การดิสเพลย์สินค้าในสโตร์ ในรูปแบบ “Room Concept” ของท็อปส์ ที่เป็นกลยุทธ์การนำเสนอสินค้าในสโตร์ผ่านรูปแบบการแบ่งโซนสินค้าตามหมวดหมู่สินค้าที่แมทกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งท็อปส์ นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2565 กลยุทธ์ในรูปแบบนี้ นอกจาก จะเป็นการส่งมอบประสบการณ์การช้อปที่แตกต่างแล้ว
การแบ่งโซนแบบ Room Concept ยังช่วยให้ท็อปส์สามารถสรรหาสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะด้านของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม ที่สำคัญ ยังช่วยให้ท็อปส์ สามารถเข้าใจพฤติกรรมการช้อปของลูกค้าแต่ละคน ที่สำคัญ เมื่อ สินค้าใน Room Concept ไหน มีแนวโน้ม และโอกาสทางการตลาดที่ดี จะถูกแตกออกมาสร้างเป็นร้านสแตนด์อะโลน ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
โดยท็อปส์ มีการแตกแบรนด์ Tops Wine Cellar และ The Baker ออกมาผนวกกับร้านค้าปลีกในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Model) กับท็อปส์ เดลี่ คือ Tops Daily x Tops Wine Cellar และTops Daily x Tops Wine Cellar x The Baker เพื่อเจาะเข้าไปในโลเกชั่นที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของบ้านเรา
รวมถึง Room Concept อย่าง LOOKS ที่ขายสินค้ากลุ่มความงาม ที่นอกจากทำเป็นไฮบริด รีเทล กับท็อปส์ เดลี่ แล้ว ล่าสุด ยังมีการออกมาประกาศเดินหน้ารุกเปิดสาขาฟอร์แมทแบบสแตนด์อะโลน ที่จะประเดิมเปิดสาขาแรกที่โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
การขยับตัวของท็อปส์กับสินค้ากลุ่มบิวตี้อย่าง LOOKS ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการขยับเข้ามาเล่นในตลาดสินค้าเพื่อความงาม ที่ในปี 2025 มีมูลค่าสูงถึง 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวสู่ระดับประมาณ 290,000 ล้านบาท ภายในปี 2034

ทำไมถึงน่าสนใจ
คำตอบน่าจะอยู่ที่ การรุกเปิดสาขาสแตนด์อะโลน อีกฟอร์แมทหนึ่ง นอกเหนือจากการมีฟอร์แมทในรูปแบบของ Room Concept ที่เป็นในซูเปอร์มาร์เก็ตท็อปส์ และสาขาแบบไฮบริด ที่ไปคู่กับท็อปส์ เดลี่ แล้ว
การรุกครั้งนี้ของ LOOKS คือการขยับจาก "Low Involvement" ที่ซื้อผ่านๆ ไปสู่ "High Involvement"ที่ทำให้ร้านในรูปแบบสแตนด์อะโลน กลายเป็นเดสติเนชั่นของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความงาม ซึ่งถ้าบริหารจัดการ Category Management ได้ดี ก็จะสามารถดัน Basket Size ให้สูงกว่าการเป็นเพียงแผนกหนึ่งในห้างได้อย่างแน่นอน
ต้องบอกอย่างนี้ว่า ร้านค้าในแต่ละฟอร์แมทของ LOOKS นั้น ตอบโจทย์ Shopping Mission ที่แตกต่างกันไปของลูกค้าในการซื้อแต่ละครั้ง อย่าง การมาซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น Mission ของลูกค้า จะออกมาในรูปแบบของ Grocery Mission นั่นคือ ซื้อของกิน ของใช้ สินค้าในกลุ่มเพื่อความงามที่อยู่ในลิสต์จึงอาจจะมีแค่สกินแคร์บางส่วน หรือ แชมพู ครีมอาบน้ำ
ขณะที่ Mission ในการซื้อผ่านร้านใกล้บ้านอย่าง Tops Deli X LOOKS จะตอบโจทย์เรื่องความสะดวก จากการไม่ต้องเดินทาง หรือเป็นการตอบโจทย์ในการซื้อเพื่อท็อป อัพ สินค้าที่สต็อคไว้ และหมดก่อน
ส่วนร้านในฟอร์แมทสแตนด์อะโลน จะเป็นการมุ่งมาเพื่อซื้อสินค้ากลุ่มบิวตี้โดยตรง ทำให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น เพื่อเลือกซื้อสินค้าที่นอกเหนือจากสินค้าพื้นฐานทั่วไป อย่างตัวมาสก์หน้า หรือสินค้ากลุ่มคัลเลอร์ ที่บางครั้งต้องการคำแนะนำจาก “บิวตี้ แอสไวซ์เซอร์” ที่อยู่ในร้าน และเมื่ออยู่ในร้านนานขึ้น โอกาสที่จะเพิ่มยอดซื้อต่อครั้งก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตัวเลขเฉลี่ยของการซื้อสินค้าในกลุ่มนี้โดยทั่วๆ ไปของตลาดบิวตี้ จะอยู่ประมาณ 1,000 – 1,500 บาทต่อครั้ง
เรียกได้ว่า เป็นการ Extend Basket Size ออกมาจากการซื้อปกติผ่าน Room Concept ในสโตร์ของท็อปส์ ที่มองดูแล้ว น่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตของยอดขายได้ไม่น้อยทีเดียว
ขณะที่ LOOKS ในรูปแบบของสาขาสแตนด์อะโลน เอง พยายามเปลี่ยนการทำตลาดจาก "Category-Based" เป็น "Solution-Based" Store โดยดีไซน์ร้านให้ออกมาในรูปแบบของการมี Solution Bar ที่นำเสนอบริการ ‘LOOKS Beauty Specialist’ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการแบบเฉพาะบุคคล เพื่อทำให้การเลือกซื้อสินค้าเป็นเรื่องง่าย สนุก และตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

พักร์วิมล สตะเวทิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการค้าปลีก - LOOKS บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล บอกกับเราว่า การรุกเปิดสาขาในฟอร์แมทสแตนอะโลนครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของ ‘LOOKS’ ในรูปแบบ Room Concept ที่พัฒนา ‘LOOKS’ โฉมใหม่ให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็น Customer Journey ที่ครบวงจรและไร้รอยต่อ โดยนำเข้าสินค้าแบรนด์ความงามและ Wellness จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งเกาหลี ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลียเข้ามาวางขายในร้าน
เธอบอกว่า การทำตลาดในรูปแบบใหม่นี้ จะมาพร้อมกับการสร้างความแตกต่างจากร้านบิวตี้สโตร์ทั่วไป ไล่ตั้งแต่ การ Assortment สินค้า โดย 15% ของสินค้าที่นำเสนอ จะเป็นสินค้า Only at LOOKS ที่วางขายเฉพาะในร้าน LOOKS ขณะที่อีก 50% จะเป็นสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าบิวตี้แบรนด์ดังจากเกาหลีที่จะมีการพาร์ทเนอร์แบบเอกซ์คลูซีฟกับผู้ผลิตรายใหญ่ของที่นั่นอย่าง Cosmax และอีก 35% จะเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ซึ่งมิกซ์ของสินค้าที่วางขาย เชื่อว่าจะตอบโจทย์ลูกค้า เพราะจะมีสินค้าใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเข้ามาวางขายในร้านอย่างต่อเนื่อง
โดยการยกระดับประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
Expert Curation – “คัดสรร”ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากทั่วโลก LOOKS สแตนด์อโลนโฉมใหม่ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินค้า (Curated Assortment) อย่างพิถีพิถัน โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์ความงามและ Wellness ประสิทธิภาพสูงจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายประเภทและหมวดหมู่ตั้งแต่สบู่ ยาสระผมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จนถึงการดูแลผิวหน้าและการดูแลสุขภาพภายใน เช่น วิตามิน อาหารเสริม รวมมากกว่า 5,000 SKU เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างมั่นใจ ทั้งในด้านคุณภาพ ส่วนผสม และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ พร้อมคัดสรรเทรนด์ความงามใหม่ ๆ จากตลาดโลกมาอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
Total Wellness – “ครบครัน” ทุกความงามและสุขภาพครบจบในที่เดียว LOOKS ถูกออกแบบให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านความงามและการดูแลตัวเอง (Self-care Destination) ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมตั้งแต่สกินแคร์ บอดี้ แฮร์ ไปจนถึงเมคอัพ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Wellness) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองการดูแลตัวเองแบบองค์รวม (Holistic Care) ไม่ใช่เพียงความสวยงามภายนอก แต่รวมถึงสุขภาพและความมั่นใจในระยะยาว
Trusted Value – “คุ้มค่า” ในราคาที่เข้าถึงได้ LOOKS มุ่งนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม (Value for Money) โดยคงมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในทุกการเลือกซื้อ พร้อมสร้างความสมดุลระหว่าง “คุณภาพ–ราคา–ประสบการณ์” ให้ตอบโจทย์กลุ่ม Masstige ที่ต้องการสินค้าระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน
“65% ของสินค้าที่นำเสนอในร้าน จะเป็นสินค้าที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งเราจะดูเทรนด์ในแต่ละช่วงเวลาว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไร เพื่อที่จะนำเข้ามาเติมเต็มความต้องการให้ลูกค้า ซึ่งเรามั่นใจถึงความแตกต่าง คุณภาพสินค้า และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ว่าจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนให้ LOOKS ก้าวไปสู่การเป็นบิวตี้ เดสติเนชั่นของคนรุ่นใหม่”

ส่วนแผนรุกขยายสาขานั้น LOOKS มีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 100 สาขาภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่ LOOKSมีอยู่ในร้านท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 105 สาขา เน้นการจำหน่ายสินค้าความงามและการดูแลสุขภาพที่ครบทุกความต้องการ ตั้งแต่การดูแลความงามทุกวัน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและวิตามินที่นำเข้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ มีจำนวนสินค้าประมาณ 7,000 – 10,000 รายการ
ในขณะที่ LOOKS ที่อยู่ภายใต้ ท็อปส์ เดลี่ ไฮบริด โมเดล มีจำนวน 17 สาขา จำหน่ายสินค้าด้านความงามที่เน้นความสะดวก ในขนาดเดินทาง (Travel Size) และสินค้าขนาดเล็กสามารถหยิบซื้อได้อย่างรวดเร็วใกล้บ้าน มีจำนวนสินค้าสูงสุดประมาณ 2,500 รายการ โดย 100 สาขาที่จะเปิดเพิ่มนี้ จะกระจายออกไปทั้ง 3 ฟอร์แมทที่มีอยู่
แน่นอนว่า การเปิดร้าน LOOKS สแตนด์อโลนในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางของตลาด Beauty Retail ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเดิม สู่การเป็น Curated และ Experience-led Retail มากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าขยาย LOOKS ภายใต้โมเดลต่างๆ รวม 100 แห่ง ภายในปี 2571 พร้อมวางตำแหน่งให้ LOOKS เป็น New Growth Engine ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล
เพราะการขยับตัวในครั้งนี้ เป็นการขยายฐานสู่ตลาดที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง แถมยังมีการเติบโตที่ดีแบบต่อเนื่อง....