หากพูดถึงรสชาติยอดนิยมตลอดกาล หนึ่งในนั้นต้องมี “วานิลลา” รสชาติที่ใครๆ ก็ชื่นชอบ ด้วยความหอมละมุนอันเป็นเอกลักษณ์อย่างลงตัว
ซึ่งคุณสมบัติรอบด้านของวานิลลา จึงเป็นคำเปรียบเทียบที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับ “เนสท์เล่” ที่ได้รับรางวัล 2025-2026 Thailand's Most Admired Company คว้าอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจอาหารมานาน 6 ปีซ้อน และในปี 2025 นี้ เนสท์เล่ยังเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจกาแฟ กาแฟสดและกาแฟพร้อมชง ที่ผู้บริโภคไว้วางใจอีกด้วย
“ถ้าเปรียบความสำเร็จของเนสท์เล่ในวันนี้เป็นรสชาติ เราจะบอกว่ามันคือวานิลลาพรีเมียมพร้อมท็อปปิ้งหลากหลาย รสชาติอันกลมกล่อมหอมละมุนของวานิลลาถือเป็นสิ่งที่ครองใจคนไทยมานาน สะท้อนถึงแก่นแท้ของเนสท์เล่ที่มีความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพดีเยี่ยม และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกคน เรามีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่น่าเชื่อถือ ดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล และขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ให้แก่ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และสังคมไทย” คุณวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าว

ส่วนท็อปปิ้งหลากหลาย หมายถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เนสท์เล่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสีสันให้กับตลาด สอดรับกับเทรนด์ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ด้วยความสามารถในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยมานานกว่า 130 ปี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ จึงเกิดเป็น “รสชาติแห่งความเชื่อมั่น” ที่ทำให้เนสท์เล่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาโดยตลอด
อย่างที่รู้กันว่าเนสท์เล่มีแบรนด์มากมายในพอร์ตโฟลิโอ อาทิ เนสกาแฟ สตาร์บัคส์ เนสเพรสโซ ไมโล ตราหมี แม็กกี้ คิทแคท โกโก้ครั้นช์ น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ เอส-26 และเพียวริน่า และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์เหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบและเติบโตในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย คือการให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเป็นอันดับแรก ด้วยการนำอินไซต์ของผู้บริโภคมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เนสท์เล่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แบรนด์คงความทันสมัยและสามารถมอบผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพ สำหรับทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภค ครอบคลุมทุกความต้องการ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างเนสท์เล่กับผู้บริโภค
หนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคคือ “กาแฟ” เนสท์เล่เชื่อว่าทุกคนควรได้ดื่มกาแฟที่ยอดเยี่ยม ด้วยพอร์ตโฟลิโอแบรนด์กาแฟที่แข็งแกร่ง จึงสามารถตอบโจทย์ได้ทุกมิติของรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นเนสกาแฟ แบรนด์กาแฟอันดับ 1 ของประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และยังมีแบรนด์พรีเมียมอย่างสตาร์บัคส์ และเนสเพรสโซ ทำให้เนสท์เล่สามารถเสิร์ฟประสบการณ์กาแฟที่สมบูรณ์แบบได้ในทุกโอกาส ทุกเซกเมนต์
เพื่อตอกย้ำการตอบโจทย์ทุกมิติของรสชาติ เนสท์เล่ได้พัฒนานวัตกรรมกาแฟใหม่ๆ ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภค อาทิ
1. เนสกาแฟ โรสต์คอฟฟี่ เนสท์เล่เปิดตัว “เอสเย็น” นวัตกรรมกาแฟที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อร้านสตรีทฟู้ดโดยเฉพาะ เป็นกาแฟเย็นสไตล์หอมเข้มโดนใจในแบบที่คนไทยชื่นชอบ
2. เนสกาแฟ คอนเซนเทรต เรดี้ทูมิกซ์ กาแฟเข้มข้นพร้อมชง เจาะกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ให้สามารถชงและดื่มกาแฟเย็นดีๆ ได้ง่ายๆ เพียงเทกาแฟเข้มข้นแล้วมิกซ์สนุกได้ตามใจชอบ
3. สตาร์บัคส์ อาร์ทีดี (Starbucks RTD) กาแฟพร้อมดื่มระดับพรีเมียม (Ready-To-Drink) ใน 3 รสชาติ ได้แก่ ลาเต้, อเมริกาโน่, และอเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล โดยสูตรนี้มีจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย

แน่นอนว่า เนสท์เล่ไม่หยุดเพียงเท่านี้และยังคงมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การดื่มกาแฟให้ดียิ่งขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยในทุกไลฟ์สไตล์ด้วยรูปแบบที่หลากหลายสามารถลิ้มรสกาแฟแสนอร่อยได้ทุกที่
เบื้องหลังความเข้มข้นของเนสกาแฟไม่ได้มาจากคนอื่นคนไกล แต่มาจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้าที่คนไทยปลูกเอง ในฐานะที่เนสท์เล่เป็นผู้ซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ที่สุดจากเกษตรกรไทยโดยตรง และสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟด้วยโครงการ NESCAFÉ Plan 2030 เนสท์เล่ได้มอบต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีไปแล้วกว่า 4.7 ล้านต้น พร้อมขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยการส่งเสริมการเพาะปลูกกาแฟด้วยการเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคเพื่อเพิ่มปริมาณ พร้อมยกระดับคุณภาพของผลผลิต และช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเนสท์เล่มีแผนงานที่จะเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้าไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น ตาก และเลย

คุณวิคเตอร์ ย้ำถึงการได้มาซึ่งวัตถุดิบด้วยกระบวนการที่ยั่งยืนของเนสท์เล่ว่า “เมล็ดกาแฟที่เนสกาแฟรับซื้อจากเกษตรกรในประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ 100% และผ่านการรับรองตามมาตรฐานระดับโลก 4C ซึ่งสะท้อนถึงความยั่งยืนตั้งแต่แหล่งเพาะปลูกจนถึงแก้วกาแฟของผู้บริโภค”
ที่น่าสนใจก็คือแนวทางการเกษตรเชิงฟื้นฟูนี้ยังเป็นหัวใจสำคัญของแผนงานไปสู่ Net Zero 2050 ของเนสท์เล่ แผนการนี้จึงถูกนำไปใช้จริงในโครงการปลูกกาแฟและการทำฟาร์มโคนม ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อส่งต่อแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงให้กับคนรุ่นต่อไป เรียกได้ว่าเห็นภาพอนาคตที่สดใสของอุตสาหกรรมกาแฟไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งดูแลสุขภาพของคนไทยและช่วยลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีการลดปริมาณน้ำตาลและโซเดียม ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่ได้รับการรับรองสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice Logo) มากที่สุดในประเทศไทย พร้อมกันนี้ เนสท์เล่ยังทำโครงการเพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการ สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีกับคนไทยมาตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีการกินอยู่อย่างสมดุล
และยังได้ช่วยเหลือชุมชน ด้วยการบริจาคอาหารแก่ผู้ยากไร้และผู้ประสบภัยผ่านมูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS Thailand) โดยมอบอาหารไปแล้วมากกว่า 1 ล้านมื้อ ในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา และเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ เนสท์เล่จึงดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในความโปร่งใส และมาตรฐานคุณภาพสูงสุดของห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งเนสท์เล่ยังสื่อสารอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับโครงการด้านโภชนาการและความยั่งยืน เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง ชัดเจน และน่าเชื่อถือเสมอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เนสท์เล่เป็นองค์กรที่ผู้บริโภคไว้วางใจ
อีกมิติหนึ่ง เนสท์เล่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความหลากหลายและการมีส่วนร่วม จึงขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรด้วยแนวคิด 3E’s คือ Efficiency ทำงานรวดเร็วและยืดหยุ่น, Empowerment ส่งเสริมให้พนักงานกล้าตัดสินใจ และ Engagement พูดคุยอย่างเปิดกว้างรับฟังซึ่งกันและกัน วัฒนธรรมองค์กรของเนสท์เล่ยังตั้งอยู่บนคุณค่าของ “ความเคารพ” (Respect) ด้วยการเคารพตนเอง เคารพผู้อื่น เคารพความแตกต่าง และเคารพต่ออนาคตของโลกใบนี้ ซึ่งเนสท์เล่นำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับพันธมิตรทางธุรกิจทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่เป็นประโยชน์ร่วมกันผ่านการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสและยึดจริยธรรมเป็นที่ตั้ง
“เมื่อพนักงานของเราและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเติบโตไปด้วยกัน เราก็สามารถส่งมอบคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทยและสังคมโดยรวม” คุณวิคเตอร์ กล่าวเสริม
จึงสามารถกล่าวได้ว่า ทุกการเติบโตของเนสท์เล่ ประเทศไทย ตั้งอยู่บนการรักษาสมดุลระหว่างมาตรฐานระดับโลก กับการตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศผ่านการนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาประยุกต์ใช้ผ่านมุมมองคนในพื้นที่ ทั้งในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับรสชาติของคนไทย ตลอดจนการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา และมาตรฐานสากลมาปรับใช้ในการดำเนินงานในประเทศอย่างชาญฉลาด
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้แสดงให้เห็นว่า เนสท์เล่ไม่เพียงแต่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบ “ทุกมิติของรสชาติ” แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนผสมที่ลงตัวเนสท์เล่จึงกลายเป็นบริษัทอาหารและเครื่องดื่มที่ครองใจคนไทย โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับโลก จึงทำให้ “วานิลลาพรีเมียมพร้อมท็อปปิ้งหลากหลาย” ของเนสท์เล่ยังคงเป็นรสชาติแห่งความเชื่อมั่นและเป็นส่วนหนึ่งในทุกๆ มื้อโปรดของคนไทยมาอย่างยาวนาน