสั้นแล้ว ตอนนี้ 7 วินาทีบางคนยังบ่นว่ายาว ถ้าหนังเราไม่น่าสนใจตั้งแต่เริ่มคนก็กดข้ามทันที ว่าไป แล้วเราก็เหนื่อยมากขึ้น Shift Happens เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด คนโฆษณาก็ต้องปรับตัวตามให้ อยู่รอด อะไรที่มันประสบความสำเร็จในปีที่แล้วก็ไม่ได้รับประกันว่าจะสำเร็จในปีนี้ ยุคนี้เราหลอกลวงผู้บริโภคไม่ได้ อีกต่อไป สมัยนี้มี Feedback มีคอมเม้นต์ มีอะไรต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่เรายิงโฆษณาเลย”
5. Inclusivity
ในยุคที่ใครๆ ก็สร้างสรรค์ Content ขึ้นมาเองได้ การสื่อสารแบบ Inclusivity หรือใช้วิธีการรวมความคิดจากผู้บริโภค เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ Content ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการสื่อสารที่ได้ผล ตัวอย่าง เช่น แคมเปญการตลาดของห้าดาว ที่หยิบเอา คอมเม้นต์จากผู้บริโภคมาดัดแปลงเป็นหนังภาพยนตร์ และสามารถสร้างกระแสตอบรับในเชิงบวก และถูกแชร์ออกไปในวงกว้าง อย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นแบรนด์นันยางที่หยิบเอากระแสสังคม และความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลามาพัฒนาเป็น สินค้า Limited Collection
คุณอังคาร เหลืองนิมิตรมาศ AVP of Marketing CPF Restaurant and Food Chain Company Limited หรือที่รู้จัก ในแบรนด์ห้าดาว กล่าวว่า ความสำเร็จของแคมเปญโฆษณาห้าดาวที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจาก คุณสุพิชญา ณ สงขลา ก็มา จากการดึงเอาความคิดเห็นของผู้บริโภคมาปรับแต่งคอนเทนต์ หรือ Inclusivity
“เราใช้วิธีด้วยการโยนคำถามกลับไปที่คนดูว่าต้องการโฆษณาแบบไหน แล้วเอาส่วนหนึ่งของความคิดเห็น เข้ามาปรับแต่งเพื่อการนำเสนอจนกลายเป็นหนังที่ไม่มีบอร์ดมาขาย แต่ให้คอนซูเมอร์พาแบรนด์ไป ยุคนี้ถ้าแบรนด์จะ เข้าถึงคนต้องมีจิตวิญญาณบางอย่าง คอนซูเมอร์เขาสนแค่ว่าคอนเทนต์นั้นสำคัญ หรือเชื่อมโยงกับเขาหรือไม่เท่านั้น”
6. แพลตฟอร์ม = มีเดีย
อีกเทรนด์สื่อสารการตลาดที่น่าสนใจก็คือจะเกิดความร่วมมือระหว่างแบรนด์เอเจนซี่และแพลตฟอร์มมากขึ้น
ตัวอย่าง เช่น แบรนด์ Dettol ที่ร่วมมือกับ Grab จัดแคมเปญแจกสินค้าตัวอย่างให้กับไรเดอร์ และคนขับรถ เพื่อนำไปใช้ ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในรถที่ให้บริการกับผู้โดยสาร รวมถึงยังแจกสินค้าตัวอย่างให้กับผู้โดยสารในช่วงที่ COVID-19 ระบาดรุนแรง หรือจะเป็นแคมเปญแจกชานมไข่มุกให้กับคนที่สั่งอาหาร โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เคยสั่งชานมไข่มุกในรอบ 30 วันที่ผ่านมา ผ่าน Big Data ของ Grab ไปพร้อมๆ กับการสำรวจความคิดเห็นผ่านแอปพลิเคชันว่าชอบสินค้าหรือไม่ชอบ
7. AR บนโลกโซเชียลมีเดีย
เทคโนโลยี AR มีมาพักใหญ่แล้ว แต่หลายแบรนด์ยังหาทางเข้าไปผูกติดไม่เจอ แต่การพัฒนาของโซเชียลมีเดียปัจจุบัน ทำให้ AR กลายเป็นเรื่องง่ายที่ผู้บริโภคจะทดลองใช้งาน และแบรนด์เป็นจำนวนมากก็เริ่มหยิบยกมาสร้าง Engagement กับ ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นที่พัฒนาให้ผู้บริโภคได้ทดลองสวมใส่สินค้าแบบเสมือนจริง อาทิ เสื้อผ้า หมวก แว่นตา ลิปสติก ซึ่งในปัจจุบันนี้หากลองแล้วถูกใจก็สามารถ Call to Action (Learn More) เพื่อลิงค์ตรงไปที่ E-Commerce ได้ทันที
ตัวเลขจาก META รายงานว่าแบรนด์ที่นำ AR มาใช้งานสามารถสร้างยอดขายเพิ่มได้ถึง 6 เท่าตัว และ 75% ของ แบรนด์ตั้งใจจะเอาเทคโนโลยี AR มาใช้ในปี 2023
คุณณปภัช กันตศิลป์ Creative Strategist, SEA Creative Shop (Thailand) META อธิบายว่า การทำ AR จะต้องมี เฟรมเวิร์คให้คอนเทนต์เข้าไปอยู่ในแบรนด์โดยมี 3 ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง คือ
1. People คือ ต้อง Focus on Value โดยทำคอนเทนต์เพื่อให้คนเล่นแล้วสนุก ไม่ซีเรียส ไม่เน้นขายของมากไป และ ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่
2. Purpose ต้องวางจุดมุ่งหมายในการใช้ AR คือต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเชื่อมธุรกิจให้สำเร็จ เพื่อสร้างโอกาสทาง การขายและกระตุ้นการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค
3.Craft การสร้างคอนเทนต์ผ่าน AR ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแบรนด์
โดยแบรนด์จะต้องเทกแอ็กชั่นเกี่ยวเทคโนโลยี AR โดยแบ่งขึ้นตอนเป็น 3 ระดับคือ 1. Awareness หรือสร้างการรับรู้ 2. Consideration หรือขยับให้กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือก3.Conversion หรือเปลี่ยนเป็นการขายในที่สุดส่วนเงื่อนไขที่จะทำให้ ผู้บริโภคทดลองเล่นและกลับมาดูซ้ำนั้น หัวใจสำคัญ คือ Digestible หรือต้องทำคอนเทนต์ให้สนุก ทำให้เป็นเรื่องปกเพื่อให้คน ติดตามง่าย
“ตอนนี้ผู้บริโภคต้องการ 2 อย่าง 1. คือ Entertainment หรือความบันเทิงจากเทคโนโลยี 2. คือ Connection คืออยากที่จะติดต่อสื่อสารหรือแชร์คอนเทนต์กับเพื่อนๆ”

“New Smart Retail”
เทรนด์ใหญ่ตลาดค้าปลีกไทย
นับตั้งแต่ Jack Ma กล่าวไว้ว่า “New Retail คืออุตสาหกรรมค้าปลีกแห่งอนาคตที่จะควบรวมระหว่างค้าปลีก ออนไลน์และค้าปลีกออฟไลน์ ด้วยความสามารถจากการพัฒนาของเทคโนโลยี” เมื่อปี 2016ทิศทางค้าปลีกของทั่วโลกก็ก้าว เข้าสู่ทิศทางดังกล่าว นั่นคือการมุ่งเป็น “New Smart Retail” ซึ่งกำลังเป็นอีกเทรนด์ที่กำลังมาแรงของตลาดค้าปลีกบ้านเรา
ภายใต้เทรนด์ “New Smart Retail” นี้ ทำให้เราได้เห็นการปรับตัวของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม เซ็นทรัล ซีพี ที่มีการวางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนให้กับค้าปลีกในเครืออย่างโลตัส ที่วันนี้มีหมุดหมายในการก้าวสู่การเป็น New Smart Retail อย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นการการนำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนการทำตลาด ซึ่งการเป็น New Smart Retail ต้องมีองค์ประกอบสำคัญๆ ไล่ตั้งแต่ Digitalization ที่เป็นการมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า และ พัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
เรื่องของ Omnichannelizaion ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลของออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างประสบ การณ์การช้อปปิ้งในรูปแบบมากมายหลากหลายช่องทาง
และสุดท้าย เป็นเรื่องของ Platformlization ที่จะเชื่อมต่อข้อมูลทั้งลูกค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการ ทั้งจากแพลตฟอร์ม ออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยเรื่องของ Platformlization กำลังเป็นไฮไลท์สำคัญของการแข่งขัน ที่ผู้ประกอบการค้า ปลีกรายใหญ่แต่ละรายต่างเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนการทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างใน เรื่องนี้ก็คือการใช้แพลตฟอร์มลอยัลตี้ โปรแกรม อย่างเดอะวัน เข้ามาเป็นตัวร้อยเรียงการทำตลาดค้าปลีกในเครือทั้งหมดของ กลุ่มเซ็นทรัล
หรืออย่างการเปิดตัว Lotus’s SMART App และ “Big C PLUS” ของ 2 ผู้เล่นในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยสิ่งที่ น่าสนใจก็คือนอกจากการเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงดาต้าของลูกค้าที่จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการทำตลาดค้าปลีก ในยุคนี้แล้ว การสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมานั้น ยังเชื่อมโยงการทำตลาดที่สามารถต่อยอดไปสู่การขาย รวมถึงการตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยจะสร้างเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดที่สามารถดึงพันธมิตรเข้ามา ร่วมอยู่ในอีโคซิสเต็ม เพื่อสามารถตอบโจทย์ได้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์และก้าวขึ้นไปสู่การเป็นซูเปอร์แอปที่เป็นทุกสิ่งอย่าง ตามที่ลูกค้าต้องการ
ขณะเดียวกัน ยังสร้างให้เป็นตัวเชื่อมต่อการทำตลาดระหว่างหน้าร้านออนไลน์กับออฟไลน์ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งที่เปลี่ยนไปของลูกค้า
แนวโน้มดังกล่าว ถือเป็นการตกผลึกอีกขั้นของผู้เล่นในตลาดค้าปลีก ที่ในอดีตนั้นคู่แข่งขันจะถูกจำกัดวงด้วยผู้เล่น ค้าปลีกด้วยกันเองในยุคที่เรียกว่า “ค้าปลีกแบบอะนาล็อก”
แต่หลังจากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้โลกค้าปลีกเกิดภาพที่ “เบลอ” โดยเฉพาะกับเรื่องของการแข่งขัน ที่วันนี้คู่แข่งขันของผู้ประกอบการค้าปลีกไม่ใช่มีแค่ผู้ประกอบการค้าปลีกด้วยกันเท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งขันที่ข้ามมาจากอุตสาห กรรมอื่นๆ ที่ใครจะรู้ว่านอกจากอีคอมเมิร์ซแล้ว วันนี้ยังมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหลายที่เข้ามาเป็นคู่แข่งขันทางอ้อม อีกด้วย โดยตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ของบ้านเราจะมีฟอร์แมตอยู่ 3 – 4 ฟอร์แมต ไล่ตั้งแต่ แพลตฟอร์ม อี มาร์เก็ตเพลส อย่างลาซาด้าและช้อปปี้ ควิกคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นบริการที่ต่อยอดมาจากแอปฟู้ด ดิลิเวอรี่
แพลตฟอร์มที่ 3 จะเป็นการเปิดร้านของแบรนด์สินค้าเองที่เรียกว่า แบรนด์ดอทคอม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำ ตลาดแบบ Direct to Customer ส่วนสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบของการสร้างแอปพลิเคชัน เพื่อปั้นให้เป็นซูเปอร์แอป ซึ่ง กำลังมีเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจที่ผู้ประกอบการค้าปลีกที่เคยอยู่ในยุคของอะนาล็อก ต่างพยามยามทุ่มสรรพกำลังเพื่อ พัฒนาซูเปอร์แอพของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการแข่งขันในยุค New Smart Retail ซึ่งการ แข่งขันในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การหาลูกค้าใหม่ แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการ Repeat หรือซื้อซ้ำมากกว่า
แน่นอนว่า ดาต้าจะเข้ามาเป็นบทบาทในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้เราเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริง หรือรู้ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการซื้อของพวกเขา การมีซูเปอร์แอปที่สามารถสามารถเชื่อมโยงไปสู่ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าจึงเป็น เรื่องสำคัญ
เพราะนั่นจะทำให้สามารถได้ดาต้าที่จะรู้และเข้าใจความต้องการของลูกค้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญ ในการทำให้เกิดความต่อเนื่องในการใช้บริการนั่นเอง
New Smart Retail จึงกลายเป็นอีกไฮไลท์ที่แต่ละค่ายค้าปลีกกำลังมุ่งไป และจะเป็นอีกหนึ่งสีสันของการแข่งขันใน ตลาดค้าปลีกของบ้านเราหลังจากนี้ไป...

Pay for Skill
จ่ายเงินเดือนตามความสามารถ
“เมอร์เซอร์” (Mercer) ธุรกิจผู้ให้บริการการให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยง ยุทธศาสตร์ และบุคลากรชั้นนำของ โลก มีการคาดการณ์ว่า อัตราการขึ้นค่าตอบแทนในปี 2566 จะปรับเพิ่ม 4.5% เป็นผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกเล็กน้อย (ไม่รวมอินเดีย ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2565) ที่มีอัตราการ ปรับขึ้นเฉลี่ย 4.4% สำหรับสถานการณ์โดยรวมจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนหน้าวิกฤต COVID-19 ขณะเดียวกันการโยกย้าย งานโดยสมัครใจจะมีเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการเติบโตของตลาดแรงงาน และโอกาสการย้ายงานที่มากขึ้นตามไปด้วย
การคาดการณ์ดังกล่าว เป็นผลจากการสำรวจ Total Remuneration Survey (TRS) ประจำปี 2565 ที่ทำการ สำรวจกับองค์กร 636 แห่ง ใน 15 อุตสาหกรรมในประเทศไทย ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน 2565 โดยการสำรวจ Total Remuneration Survey เป็นโครงการสำรวจเพื่อศึกษาเกณฑ์ด้านค่าจ้างและผลตอบแทนที่เกี่ยวกับค่าจ้าง และ นโยบายตอบแทนพนักงานในปีนั้นๆ รวมถึงแนวโน้มของการจ้างงาน และการโยกย้ายงานที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป
คุณจักรชัย บุญยะวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวจากวิกฤต COVID-19 จึงมองเห็นแนวโน้มการโยกย้ายงานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากธุรกิจ ต่างๆ กลับมาจ้างงานและเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด ซึ่งธุรกิจไทยอยู่ ในช่วงที่มีการแข่งขันที่สูงมาก และมีการแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะความสามารถสูง โดยมีการเสนอรายได้และสิทธิ ประโยชน์ต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดบุคลากร ประกอบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พนักงานประสบกับภาวะเหนื่อยล้าจากการ ทำงาน และต้องการความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต COVID-19 มีหลายเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไป บางครั้งการทำงานไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ แต่สามารถทำงานจากที่อื่นได้ ดังนั้นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในแง่ของการปฏิบัติงาน จึงอาจต้องมีการประเมินค่างาน (Job Evaluation) ตามรูปแบบของฟังก์ชั่นงานที่มีการปรับเปลี่ยนไป อาจต้องพิจารณาในแง่ของแผนภูมิองค์กร หรือผังองค์กร (Organization Chart) ว่าฟังก์ชั่นไหนมีบทบาทในการผลักดันธุรกิจ ฟังก์ชั่นไหนต้องมีการอัพสกิล รีสกิล และฟังก์ชั่นไหนสามารถใช้ Gig Worker หรือ Outsource แบบสัญญาจ้างได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานประจำ
“ดังนั้น ในส่วนของ HR หรือผู้บริหารระดับสูงขององค์กรจะต้องมารีวิวว่า ท้ายที่สุดแล้วเมื่อองค์กรเจอกับงานใน ลักษณะที่เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น จึงต้องมีการทบทวนค่างานที่จะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน และดูว่าเงินเดือนที่ เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ หลังจากนั้นค่อยมาดูในเรื่องของผลประโยชน์ของพนักงานเพื่อให้สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ให้ อยู่กับบริษัท หรือเข้ามาร่วมงานกับบริษัทมากขึ้น เพราะปัจจุบันเมื่ออินเซนทีฟขยับขึ้น การซื้อตัวพนักงานก็จะเริ่มยากขึ้น”
คุณจักรชัย ย้ำว่า ในอนาคตเชื่อว่า หลายๆ บริษัทในหลายอุตสาหกรรมจะมีการทบทวนค่างาน และทบทวน ในเรื่องของตัวเงินเดือนตามสกิล ซึ่งโลกการทำงานในอนาคตจะเป็นโลกของ Pay for Skill คือใครที่มีสกิลที่เพิ่มขึ้น หรือ ตรงกับที่บริษัทหรืออุตสาหกรรมต้องการก็จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากกว่าคนอื่น
“ในส่วนของลูกจ้างจึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน เนื่องจากโลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เพราะ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสกิล 2 อย่างที่ลูกจ้างต้องมี คือ Multiple Skill และ Adaptability Skill เพราะ โลกเปลี่ยนไปค่อนข้างเร็ว ดังนั้นหากใครมีเพียง Single Skill ก็อาจได้เงินเดือนไม่เท่ากับคนที่มี Multiple Skill หรือมี ความ สามารถอันหลากหลาย แต่คำว่า Multiple Skill ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น Hard Skill หรือ Technical Skill แต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจต้องผสมผสานในเรื่องของ Soft Skill ด้วย”
ยกตัวอย่าง ในช่วงสถานการณ์ที่เป็น Pandemic คนส่วนใหญ่จะทำงานที่บ้านก็จะเห็นได้ชัดว่า พนักงานที่มี Single Skill อาจทำงานได้ไม่ดีเท่ากับการมาทำงานที่บริษัท เช่น พนักงานที่เป็น Technical Skill อย่างโปรแกรมเมอร์ อาจมี Soft Skill ในเรื่องของการสื่อสาร หรือการ Collaboration ไม่ดีเท่าพนักงานที่เป็นฝ่ายขาย หรือการตลาดที่มีวาทะ การสื่อสารที่ดีอยู่แล้ว อาจส่งผลให้การทำงานเกิดการสะดุดได้
สอดคล้องกับ YourNextU by SEAC ที่มีข้อมูลระบุถึงผลการสำรวจพนักงานของประเทศสหรัฐอเมริกามากกว่า 750 คน โดย Wonderlic พบว่า 97% ของพนักงานเห็นด้วยว่า Soft Skills มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ในขณะที่ สแตนฟอร์ด รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ (Stanford Research Center) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และมูลนิธิ คาร์เนกี (Carnegie Foundation) รายงานว่า85% ของความสำเร็จในการทำงานมาจาก Soft Skill และ People Skill ที่ดีเยี่ยม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ บ่งชี้ถึงความสำคัญของ Soft Skill ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของคนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มุมมองในการเลือกทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ลูกจ้างบางกลุ่มอาจไม่ได้มองในเรื่องของ ผลตอบแทนที่เป็นเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่จะมองหาองค์กรที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด เช่น เรื่อง ของ Well-being หรือ Remote Working ที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ รวมถึงผลตอบแทนที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ พนักงาน หรือทำให้เขามีส่วนร่วมในเรื่องของการช่วยเหลือสังคมมากขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z มีความต้องการทำงานกับองค์กรที่มีเรื่องของ Flexible Working ค่อนข้าง สูง ซึ่งบริษัทต้องกลับมาพิจารณาว่า อะไรบ้างที่สามารถทำ Flexible Working ได้ และบริษัทไหนที่สามารถปรับตัวได้ หรือมีความยืดหยุ่นในเรื่องของระบบการทำงานที่ดี บริษัทนั้นก็จะมีโอกาสดึงดูดพนักงานที่เป็นทาเลนต์จากอุตสาหกรรม อื่นๆ เข้ามาทำงานกับองค์กรของตัวเองได้
ดังนั้น การที่ธุรกิจแข่งขันกันด้วยค่าจ้างแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืน ดังนั้น นายจ้างจึงควร พิจารณามุ่งเน้นการนําเสนอผลประโยชน์ในด้านอื่นๆ ในองค์รวมให้แก่พนักงาน เช่น ความโปร่งใสของค่าจ้าง เส้นทางสู่ ความก้าวหน้าในองค์กรที่ชัดเจน ตลอดจนแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ที่ส่งผลให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านสวัสดิการ ด้านสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ และระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น
คุณจักรชัย กล่าวเสริมว่า การสำรวจ Total Remuneration Survey (TRS) ครั้งนี้ ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจจาก การเปรียบเทียบสถานการณ์ของตลาดแรงงานไทยในช่วงก่อนและหลังการเกิด COVID-19 ใน 2 ประเด็น คือ
1.การลาออกจากงาน ก่อนเกิด COVID-19 อัตราการเปลี่ยนงานมีประมาณ 12% ในช่วงCOVID-19 มีไม่ถึง 10% และหลังจากนี้ในช่วงของ Post COVID อัตราการเปลี่ยนงานจะขยับขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สวนทาง กับการเลิกจ้างในช่วง COVID-19 จะมีค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น การเลิกจ้างก็ลดน้อยลง
2.ผลตอบแทนในเรื่องของเงินเดือนในช่วง COVID-19 มีการปรับตัวลงมาเล็กน้อย ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณที่ หลายๆ บริษัทตั้งงบประมาณกลับมาใกล้เคียงก่อนเกิด COVID-19 ส่งผลให้อัตราการให้เงินเดือนเริ่มปรับตัวสูงขึ้น เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของประกัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลระบุว่า แรงงานในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชายมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เป็นกลุ่มผู้หญิง 56% และผู้ชาย 44 % ซึ่งแรงงานผู้ชายส่วนใหญ่จะอยู่ในอุตสาหกรรมหนัก เช่น ระบบเครื่องจักรต่างๆ การผลิตรถยนต์ กลุ่มก่อสร้าง หรือกลุ่มพลังงาน ส่วนแรงงานผู้หญิงจะอยู่ในส่วนของภาคบริการ เช่น Service Center, เฮลท์แคร์ และเมดิคัล เป็นต้น
หากพิจารณาแรงงานในแต่ละเจนเนอเรชั่น ปัจจุบันแรงงานหลักในกลุ่มแรงงานไทย คือกลุ่ม Gen Y ที่มีอายุ ประมาณ 30 – 40 ปี (เกิดในช่วงปี 1980 – 1994) แตกต่างจากเมื่อ 4 - 5 ปีที่แล้ว ที่กลุ่มหลักเคยเป็นกลุ่ม Gen X แต่ปัจจุบัน Gen X ขยับขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารกันแล้ว เช่นเดียวกับกลุ่ม Baby Boomer ส่วนใหญ่อยู่ในระดับบอร์ด หรือที่ปรึกษาขององค์กร
“ที่สำคัญ เราเริ่มเห็นเด็กที่เพิ่งจบการศึกษาซึ่งเป็นกลุ่ม Gen Z เริ่มขยับเข้ามาในตลาดแรงงานกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Blue Collar หรือตลาดแรงงานระดับล่าง เช่น การทำงานในโรงงานต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม ไฮเทค” คุณจักรชัย กล่าว