BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
39,800
VIEWS

มึงกล้าขอ...กูก็กล้าให้ ซุ้มเฮียฮ๋ง “บะหมี่พ่อมึงตาย” - คุณากร กุสาวดี

ก.พ. 13, 2561 S.Vutikorn

ร้านซุ้มเฮียฮ๋ง หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากว่า “บะหมี่พ่อมึงตาย” ใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นสถานที่ปักหมุดสุดฮิปของวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ในเวลาเพียงไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

จากจุดเริ่มต้นเพียงร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ก่อนจะพัฒนามาเป็นร้านบะหมี่ชื่อดังที่มีคนมาต่อคิวรอยาวเหยียดตั้งแต่ก่อนร้านเปิดเพียงเพื่อจะขอเข้าไปสัมผัสบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจในร้านให้ได้สักครั้ง

สีสันในร้านซุ้มเฮียฮ๋งถือเป็น Brand Experience ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดูแรงแบบสุดโต่งชนิดที่ว่าไม่สามารถหาได้จากที่อื่นและยากที่ใครจะเลียนแบบ

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “บะหมี่พ่อมึงตาย” นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คุณคุณากร กุสาวดี หรือ “เฮียฮ๋ง”

BrandAge Online มีโอกาสได้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดและวิธีการทำงานของเฮียฮ๋งเพื่อนำมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านทุกคนซึ่งงานนี้รับประกันว่าวิธีคิด และทำของเฮียฮ๋งนั้นเป็นอะไรที่ฉีกทุกตำราการตลาดเท่าที่เขียนตีพิมพ์มา

คำเตือนบทสัมภาษณ์นี้ใช้ภาษาที่มีความเป็นชาวบ้านสูงไม่เหมาะกับคนโลกสวย

Q: ช่วยเล่าประวัติของตัวเองสมัยเรียนให้ฟังที?

A: ผมเรียนประถมมัธยมต้นที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน หลังจากจบม.3 ก็ไปต่อปวช. ด้านศิลปะซึ่งผมชอบมากๆ ปกติปวช. เรียน 3 ปีแต่ผมเรียน 8 ปี ผมถือคติว่าเรียนให้ดีต้องปีละชั้น เรียนให้มั่นต้องชั้นละ 3 ปี ผมเรียน 8 ปีจบแบบซื้อวุฒิมาด้วยนะจะบอกให้

คือพูดง่ายๆ ว่าสมัยเรียนนี่ผมเหี้ยมาก ตีรันฟันแทงเหล้ายาปลาปิ้งมีหมด มันก็เลยใช้ชีวิตวัยรุ่นนี่เต็มที่เลยเรื่องเรียนไม่เอาเลย

แต่ผมมีฝีมือด้านศิลปะอยู่นะ ผมเคยส่งประกวดออกแบบการ์ดของ Hallmark ถ้าได้ลงตีพิมพ์ได้ใบละ 300 บาทและได้ทำงานที่ Hallmark ด้วย ผมส่งไป 2 ใบได้ทั้ง 2 ใบเลยแต่ตอนนั้นยังเรียนอยู่เลยทำงานไม่ได้

Q: พอจบมาแล้ว?

A: พอจบมาก็ไปเป็นครูสอนศิลปะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สอนวิชาศิลปะ, พละ และเกษตร สอนอยู่ 2 ปีก็กลับมากรุงเทพฯ อยากจะมาเรียนต่อจะมาหาความรู้ใหม่ก็เอาการ์ด Hallmark ที่ได้รางวัลกลับมาสมัครงานที่ Hallmark บอกว่าผมเป็นคนเขียนเลยได้ทำงานอยู่ที่นี่ได้ 1 ปีตอนนั้นวาดการ์ดทั้งวัน วาดสีน้ำ สีน้ำมันเพราะว่าส่วนใหญ่ Hallmark จะนำเข้าส่วนการ์ดของไทยนี่ผมวาด

ต่อมาก็ออกจากงานมาเปิดร้านขายของเก่า เพราะว่าเราชอบของเก่าเปิดร้านที่ฮอลลีวูดสตรีทตรงราชเทวีแล้วก็เลิกขายก็ว่างงาน แฟนก็เลยฝากงานให้เข้าไปทำงานที่ซัมซุง เริ่มงานที่แผนกดิสเพลย์ตอนนั้นยังใช้วุฒิปวช.ล้วนๆ ทำงานที่นี่ได้ 5 ปีก็ไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นหัวหน้างานออกแบบดีไซน์เพราะว่าเรามีหัวทางงานศิลป์

จุดพลิกโผเลย คือแฟนที่คบมา 11 ปีต้องเลิกรากันไปก็เลยออกจากซัมซุง ขายรถขายของขายห้องพักทุกอย่างเพื่อจะไปอเมริกากับเพื่อนที่เรียนกรุงเทพคริสเตียนตอนนั้นตั้งใจไปกัน5 คนแต่วีซ่าไม่ผ่าน 2 คน คือผมกับเพื่อนมีเงินเป็นล้านก็ไม่ผ่านคนประกัน 10 ล้านไม่ผ่าน แต่ที่ผ่านมีเงินใบบัญชี 50,000 บาท พลิกล็อกเลย

ตอนที่ไปขอวีซ่าผมยังทำงานที่ซัมซุงเรียนปี 4 ภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาภาคการตลาด ตอนทำงานซัมซุงผมพยายามส่งตัวเองเรียนเพราะผมรู้ว่ามีแค่หัวศิลปะ มันเป็นเจ้าคนนายคนไม่ได้ผมเลยหาทางเรียนเพิ่ม

Q: เลยตกงานอีกรอบ?

A: มันเหมือนพรหมลิขิตว่าเราจะไม่ได้ไปก็เลยท่องเที่ยวกับเพื่อน 2 คนไปเรื่อย ไปเที่ยวกระบี่ ไร่เลย์ เกาะพีพี 3 เดือนแล้วก็มาเที่ยวเชี่ยงใหม่ช่วงสงกรานต์พอดี

ตอนนั้นผมไม่มีอะไรซักอย่างเลยเพราะขายไปหมดแล้วมีแต่เงินอย่างเดียวก็หาห้องเช่าเพราะว่านอนโรงแรมก็แพงอาพาร์ตเมนต์ถูกกว่า ผมชอบเชียงใหม่มันมีเสน่ห์ของมันอยู่ได้ 1 เดือนก็เจอแฟนเลย ตอนนี้ก็ยังคบกันอยู่ แฟนทำงานเป็นเช็คเกอร์บริษัทเบียร์ตอนนี้เป็นผู้จัดการดูแลภาคเหนือ

ตอนนั้นยังไม่มีงานทำพอดีพี่ชายทำโรงเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพฯ ไอเดียลฟิสิกส์ อยู่ในกลุ่มอาจารย์อุ๊ แล้วพอดีมีห้องแถว 4 ห้องที่เชียงใหม่ตอนนั้นเรียนทางวิดีโอผมก็เป็นครูใหญ่ดูแลโรงเรียนแล้วเอาห้องแถวห้องนึงมาเปิดมินิมาร์ทขายของแต่ว่าเราเป็นคนชอบกินดื่มเที่ยว พอมาทำโรงเรียนมันห้ามหมดเลยก็เลยอยากทำร้านเหล้า

Q: ลาออกมาเปิดผับ?

A: ใจตอนนั้นอยากทำร้านเหล้า อยากมีร้านของตัวเองก็เลยมาเปิดร้านเหล้าของตัวเอง ชื่อร้านตะเกียงร้านเล็กๆ มี 6-7 โต๊ะทำแล้วรุ่งมาก ตอนนั้นวัยรุ่นเชียงใหม่รู้จักดีเลยเพราะว่าเรากระชากด้วยการขายมิกซ์เซอร์ 6 บาท แล้วค่อยๆ ขึ้นมาเป็น 7, 8, 9, 10, 12, 15 บาท ทำได้ปีเดียวเราก็ขยายร้านเซ้งร้านใหม่มีร้านข้างๆ อยู่ไม่ไกลชื่อร้านโคคูนเขาเซ้ง 250,000 บาท มีประมาณ 30-40 โต๊ะก็เลยเซ้งร้านตะเกียงไป 200,000 บาทเพื่อจะเอาไปโปะร้านนี้ 250,000 บาท

คนที่มาดูตะเกียงก็งงว่าเราจะเซ้งทำไมร้านคนเยอะแบบนี้ ผมบอกต้องเซ้งตอนขายดีๆ เขามาดู 2 รอบมีรอบนึงฝนตกหนักมากแต่คนยังเต็มร้านเขาเลยเอา เราก็ให้ใช้ชื่อเดิมด้วย

พอมาที่ใหม่เราก็ทำอาหารเองด้วยเพราะว่ารุ่นพี่คริสเตียนรุ่น 129 เปิดร้านระเบียงอยู่เราก็ขอเข้าไปเรียนทำอาหารตั้งแต่ตอนทำร้านตะเกียง ไปขอเรียนรู้ว่าข้อไก่ทอดทำยังไง กะเพราทำยังไง เลยมีความรู้ทางด้านอาหารตั้งแต่ตอนนั้น แต่เราพัฒนาได้ไวเรื่องอาหารเราคิดเมนูเอง

พอมาร้านใหญ่มี 8 เตาผมทำคนเดียว มีผู้ช่วยกุ๊กอีก 2 คน ตอนนั้นเด็กเสิร์ฟนี่มี 10 กว่าคนเลย ร้านโคคูนเป็นตำนานของเชียงใหม่อีกร้านนึงเลย ตอนนั้นยอดทะลุเป้าเลยคนมาทุกวัน สื่อมาหาเต็มไปหมดหลัง 3 ทุ่มคนเต็มร้าน นักดนตรีเข้าร้านต้องยกกีตาร์เข้า

เราก็เลยได้ไอเดียว่าเราเซ้งแม่งเลยดีกว่า ถ้าจะเซ้งต้องทำตอนขายดีๆ เพราะถ้าขายไม่ดีมึงก็เขียนเซ้งร้านแล้วก็ใส่เหตุผลว่าจะไปนอกเหมือนกันหมด และตอนเซ้งขายดีๆ นี่เราให้เขามาดูร้านเลยขึ้นป้ายเซ้งใส่เบอร์โทร คนโทรมาเยอะมากเพราะสงสัย

Q: แล้วอธิบายคนซื้ออย่างไร?

A: ผมบอกนี่อาชีพกู เดี๋ยวผมไปทำร้านใหม่ โดยที่ไม่เกี่ยวกับร้านนี้เลยไปตัวเปล่า ร้านโคคูนผมทำไม่ถึงปีก็เซ้งได้ล้านนึงเลยก็ไปร้านที่ 3 และ 4    

Q: เรียกว่าตอนนั้นรุ่งมาก?

A: ใช่แต่วิถีชีวิตของเรามันมีขึ้นลง มันมีช่วงที่ลงไปก้นกระทะพอดี แฟนทำงานบริษัทเบียร์เลยชวนมาทำงานอีเวนท์ทำพวกลานเบียร์สดขายเบียร์ทำงานอีเวนท์ทำงานฉาบฉวย 7 วัน 10 วัน ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจเลิกร้านอาหารเลยเพราะว่าอันนี้มันสนุกกว่าเซ้งร้านไปจนหมด

แต่พอหน้าฝนนี่ยอดตกมากเพราะไม่มีคนก็เริ่มติดลบ ตอนนี้ขาลงแล้วผมเลยมาเปิดร้านอาหารตามสั่งที่บ้านของเราเองเพราะว่ามีความรู้เรื่องอาหารอยู่แล้วก็ขายอาหารตามสั่งทุกอย่างสุกี้ ข้าวผัด โจ๊ก ข้าวต้ม ก๊วยจั๊บ ลองทุกอย่างเหมือนโยนหินถามทางอะไรขายดีเก็บอะไรช้าก็เลิกร้านมี 4-5 โต๊ะเอง

Q: ขายอาหารยังสนุกอยู่ไหม?

A: สนุกแต่ผมนี่พูดมึงกูตลอดเลยนะ แต่ว่าเราไม่ได้คิดไรไม่ได้ขึงขังอะไร มึงกูเหมือนเป็นการละลายพฤติกรรม เคยมีคนมาเรียกผมพี่ผมบอกเฮียเรียกผมมึงเลยผม สบายใจกว่า มีความสุขที่ได้พูดแบบที่เราชอบมึงกูมันสะใจดี

มาเรื่องอาหารเราเริ่มตัดรายการอาหารออกตัดไปหลายเมนูจนเหลือบะหมี่สุดท้าย

ตอนที่เราคิดน้ำซุปขึ้นมา ซุปมันทำได้หลายอย่างทำอาหารน้ำซุปนี่สำคัญมากมันเป็นเบสที่ทำอาหารได้ทุกอย่างก๊วยจั๊บน้ำใส ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เกาเหลาเลือดหมูก็ได้

สุดท้ายเป็นบะหมี่เกี๊ยวแล้วผมก็ชอบบะหมี่แล้วชอบกินหมูแดง อยากทำหมูแดงอร่อยๆ เพราะร้านบะหมี่ส่วนใหญ่ทำมาแขวนโชว์สีชมพูหั่นบางอีก ใช้หมูสันนอกกินไม่อร่อย ผมชอบกินติดมันต้องสันในฉ่ำๆ เยิ้มๆ แล้วต้องมีน้ำราดเพราะว่าถ้าไม่มีมันก็ไม่อร่อยเอาน้ำซุปมาใส่มันก็ไม่แห้งอีก

เพราะฉะนั้นหมูแดงผมต้องชิ้นใหญ่กว่าชาวบ้านต้องหั่นหนากว่าชาวบ้าน และบะหมี่แห้งผมต้องมีน้ำราด น้ำราดต้องไม่เหมือนใครอีกไม่ใช้ราดแบบเหนียวๆ แบบพวกตามสถานรถไฟข้นๆ เหนียวๆ ไม่ใช่เราต้องคิดค้นน้ำราดของเราเองทั้งหมด

Q: นี่คือจุดเริ่มต้นของซุ้มเฮียฮ๋ง?

A: สมัยนั้นชื่อร้านก็ใช้เฮียฮ๋ง ตอนที่ผมกลับมาขายอาหารเราทำป้ายร้านว่า “เฮียฮ๋งมาแว๊ววว” เพราะคนที่ติดใจฝีมือเราก็มีอยู่พอตัวกลับมาเราก็ตั้งชื่อจริงจังเป็นซุ้มเฮียฮ๋งเลยแล้วก็เป็นตำนานเลย

ผมเริ่มขายจากบะหมี่ 2 ก้อนนี่แหละ หลายคนคิดว่าดังเพราะออกรายการทีวีต้องบอกว่า กูไม่อยากดังกูอยากได้ตังค์มากกว่าแต่ที่รายการทีวีมาถ่ายทำก็เพราะว่าร้านมันคนเยอะ มีคนมาต่อแถวยาวถ้าร้านคนน้อยๆ ทีวีจะมาถ่ายทำทำไม อย่างสรยุทธ์มาถ่ายทำผมบอกเลยว่าแถวมันมาก่อนสรยุทธ์มาอีก

Q: สาขาแรกมีกี่โต๊ะ?

A: 5-6 โต๊ะแต่เต็มตลอดสมัยนั้น เปิดไม่เป็นเวลาด้วยอย่างน้อยคือเปิด 5 ทุ่มปิดเช้า ผมมันคนกลางคืนแต่ว่าอาศัยเราคุยเก่งทักทายลูกค้าตลอด เฮ้ยมึงมาอีกแล้วเหรอ ขาประจำมาบ่อยเราคุยเล่นตลอดร้านโต๊ะน้อยก็ต้องต่อแถวมันก็เลยเป็นที่พูดกัน

ส่วนสาขา 2 นี้มีราวๆ 30 โต๊ะ แต่ว่ามันยืดหยุ่นได้เพราะว่าโต๊ะมันจัดได้ตลอด เราพยายามหมุนเวียนคนให้เร็วที่สุดทุกวันนี้คิวยาวสุดน่าจะร่วม 100 เมตร เพราะว่ามีคนถ่ายรูปเก็บกันไว้เราแยกคิวเป็น 2 สาย คิวใส่ถุงกับกินที่ร้าน

Q: ชื่อเมนูพ่อมึงตายมาจากไหน?

A: มาจากขนาดของชาม ผมขายบะหมี่ 2 ก้อนพอขายไปเรื่อยๆ มันไม่มัน เราก็เริ่มทำจัมโบ้ขึ้นมาเป็น 4 ก้อน เริ่มมีอาหารจานใหญ่เกิดขึ้นแล้วตอนนั้นสื่อท้องถิ่นก็เริ่มมาแล้ว เชียงใหม่รีวิวมาจากจัมโบ้ก็มีใหญ่เป็นโคตรโบ้เราบอกลูกค้าไปแต่เรายังหาจานไม่ได้เลยจนสุดท้ายเราไปหาจานจนได้ก็มีโคตรโบ้ 12 ก้อน

พอมีโคตรโบ้พวกลูกค้าประจำก็ท้าทายว่า เฮียมันไม่มีใหญ่กว่านี้แล้วเหรอ

ผมบอกมึงท้ากู กูมี จากโคตรโบ้ กูมีโคตรโง่ จากโคตรโบ้ คือโครตโง่ แบบว่าไม่น่าจะมีคนโง่สั่งนะโคตรโง่นี่ 24 ก้อน

จากโคตรโง่ก็มีพวกที่ติดตามมากินต่อเนื่องก็ท้ามาเราก็บอกมีเป็น 36 ก้อน ชื่อว่าโคตรเหี้ย คือเราพูดให้มันขำๆ แต่ว่าจานเรายังไม่มีเลย แต่ตั้งชื่อไปก่อนแต่พอหาจานได้ก็มีคนถามต่ออีกว่ามีใหญ่กว่านี้ไหม

เราก็บอกว่ามี 48 ก้อน คราวนี้ตั้งชื่อว่าเ_็ดเข้ แต่ก็ยังหาจานไม่ได้เหมือนเดิมแต่ตั้งชื่อเมนูไว้ก่อน พอมีเ_็ดเข้ผมบอกว่ากูมีใหญ่กว่านี้อีกนะ 60 ก้อนชื่อ “พ่อมึงตาย”

เมนูพ่อมึงตายตอนแรกที่คิดไว้คือ เดี๋ยวกูจะสั่งทำจานพิเศษเป็น สี่เหลี่ยมแล้วมีฝาปิดแล้วเอารูปพ่อมึงวางลงไปด้วย ในบะหมี่จะกินก็ปักธูป ผมนึกถึงพี่ป๋องเดอะช็อก ผมจะทำเฉพาะกับลูกค้าประจำนะแต่พอดีผมไปเจอจานใหญ่ขนาด 80 ซม.เท่าโต๊ะพอดีก่อน เราเลยเอามาทำบะหมี่พ่อมึงตาย

Q: แล้วเมนูตายก่อนพ่อ?

A: เมื่อปีก่อนมีจัดงานฉลองครบรอบเมนูพ่อมึงตายผมจัดที่ลานหน้าร้านนี้เลยเราจัดฉลองพ่อมึงตาย 1  ปี มีเมนู “ตายก่อนพ่อ” 180 ก้อนมีช้างมาเป็นสปอนเซอร์ เราเอาร้านอาหารมาออกบูธชิมฟรี 30 บูธ ร้านอาหารมาออกฟรีเลยแลกกลับชิมฟรีแต่มึงได้โฆษณาร้านคืนเดียวคนมาเป็นหมื่นๆ แลกกับคนกินฟรีดีกว่าไปโฆษณาอีก คืนนั้นรายการทีวีมาเยอะมาก

นี่คือการตลาดของร้านอาหารเราไม่ทำโฆษณาอะไรเลย เราต้องการให้แฟนเพจของเราล้วนๆ

Q: จุดเปลี่ยนในชีวิตของเฮียฮ๋งอยู่ตรงไหน?

A: คือการค้นหาตัวเองให้เจอ คือรู้ว่าเราคือใครแล้วกำลังทำอะไรอยู่ มึงทำร้านอาหารมึงมีความสุขกับมันจริงหรือเปล่า ทุกวันนี้ผมได้คุยกับลูกค้าอย่างที่ต้องการคุยผมเดินคุยกับทุกโต๊ะเลย

เด็กมันกลัวเสียงดังเวลาตะโกนสั่ง แบบคนเอาเด็กมาด้วยมี 3 ประเภทคือ 1.ตกใจร้องให้เลย 2.กับพวกซนมากๆ นั่งเงียบเลยญาติๆ จะชอบมาก กับ 3.พวกขำอย่างเดียว รอเฮียตะโกน ทุกคนจะงงว่ามันพูดภาษาไรวะ ฟังไม่รู้เรืองมันคืออะไรวะ

Q: ถ้าไม่มีเฟสบุ๊คจะดังแบบนี้ไหม?

A: เฟสบุ๊คมีผลส่วนหนึ่ง แต่ตอนที่แถวยาวมันก็ไม่มีเฟสนะ เพราะสาขาแรกมันเป็นแหล่งชุมชนของนักศึกษา ตอนนั้นผมยังไม่มีเพจเลยค่อยมาเริ่มทำทีหลังแต่ว่ามันก็ช่วยได้เยอะเหมือกัน

Q: คนมาเพราะว่าอะไร

A: เชื่อว่าอันดับ 1 คือขอลองกินซักมื้อวะ ว่ามันเป็นยังไง ทำไมคิวยาวทำไมรีวิวร้านได้ 5 ดาว ยาวเป็นหางว่าวถ้าเราเปิดร้านแล้วได้5 ดาวเยอะๆ นี่คนเห็นก็อยากมาแต่ก็มีคนรีวิวร้านผม 1 ดาวนะ ผมงงเลยในรีวิวบอกว่าซักวันจะมากินให้ได้ ในชีวิตไอ้เหี้ยมึงยังไม่เคยมาเลยเสียประวัติร้านกูหมด

ส่วนที่เหลือก็อยากมารอคิวสัมผัสบรรยากาศมาเจอภาษาพ่อขุนแต่ว่ามาแล้วรับรองจะมีรอยยิ้มกลับไปแน่

Q: คนมากินซ้ำเยอะไหม?

A: คนเชียงใหม่ผมมีฐานอยู่แล้ว ลูกค้าประจำเลยมาให้เฮียด่าเฮียแซวทั้งนั้นเลย ไม่งั้นอยู่ไม่ได้หรอกเชียงใหม่เมืองปราบเซียนจะตายแต่นี่ผมมีพวกเด็กที่ติดวัยรุ่น 20 กว่ามาให้เฮีย 40 กว่าๆ ด่าเล่นๆ แต่เขาก็แซวผู้ใหญ่ได้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว มาคุยเฮฮาแซวได้โดยที่ไม่โกรธ ใครมาครั้งแรกผมยังกล้าแซวเลย

ส่วนคนกรุงเทพฯมา นี่ต้องมาเลยใครเป็นสายดาร์กต้องมา ต้องมาโดนเฮียด่าซักครั้งนึงเอาเพื่อนมาจัดให้อำเพื่อนผมชอบคนอ้วนๆ เตี้ยๆ ดำๆ ทำให้คนอื่นขำ

ร้านผมชามใหญ่ขายออกตลอด คนเชียงใหม่นี่เขาตั้งใจมากินจริงๆ ส่วนคนกรุงเทพฯ เขามา 5 ก็สั่งพ่อมึงตายนะเพราะว่าค่าเดินทางมันแพงกว่าบะหมี่อีก สั่งพ่อมึงตายยังได้ถ่ายรูปอวดเพื่อน อีกส่วนบะหมี่ถ้าเหลือก็ใส่กลับบ้านได้

Q: นักท่องเที่ยวจีนรู้จักเราบ้างยัง?

A: โอ๊ย... มีรายการทีวีจีนมาถ่ายไปออกอากาศทั่วเอเชียมาแล้ว เวลาคนจีนมานี่สนุกจะตายเพราะผมเรียกแมงจีนภาษาเหนือเขาเรียกแมงเลยเรียกแมงจีนมันพูดไม่รู้เรื่อง กูชอบเลยด่ามัน มันก็ยิ้มคนอื่นก็หัวเราะ เขารู้ว่ามันคือการแซวแต่ไม่เข้าใจ ตอนเก็บตังค์มันจะชอบกล่าวขอบคุณว่าเชี่ยๆ เราก็เล่นมุขมึงด่ากูเชี่ยเหรอไอ้สัสเป็นมุขขำๆ พูดแล้วขำๆ ขนาดไม่รู้เรื่องยังยิ้ม

Q: ที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ

A: ในหัวยังมีไอเดียอีกมาก เมนูต่อไปก็มีแล้ว ผมโตมาจากการตั้งชื่ออยู่แล้วร้านเราส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มๆแต่อย่างมาคนเดียวเราก็มีเมนู “คนเดียวก็เสียวได้” มา 2 คนเราก็ตั้งชื่อ “ผัวเมีย” “คู่เกย์” อะไรแบบนี้มา 3 คนก็ “รักสามเส้า” จัดชุดให้มันสนุก

เมนูล่าสุดแต่ยังหาจานไม่ได้ชื่อ “ผัวทิ้ง” ผมได้ไอเดียมาจากมีผู้หญิงเข้าร้านมากินคนเดียวแล้วกินไม่ลงเพราะว่าทะเลาะกับแฟน ดีเลยกูได้ไอเดียทันทีเลยนะ ผัวทิ้งมึงจำไว้เลยนะ ถ้ากูลงเมนูหน้าก็จะใช้ชื่อผัวทิ้ง ขอหาจานแบบครึ่งใบก่อนแบบกินคนเดียวผัวทิ้งแล้วก็จะให้มึงกินฟรีคนแรกเลยอะไรแบบนี้ ลูกค้าก็มีรอยยิ้มได้แค่นี้แหละแต่กูได้ไอเดียจากมึง

ผมพยายามคิดทำอะไรที่มีความสุข คนกินได้เฮฮาไม่มีใครที่มา 5 คนแล้วกินคนละชามเลย มา 2 คนก็ยังสั่งเซตถ้ามึงจะกินชามเดียวมึงกินบะหมี่ปากซอยก็ได้น้อยมาก บะหมี่ร้านผมมันเป็นโมเม้นต์ที่ต้องมาแชร์กันกินแล้วมันถูกกว่าด้วย

Q: เคยมีคนมาขอซื้อไหม?

A: มีติดต่อทาง Inbox มาเยอะมาก แต่ว่ามันมีได้เสียผมมีปัญหาเรื่องคุมน้ำซุป ส่วนหมูแดงน้ำราดเราส่งอยู่แล้ว แต่หัวเชื้อต้อง 1 ลิตรต่อน้ำ 10 ลิตร แต่ถ้ามึงเอาไปเติม 15 ลิตรแล้วแอบใส่ซีอิ๋วขาวมันจืดเลย รสชาติมันเปลี่ยนทันทีถึงแม้สูตรเดียวกันมันจะเสียชื่อเราเลย

ส่วนหมูแดงตอนนี้เราขายส่งอยู่แล้ว แต่ว่าต้องไปอบเอง เราสอนการอบเราส่งน้ำราดให้ร้านข้าวมันไก่ ร้านบะหมี่หลายร้านเลยเอาหมูเราไป เราให้ใช้หน้าผมแต่ไม่ให้ใช้ชื่อร้านใช้ได้แค่ Logo ประมาณกูอยู่นี่นะ แต่เป็นร้านบะหมี่เฉินหลงร้านนี้ใช้หมูแดงของกูแล้วก็มีรูปและพยายามใช้สำนวนภาษาที่คล้ายของร้าน ตอนนี้เชียงใหม่มีหลายร้านที่เอา Logo เราไปใช้พอหมูแดงจากร้านเฮียฮ๋งก็ขายได้มากขึ้นตรงนี้ต่อยอดเราได้ แต่ถ้าเราขายสูตรเราก็จบเลยต่อยอดไม่ได้ เราเลยส่งตรงนี้เรามีเอเย่นต์ส่งทั่วประเทศ

Q: คิดจะขยายสาขา 2 ไหม? 

A: คนที่มากินร้านผมเพราะเขาอยากมาเจอผมไม่งั้นไปแล้วไม่ได้ฟีลกวนตีนผมสร้างตัวแทนไม่ได้นอกจากหาเมียน้อยเพิ่มแล้วไปดูสาขาฮ่าๆ ส่วนจะขึ้นห้างก็ไม่ใช่อีก อย่างเมย่าให้ไปอยู่ฟรีเลยหกเดือนหลายศูนย์อยากให้เราไปอยู่ฟรีเพราะเขาอยากเอาเราไปดึงคน                               

Q: ทุกวันนี้ก็ยังคิวยาว?

A: ลองดูลานจอดรถสิ รถที่มาทะเบียนกรุงเทพฯ เพียบ ร้านเราเปิด 1 ทุ่มแต่คนมาต้องมาก่อน 6 โมงครึ่งเพราะว่ามาทุ่มนี่ไม่ได้เข้าเลยคนนึงอยู่นานไหมอยู่ที่ว่าสั่งอะไรมา 10 คนถ้าสั่งเมนูสู่สุขคตินี่2 ชั่วโมงยังไม่หมดเลยไม่รีบสุดท้ายตบน้ำแข็งไสอีก

ซุ้มเฮียฮ๋งดูๆ ไปก็เหมือนกับเป็นที่สามัคคีธรรมเลยนะมันต้องตั้งใจนัดกัน 10 คนมาเสียตังค์เหมือนไปเที่ยวแต่นี่นัดกันเพื่อมากินบะหมี่เราบางทีมันก็น่าภูมิใจนะ ร้านผมมันแค่บะหมี่เกี๊ยวนะอย่าลืม

Q: มีขาลงบ้างไหม?

A: แน่นอนธุรกิจต้องมีขาขึ้นขาลง ร้านบะหมี่มันก็มีหน้าฝนมีปิดเทอมพอรู้ว่ามันเริ่มลงเราต้องรีบหาอะไรทำ เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าก้นกระทะมันลึกขนาดไหน วิธีการก็คือจัดโปรเล็กๆ โปรขำๆ โปรกวนตีนหรือคิดเมนูใหม่ๆ แบบผัวทิ้งชื่ออกหักมันธรรมดาไป ผัวทิ้งนี่มาคนเดียวพร้อมน้ำตาแถมเป๊บซี่ด้วย

Q: ทุกวันนี้ยังคิดคนเดียว?

A: คิดคนเดียวเลยไม่มีใครแนะนำ คำพูดในร้านผมคิดเองหมดทุกอย่างเราก็เรียนรู้จากลูกค้า ตอนขึ้นราคาผมลองสังเกตดูทุกร้านเขียนว่าต้องขออภัยเพราะว่าวัตถุดิบราคาสูงน้ำมันแพงบลาๆ เขียนยังไงก็ขึ้น ตากูมั่งขออนุญาตปรับราคาเพราะว่าพ่อตาเรียกค่าสินสอดแพงโคตรจบเลยกลายเป็นฮาไปเลย แต่มันก็ขึ้นราคาเหมือนกันแหละต่างกันตรงที่วิธีการสื่อสารแค่นั้นเอง

ร้านอื่นก็สื่อสารสไตล์เขา ผมก็สื่อสารสไตล์ของผม

NUUI WORLD ก้าวสู่ Modern Wellness Lifestyle Brand เปิดตัว NUUI Shot 10 สูตร พร้อม “เก้า นพเก้า” พรีเซนเตอร์ของ NUUI Fiber

จับตา! BEAUTRIUM จาก “ตัวเต็ง” สู่ “ตัวตึง” คว้ารางวัล Retail Asia Awards 2 ปีซ้อน ยกระดับความสำเร็จสู่มาตรฐานใหม่

Yum Brands กำลังเจรจาขาย Pizza Hut ให้กับ LongRange Capital

แบรนด์ลักชูเมินคนจะรวย รีเซตใหญ่ หรูสุดหยุดที่มหาเศรษฐีเท่าน้านนน

แอสเซมบลี ไทย คว้า Gold Award หมวด Rebrand or Relaunch จากเวที The Drum Awards for Marketing APAC 2026

CEO as Brand สูตรพลิกโฉม “นมตรามะลิ” จากแบรนด์ 60 ปี สู่ไวรัลหลักล้านบน TikTok

ฟังเสียงใจตัวเองให้เป็นแล้วจะเห็นความสำเร็จ กว่าจะเป็น L&E Beyond ด้วยหัวใจที่ Alive ของ “แอมป์ อโรชา”

Passion - Patience - People กุญแจ 3 ดอกสู่ความสำเร็จของแบรนด์พันล้านอย่าง GENTLEWOMAN

CEO as Brand สูตรพลิกโฉม “นมตรามะลิ” จากแบรนด์ 60 ปี สู่ไวรัลหลักล้านบน TikTok

Pramy จากศูนย์สู่ 2 พันล้านด้วยอินไซต์คนรักแมว ถอดบทเรียน Outlier สายดาต้า “คริส-ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี”

Read More Stories  

Research

เมื่อ T-Beauty หยุดวิ่งตาม และเริ่มสร้างทางของตัวเอง พร้อมอัปเดต 5 เทรนด์ที่จะกำหนดทิศทาง T-Beauty

รู้จักจีนน้อยไป AI ระดับโลกกำลังคิดแบบปักกิ่ง เมื่อข่าวดีจากทั่วโลกต้องจ่ายเงิน แต่โฆษณาชวนเชื่อจีนให้ฟรี

เมื่อ “คนโสด” เป็นคนหมู่มากของสังคมไทย และกำลังสร้าง “เศรษฐกิจคนโสด” ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม

ไถฟีดอยู่ดีๆ สรุปได้ตั๋วเครื่องบินเฉย! Klook เผยคนไทยกว่า 52% เที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล

Read More Stories  

Digest

คังเซน-เคนโกฯ เปิดตัว 6 ไอเทมใหม่

FWD ประกันชีวิต ต่อยอดอินไซต์ “Micro-communities” เชื่อมผู้คนผ่านความสนใจและไลฟ์สไตล์ ในแคมเปญ “ชอบชีวิตแบบไหนก็ใช้ชีวิตแบบนั้น”

พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดแคมเปญ “พรูเหมาสุขภาพ ให้คุณสบายใจ” ชวนสังคมทบทวนความมั่นคงด้านสุขภาพในวันที่ความเสี่ยงรอบตัวไม่เลือกใคร

Unboxing Ideas

‘L Minimart’ ร้านน้องใหม่จาก Lawson เมื่อความสะดวกจากมินิมาร์ท กับความถูกจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาเจอกัน

‘ChopValue’ บริษัทที่ชุบชีวิตตะเกียบใช้แล้ว กว่า 283 ล้านแท่งให้กลายเป็นของใช้สไตล์มินิมอล ไอเดียดีจนญี่ปุ่นเลิกมองตะเกียบเป็นขยะ!

โตเกียวชุบชีวิต “ตู้โทรศัพท์” สู่จุดกระจาย Wi-Fi ฟรี เพราะของเก่า ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้งเสมอไป

“ไม่มีคำว่าแก่เกินเล่น” เมื่อ LEGO อัปเดตกล่องใหม่เป็น 100+ เพื่อเป็นของขวัญแด่ Sir David Attenborough

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact