หลังเลิกงาน หลายคนแค่ต้องการซื้อของไม่กี่อย่างกลับไปทำอาหารที่บ้าน บางวันอาจขาดแค่ไข่ไก่เพียงไม่กี่ฟอง แต่เมื่อร้านสะดวกซื้อมีราคาสูงกว่า แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกกว่า ก็ไม่ได้อยู่ใกล้บ้าน การซื้อของสำหรับมื้อเย็นธรรมดา ๆ จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องชั่งใจมากขึ้นกว่าที่เคย
นี่คือช่องว่างที่ Lawson มองเห็น จนนำไปสู่การเปิดตัว “L Minimart” ร้านรูปแบบใหม่ที่พยายามรวมข้อดีของทั้งร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตเอาไว้ในที่เดียว โดยเฉพาะในวันที่ผู้บริโภคต้องการทั้งความสะดวก และความประหยัดไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเปิดสาขาแรกอย่างเป็นทางการที่เมืองโคไดระ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมากจนมีคนมาต่อแถวรอจนคิวทะลัก พอถึงเวลาเปิดร้าน ก็มีคนรอเข้าร้านราว 200 คนเลยทีเดียว

Lawson เล่าว่า L Minimart ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ด้วยแนวคิดการนำเสนอ “ราคาของซูเปอร์มาร์เก็ต” ควบคู่กับ “ความสะดวกแบบคอนวีเนียนสโตร์” ภายในร้านจึงมีทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ วัตถุดิบประกอบอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันมากกว่าที่พบใน Lawson ทั่วไป ขณะเดียวกันก็ยังคงมีอาหารพร้อมรับประทานอย่างเบนโตะ แซนด์วิช โอนิกิริ และอาหารพร้อมทานอื่น ๆ ไว้อย่างครบถ้วน
สินค้าหลายรายการวางจำหน่ายในราคาที่แข่งกับซูเปอร์มาร์เก็ตได้ เช่น เต้าหู้ราคา 49 เยน กล้วยราคา 98 เยน และข้าวสารขนาด 5 กิโลกรัมราคา 2,680 เยน ขณะที่อาหารพร้อมรับประทานที่ราคาเพียง 298เยน ซึ่งถือว่าค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับร้านสะดวกซื้อทั่วไป
นอกจากการเพิ่มสินค้าและปรับระดับราคาแล้ว L Minimart ยังนำแนวทางการขายแบบซูเปอร์มาร์เก็ตมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดวันโปรโมชั่นสำหรับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ไข่ นัตโตะ ขนมปัง หรือกิมจิ พร้อมติดปฏิทินโปรโมชั่นภายในร้าน เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าเป็นประจำมากกว่าการแวะซื้อเพียงครั้งคราว
ที่น่าสนใจคือ สาขาแรกของ L Minimart เดิมเคยเป็นร้าน Lawson Store 100 มาก่อน ก่อนจะถูกปรับรูปแบบใหม่ทั้งหมด โดยภายในร้านมีสินค้าราว 4,000 รายการ มากกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป และถูกออกแบบให้รองรับทั้งการซื้ออาหารพร้อมรับประทานในแต่ละมื้อ และการซื้อวัตถุดิบสำหรับนำกลับไปประกอบอาหารที่บ้าน
การเปิดตัว L Minimart จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มแบรนด์ใหม่ภายใต้ Lawson เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดค้าปลีกญี่ปุ่น ในวันที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของทุกการใช้จ่าย และอาจเป็นสัญญาณว่าร้านสะดวกซื้อในอนาคตจำเป็นต้องมอบมากกว่าความสะดวกเพียงอย่างเดียว