ด้วยเหตุผลจากการที่ ธุรกิจค้าปลีก เป็นธุรกิจที่สัมผัสกับผู้บริโภคโดยตรง จึงมีผลต่อการจะทำให้เกิดความยั่งยืนโดยเฉพาะในบริบทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะทั้งเรื่องของการขนส่งสินค้า หรือแม้กระทั่งตัวสินค้าที่นำเสนออยู่ในเชลฟ์เอง อย่างสินค้า เลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกมองว่ามีส่วนต่อการทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อม
ทำให้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นทั้งไฟลต์บังคับและโอกาส เพราะมันผสมผสานสิ่งที่ดีต่อโลกและสิ่งที่ดีต่อการเติบโตของธุรกิจ เห็นได้จากการที่ธุรกิจค้าปลีกชั้นนำทั่วโลกสามารถใช้แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงเป็นแต้มต่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด
การขยับตัวอย่างจริงจังในเรื่องนี้ จึงกลายเป็นวาระที่ต้องเร่งลงมืออย่างเป็นรูปธรรม เราจึงได้เห็น ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างหันมาให้ความใส่ใจกับเรื่องดังกล่าว การขยับตัวของบิ๊กซีที่มีการจับมือกับดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก ร่วมมือยกระดับซัพพลายเชนให้เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยประกาศใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าบิ๊กซีวังน้อยไปยังศูนย์การค้าบิ๊กซีในกรุงเทพฯ และกำลังพิจารณาใช้งานรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ เพื่อมาเสริมทัพการกระจายสินค้าบิ๊กซีไปยังสาขาอื่นๆ ในอนาคตอันใกล้ คืออีกภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
การจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างบิ๊กซีและดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย มีเป้าหมายร่วมกันในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ การริเริ่มใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือในการสร้างซัพพลายเชนที่ยั่งยืน รถขนส่งพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 100%

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน สังคม ล่าสุด บิ๊กซี ร่วมกับพันธมิตร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ผู้นำตลาดระดับโลกด้านโลจิสติกส์ นำรถพลังงานไฟฟ้า (EV) เต็มรูปแบบมาใช้ขนส่งและกระจายสินค้า เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อมุ่งเน้นในการเป็นองค์กรแห่งการเป็น Green Logistics และเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในอีก 28 ปีข้างหน้า หรือปี 2050
“บิ๊กซีจะนำร่องใช้รถพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งกระจายสินค้า ในบิ๊กซี 3 สาขา ในกรุงเทพฯ คือ บิ๊กซี สาขาสะพานควาย บิ๊กซี สาขารัชดา และบิ๊กซี สาขาราชดำริ พร้อมวางแผนขยายเส้นทางและจำนวนรถเพิ่มเติมในระยะยาว ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในอนาคต ทั้งนี้การร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนในการสร้างซัพพลายเชนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ด้าน มร.สตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบิ๊กซีในการดำเนินงานบนค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อการปกป้องโลกและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำและพันธมิตรด้านการขนส่งที่มีความรับผิดชอบในภูมิภาคเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา เราได้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบิ๊กซีและยังคงขนส่งสินค้าของบิ๊กซีไปสู่สาขากว่า 1,800 สาขาทั่วประเทศในปัจจุบัน เราหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการดำเนินงานด้านซัพพลายเชนของบิ๊กซี ผ่านการมอบโซลูชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”
รถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้จะถูกบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการด้านการขนส่งของดีเอชแอล (DHL Connected Control Tower) ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย อาทิ Paragon Route Optimization System, Transport Management System, Telematics, และ MySupplyChain digital platform เพื่อให้ระบบการขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยดีเอชแอลพยายามแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง ซึ่งนอกจากการใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า ยังวางแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซล์ Trailar บนรถเหล่านี้และใช้หัวเชื้อเติมแต่งสำหรับรถขนส่งเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน เราหวังว่าจะสามารถสร้างผลลัพธ์ให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต ผ่านการเพิ่มนวัตกรรมต่างๆ เพื่อนำมาใช้กับยานพาหนะขนส่งทั้งของดีเอชแอลและของผู้รับเหมารายย่อยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป
ถือเป็นอีกการขยับตัวที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว