รู้หรือไม่? ตราหมี (Bear Brand) ไม่ใช่ของเนสท์เล่ตั้งแต่แรก
แต่เป็นแบรนด์ที่เนสท์เล่ซื้อมาจาก Bernese Alps Milk เพื่อตีตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!
เดิมทีตราหมีเป็นแบรนด์นมสวิตเซอร์แลนด์ที่เปิดตัวครั้งแรกในฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อแบรนด์ "Bernese Alps Milk Company" แถมยังมีชื่ออื่น ๆ ตามภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศในแถบนั้น เช่น Susu Cap Beruang ที่แปลว่านมหมีในอินโดนีเซีย และเข้ามาตีตลาดในไทยเมื่อปีค.ศ. 1934 ใช้ชื่อตรงตามตัว คือตราหมีนั่นเอง
แน่นอนว่ามีอีกหลายแบรนด์เลยทีเดียวที่เนสท์เล่เข้าควบรวมเพื่อตีตลาดให้ได้ทั่วโลก ตั้งแต่อาหารจนถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (ที่ตอนนี้ได้ขายไปแล้ว .. ) และเส้นทางสู่การรังสรรค์อาณาจักรรังนกหอมกลิ่นนมแห่งนี้ ผ่านอะไรมาบ้าง? วันนี้ Brand Story จะขอเล่าให้ฟังเอง!
ต้องขอบอกก่อนว่า กว่าจะมาเป็นเนสท์เล่อย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เริ่มจากการแข่งขันระหว่างสองบริษัท คือ “เนสท์เล่” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมและธัญพืช โดยอองรี เนสท์เล่ ผู้คิดค้นอาหารสำหรับทารก หรือฟารีนแลคเต้ (Farine Lactée) ซึ่งในระหว่างนั้นได้เข้าไปช่วยพัฒนาสูตรช็อคโกแลตของแบรนด์ Peter’s Chocolate จึงทำให้เนสท์เล่มีประสบการณ์ต่อยอดนมเป็นขนมหวานมานับไม่ถ้วน

ตัดภาพมาที่ฝั่งคู่แข่งของเนสท์เล่ ณ ตอนนั้นคือ บริษัทแองโกล-สวิส ผู้จำหน่ายนมข้นหวานสัญชาติเดียวกัน แต่มีฐานการผลิตอยู่ประเทศอังกฤษ ภายใต้แบรนด์ “Milkmaid” หรือมีชื่อไทยที่เราคุ้นเคยกันว่า “แหม่มทูนหัว” ที่เข้ามาตีตลาดไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 และเพิ่มอาหารสำหรับทารกลงพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์

สังเกตเห็นหรือไม่? ว่าเนสท์เล่และแองโกล-สวิส มีผลิตภัณฑ์ในพอร์ตฯ ของแบรนด์ที่ “เหมือนกัน” จึงทำให้สองแบรนด์นี้เป็นคู่แข่งกันโดยตรง แต่ก็มาถึงจุดที่ต้องโอนอ่อนให้กัน เมื่อทั้งคู่ต้องการขยายกิจการไปยังสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ เนสท์เล่เลยเข้าควบรวมแองโกล-สวิส กลายเป็นเครือเนสท์เล่อย่างที่เราเห็นในปีค.ศ. 1905
ในตอนนั้นที่สถานการณ์เหมือนจะไปได้ดี เนสท์เล่ได้เป็นเจ้าของโรงงานทั่วยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แถมยังมีโกดังสินค้าที่สิงคโปร์ ฮ่องกง และบอมเบย์อีกด้วย เรียกได้ว่าแทบจะทั่วโลกเลยก็ว่าได้ แต่ดันโดนสงครามโลกครั้งที่ 1 สกัดไว้ก่อน ปัญหาต่าง ๆ จึงเริ่มทยอยเข้ามา ทำให้ความต้องการซื้อนมข้นหวานเพิ่มขึ้น ในขณะที่ขีดจำกัดในการผลิตกลับลดลงทุกที เนสท์เล่จึงปรับการเจาะกลุ่มเป้าหมาย จากเดิมที่โฟกัสฐานการผลิตทั่วโลก เปลี่ยนเป็นโฟกัสที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียแทน ซึ่งทั้งสองเป็นประเทศที่เนสท์เล่เพิ่งเปิดโรงงานใหม่
ผลลัพธ์ดีเกินคาด เมื่อการปรับการโฟกัสฐานการผลิตทำให้เนสท์เล่มีสินค้าสต็อกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งแรก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจขึ้น ๆ ลง ๆ ของธุรกิจต่าง ๆ แต่เนสท์เล่เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ยังมีความสามารถในการเข้าซื้อแบรนด์ย่อยได้ ในปีค.ศ. 1920 เนสท์เล่ได้เข้าซื้อ Peter-Cailler-Kohler แบรนด์ช็อกโกแลตที่เก่าแก่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์
หลังจากนั้นไม่นาน เนสท์เล่ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มรสมอลต์ช็อกโกแลต เป็นแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี “ไมโล” (Milo) สู่ออสเตรเลียเป็นตลาดแรก และเปิดตัวกาแฟสำเร็จรูปสำหรับทุกคน “เนสกาแฟ” (Nescafe) ในปีค.ศ. 1938 หลังจากที่รัฐบาลบราซิลขอความช่วยเหลือจากเนสท์เล่ “ช่วยทำอะไรสักอย่างกับเจ้าเมล็ดกาแฟพวกนี้หน่อยเถอะ มันเยอะจนล้นแล้ว”
เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เนสท์เล่แตกไลน์ผลิตภัณฑ์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเข้าซื้อบริษัท Alimentana เจ้าของแบรนด์ Maggi หรือซอสเหยาะแม็กกี้ที่เราใช้กินกับไข่ดาวในปีค.ศ. 1947 วางจำหน่ายชาเนสที (Nestea) ในตลาดสหรัฐฯ ตามด้วย Nesquik ซึ่งทั้งสองกลายเป็นสินค้าที่ทุกบ้านต้องมี ทั้งยังซื้อบริษัทอาหารแช่แข็ง เวชภัณฑ์ และเครื่องสำอางอีกด้วย แทบจะกลายเป็นอาณาจักรอยู่แล้ว!

อย่างที่ได้เล่าไปเมื่อข้างต้น ว่าสินค้าไลน์แรก ๆ ของเนสท์เล่มี “อาหารสำหรับทารก” ที่จัดอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนนมแม่ มีการโฆษณาและทำการตลาดที่เรียกได้ว่าก้าวร้าวเกินไปสำหรับผู้บริโภค จึงมีการรวมตัวกันต่อต้านเนสท์เล่ในช่วงหนึ่ง จนสมัชชาอนามัยโลกต้องออกประกาศใช้หลักสากลว่าด้วยการตลาดของอาหารทดแทนนมแม่ และเนสท์เล่ได้ร่วมลงนามด้วย ทำให้สิ้นสุดการคว่ำบาตรแบรนด์เนสท์เล่ ณ ตอนนั้น
กลับมาก็ยังคงยิ่งใหญ่เหมือนเดิม เมื่อปี 1985 เนสท์เล่เข้าซื้อคาร์เนชั่น (Carnation) ในราคาสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการธุรกิจในขณะนั้น เนื่องจากเป็นการครอบครองกิจการที่ใหญ่ที่สุด และหนึ่งปีหลังจากการครอบครองคาร์เนชั่น เนสท์เล่ก็ทำการเปิดตัวกาแฟแคปซูล “เนสเปรสโซ่” (Nespresso) โดยเป็นการทำการตลาดเปิดประสบการณ์การเป็นบบาริสต้าอย่างเต็มรูปแบบ
เนสท์เล่ยังเติบโตและแตกกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง หันไปควบรวมบริษัทผลิตน้ำแร่ของฝรั่งเศสและอิตาลี อีกทั้งยังเข้ามาเป็นกำลังหลักในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง กับเนสท์เล่ เพียวริน่า เพทแคร์ (Nestlé Purina Petcare) แถมยังซื้อแบรนด์พิซซ่าแช่แข็งของ Kraft Foods เข้ามาอยู่ในเครือด้วย
ปัจจุบัน เนสท์เล่กลายเป็นเครือเจ้าของแบรนด์ชื่อดังมากมายที่เราคุ้นตา ตั้งแต่ครีมทาหน้ายันอาหารสุนัข ไม่ว่าจะเป็นคิทแคท (KitKat) ที่ซื้อกิจการมาจากบริษัทขนมหวานสัญชาติอังกฤษ เคยมีแบรนด์เวชสำอางอย่าง Cetaphil อยู่ในเครือ (ที่ตอนนี้ขายไปแล้ว) รวมถึงข้าวของเครื่องใช้อีกมากมายที่เราอาจไม่รู้ตัว ว่ากำลังตกเป็นทาสของ “เนสท์เล่” อยู่!
จนถึงตอนนี้ เนสท์เล่เป็นบริษัทอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ประจำปี 2022 ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายของผู้ก่อตั้งบริษัทอย่างคุณอองรี เนสท์เล่ไปมาก
