มูลค่าตลาดอาหารญี่ปุ่น จากการประเมินของ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “ซีอาร์จี” นั้น น่าจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งเขยิบเข้ามาใกล้เคียงกับ ช่วงก่อนหน้าการเกิดโควิด
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การบริโภคหรือใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่น ของคนไทย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวาระพิเศษ การเฉลิมฉลอง หรือการให้รางวัลแก่ตัวเองเหมือนในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่กลายเป็น Everyday Occasion ที่สามารถบริโภคได้ทุกวัน เหมือนอาหารประเภท QSR
เนื่องจาก ร้านอาหารญี่ปุ่นหลายประเภท มีการนำเสนอเมนู และราคา ที่สามารถเข้าถึงได้หลายขึ้น ขณะเดียวกัน การลดพื้นที่ในส่วนของแฟชั่นลงของมอลล์หลายๆ แห่งเนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากช่องทางออนไลน์ แล้วนำพื้นที่ในส่วนดังกล่าวไปเพิ่มให้กับร้านอาหาร ทำให้กลายเป็นโอกาสในการขยายสาขาของร้านอาหารญี่ปุ่นหลายแบรนด์ จึงยิ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เข้ามาช่วยผลักดันให้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมีความคึกคักมากขึ้น

ทำให้ผู้เล่นสำคัญในตลาดร้านอาหารของบ้านเราอย่าง เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป หรือซีอาร์จี มีการให้น้ำหนักในการรุกตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ในพอร์ตถึง 6 แบรนด์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นที่มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุด ประกอบไปด้วย เปปเปอร์ ลันช์ (Pepper Lunch), ชาบูตง ราเมน (Chabuton), โยชิโนยะ (Yoshinoya), โอโตยะ (Ootoya), เทนยะ (Tenya) และคัตสึยะ (Katsuya) มีการปรับเกม การทำตลาด ด้วยการหันมาโฟกัสให้กับการเพิ่มแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในพอร์ต
ล่าสุด มีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในพอร์ต คือ “ราเมน คาเก็ตสึ อาราชิ (Ramen Kagetsu Arashi)” ร้านราเมนยอด นิยมของญี่ปุ่นที่มีมานานกว่า 30 ปี และเป็นแบรนด์ที่ติดท็อป 3 ของตลาดญี่ปุ่น ที่คนไทยรู้จักกันดี ด้วยจำนวนสาขากว่า 200 สาขาทั่วประเทศ และมากกว่า 290 สาขาทั่วโลก อาทิ ไต้หวัน, จีน และเซี่ยงไฮ้ โดยมีการเปิดสาขาแรกไปแล้วที่ ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า ภาพรวมตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น ราเมนเป็นเซ็กเม้นต์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านมูลค่า และปริมาณร้านค้า จนกลายเป็นหนึ่งในเซ็กเม้นต์ใหญ่ของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่ม Everyday Ramen ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีแบรนด์ราเมนใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น “ราเมน คาเกทสึ อาราชิ” จึงจะเป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตร้านอาหารของ ซีอาร์จี ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน
ก่อนหน้านั้น ซีอาร์จี มีแบรนด์ราเมนที่ทำตลาดอยู่แล้วคือ ชาบูตง ซึ่งจับกลุ่มพรีเมียมแมส มีราคาขายประมาณ 250 – 300 บาท ขณะที่แบรนด์ใหม่ที่นำเข้ามาจะมีราคาขายประมาณ 150 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แข่งขันได้ในตลาดราเมนระดับแมสที่ ส่วนใหญ่จะขายกันในราคาระหว่างไม่ถึง 100 บาทไปจนถึงประมาณ 200 บาท ทำให้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ใหม่ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นและนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะทำให้ฐานของลูกค้าในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในกลุ่มของราเมน มีกว้าง มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การรุกตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นของซีอาร์จีนั้น จะเลือกใช้รูปแบบของการซื้อแฟรนไชส์จากแบรนด์ดังของญี่ปุ่นที่ติดอันดับท็อป 3 ของที่นั่น รวมถึงการเป็น Exclusive Right แทนที่จะสร้างแบรนด์เองเหมือนคู่แข่งขัน รายอื่นๆ นั้น ธีรวัฒน์ บอกว่า เป็นหนึ่งในเครื่องการันตรีด้านคุณภาพและรสชาติของอาหาร, ควบคุมคุณภาพอาหาร และบริการ และยังสามารถทำตลาด เพื่อสร้าง Awareness ได้อย่างรวดเร็ว จากแบรนด์ที่นำเข้ามาเป็นแบรนด์ที่คนไทยที่เคย ไปญี่ปุ่นคุ้นตาจากสาขาที่เปิดจำนวนมาก หรือเป็นร้านอาหารแนะนำเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่สำคัญยังเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าที่ Beyond ในเรื่องของประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นไปค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับในอดีต

สำหรับแบรนด์ในพอร์ตร้านอาหารญี่ปุ่นของซีอาร์จีนั้น แบรนด์ Pepper Lunch ร้านสเต็กจานร้อน เป็นแบรนด์แรก ที่นำเข้ามาทำตลาดในปี 2550 ปัจจุบันเปิดไปแล้ว 51 สาขา แบรนด์ที่ 2 คือ Chabuton ร้านราเมนที่นำเข้ามาทำตลาดในปี 2553 ปัจจุบันมี 16 สาขา แบรนด์ที่ 3 คือ Ootoya ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์แคชชวล นำเข้ามาทำตลาดปี 2554 มี 46 สาขา และ เป็นแบรนด์ที่ทำยอดขายมากที่สุดในพอร์ต
ส่วนแบรนด์ที่ 4 คือ Yoshinoya ร้านข้าวหน้าหรือดงบุริ นำเข้ามาทำตลาดในปี 2554 มีสาขา 32 สาขา แบรนด์ที่ 5 Tenya ร้านข้าวหน้าในสไตล์เทมปุระ นำเข้ามาทำตลาดปี 2557 มี 12 สาขา แบรนด์ที่ 6 Katsuya ร้านอาหารประเภททงคัตสึ นำเข้ามาในปี 2557 ปัจจุบันมี 54 สาขา
ส่วนตลาดราเมนของบ้านเรานั้น มีแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ฮะจิบัง ราเมน ที่เข้ามาลงหลักปักฐานในตลาดบ้านเรามานาน และปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 150 สาขา ถือเป็นตลาดที่มีสาขามากที่สุดนอกประเทศญี่ปุ่น
กว่า 60 ล้านคนต่อปี โดยในไทย เข้ามาร่วมทุนกับบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จ หรือ มาม่า อยู่แล้ว ต้องการขยายธุรกิจเข้ามาในตลาดบะหมี่สดด้วย จึงขยายฐานด้วยการร่วมทุนกับบริษัท โคราคุเอ็น โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (Kourakuen Holding Corporation) และจดทะเบียนเป็นบริษัท เพรซิเดนท์ โคราคุเอ็น มีทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท โดย ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ถือหุ้น 70% โคราคุเอ็น โฮลดิ้ง ถือหุ้น 14% และถือหุ้นในนามบุคคล 16%
การเปิดตัวของ ราเมน คาเกทสึ อาราชิ น่าจะเป็นอีกการเพิ่มสีสันสีสันที่ทำให้ตลาดราเมนของบ้านเรามีความคึกคักมากขึ้น....