ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2022 ถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ว่าจะของกินหรือของใช้ ก็ล้วนแต่มีน้ำมันพืชเป็นหนึ่งในรายการส่วนผสม แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนส่งผลให้ตลาดน้ำมันสำหรับบริโภคเติบโตขึ้น 7% ในเชิงมูลค่า
ถึงแม้ตลาดจะโตขึ้นแต่ปริมาณการขายในกลุ่มน้ำมันพืชกลับลดลง 12% ส่วนหนึ่งเกิดจากราคาที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อน้ำมันต่อครั้งลดลง และบางส่วนอาจจะเลือกซื้อน้ำมันขนาดที่เล็กลง เพื่อให้ได้สินค้าในราคาที่ถูกกว่า น้ำมันจึงเป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับผลกระทบในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
แล้วแบรนด์น้ำมันถั่วเหลืองที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 60% อย่าง “องุ่น” โดยบริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับผล กระทบหรือไม่? คำตอบคือได้รับเช่นเดียวกัน แต่ทำไมน้ำมันพืชองุ่นถึงเป็นสินค้าในดวงใจและสามารถเดินหน้าให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง เราพัฒนากระขบวนการผลิต และยกระดับระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเน้นย้ำเรื่องคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุด ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นได้ว่าจะได้รับน้ำมันที่มีคุณภาพที่ดีและราคาที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน
ด้วยคุณภาพและความใส่ใจที่องุ่นมอบให้กับผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ ทำให้องุ่นสามารถคว้ารางวัลจากผลสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand ในกลุ่มน้ำมันพืช
อย่างที่ได้กล่าวไปว่ามีอุปสรรคมากมายที่ไม่สามารถควบคุมได้ ท่ามกลางความท้าทายของตลาดในปีที่ผ่านมาที่ทำให้ราคาน้ำมันพืชหลายชนิดปรับสูงขึ้นและประสบภาวะขาดตลาด แต่องุ่นยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอยู่เสมอจึงบริหารจัดการสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในทุกช่องทางการขาย โดยยังคงรักษาคุณภาพน้ำมันให้ได้มาตรฐานเช่นเดิม รวมถึงการปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มทางเลือกและตอบสนองความต้องการและบริการด้วยความยืดหยุ่น (Flexibility) ของลูกค้าทั้งกลุ่ม B2B และ B2C

คุณพาชัย จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ว่า “ในช่วงปี 2022 ที่ผ่านมาด้วยสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 เรามี Team Work ที่ดี มีการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยดี และมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการในทุกช่องทาง รวมถึงเตรียมความพร้อมการเปิดประเทศและรองรับการท่องเที่ยวที่กำลังจะกลับมา เราสามารถกระจายสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ”
เพื่อให้ได้น้ำมันพืชที่มีคุณภาพสูง องุ่นยึดมั่นในคุณภาพเราจึงไม่หยุดที่จะลงทุนในการพัฒนาสินค้าคุณภาพและสร้างความมั่นใจต่อลูกค้าเน้นย้ำ สโลแกน “องุ่น ไม่เป็นไขใสสะอาด” ทำให้องุ่นกลายเป็นแบรนด์น้ำมันพืช ที่นำระบบการกลั่นแบบนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต และเทคโนโลยีการบรรจุระบบอัตโนมัติที่ทันสมัย อีกทั้งยังป้องกันการปนเปื้อนจากการผลิตเพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ผู้บริโภคมั่นใจในการเลือกใช้น้ำมันตราองุ่นจึงมีติดบ้านในทุกครัวเรือนเสมอมา
ด้วยความเอาใจใส่ผู้บริโภคในทุกแง่มุมตั้งแต่คุณภาพสินค้าไปจนถึงความสะดวกในการใช้งาน องุ่นพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์และง่ายต่อการใช้งานของผู้บริโภค โดยออกแบบขวดโฉมใหม่ที่ฝาเปิดสะดวก ห่วงดึงง่าย รินน้ำมันเป็นสายไม่เลอะขวด และต่อยอดโดยการพัฒนาขวดด้วย Concept ของ Sustainable Programs ให้มีการใช้พลาสติกลดลง ยกเลิกการใช้พลาสติกหุ้มคอขวด (Cap Seal) อีกทั้งยังนำบรรจุภัณฑ์โฉมใหม่มาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์องุ่นทั้งหมดในปัจจุบัน ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันคาโนลา
มากไปกว่านั้น องุ่นยังเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของน้ำมันมาเป็นอันดับ 1 ใส่ใจในการคัดสรรเมล็ดถั่วเหลืองที่มีคุณภาพ รวมถึงพิถีพิถันทุกขั้นตอนการผลิตและรักษามาตรฐานการผลิตสินค้า อีกทั้งยังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อ สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นหัวใจหลักที่ช่วยรักษาฐานผู้บริโภคทำให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) คุณภาพของน้ำมันถั่วเหลืองจึงกลายเป็นจุดแข็งของแบรนด์องุ่นโดยปริยาย

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าองุ่นเป็นแบรนด์น้ำมันถั่วเหลืองที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากเป็นอันดับ 1 ครองใจผู้บริโภคจำนวนมาก อย่างกลุ่มแม่บ้านและร้านอาหาร และไม่หยุดยั้งที่จะขยายฐานไปยังผู้บริโภคใหม่ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่รักการทำอาหารให้มีความตระหนักถึงผลกระทบของการใช้พลาสติกจำนวนมหาศาล องุ่นจึงทำการตลาดสร้างการรับรู้ระหว่างแบรนด์และฐานผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านแคมเปญ “องุ่นห่วงใย ใส่ใจโลก”
“สำหรับแคมเปญนี้ เราสื่อสารกับผู้บริโภคให้รับรู้ว่าแบรนด์องุ่นเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยลดการใช้พลาสติกลง ถึงแม้จะน้อย แต่ก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดปริมาณขยะให้โลกได้มาก ด้วยการลดใช้พลาสติกถึง 350,000 กิโลกรัม/ปี ซึ่งเราเชื่อว่าผู้บริโภครับรู้ได้ว่าองุ่นเป็นแบรนด์น้ำมันพืชที่มีคุณภาพ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” คุณพาชัย กล่าว
องุ่นมองถึงกลยุทธ์ที่สร้างการดำเนินธุรกิจให้เติบโต โดยมุ่งเน้นพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG ซึ่งไม่ได้ดูแลเฉพาะบุคลากรในองค์กรเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่คู่ค้า ผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ชุมชน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงมือผู้บริโภค โดยองุ่นได้จัดทำโครงการเก็บขวดพลาสติกและขวดน้ำมันพืชที่ใช้แล้วกลับมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี นำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนี้ องุ่นยังมีการจัดทำ Carbon Footprint ทั้งในระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ โดยตั้งเป้าหมายการบรรลุความเป็น กลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2045 และมุ่งสู่การเป็นองค์กรปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2060 เรียกได้ว่าองุ่นเป็นแบรนด์น้ำมันสำหรับบริโภคที่พร้อมจะเปิดประตูสู่สังคมปลอดคาร์บอน
ในภาพของการตลาดเพื่อเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างองุ่นกับคนรุ่นใหม่ องุ่นจึงเปิดตัวแคมเปญ “เลิก(กิน)ไม่ได้...ก็ขอเลือกให้ดีที่สุด” องุ่นมองว่าการได้กินของที่ชอบ คือการสร้างความสุขให้กับตัวเองจึงขอสนับสนุนให้ทุกคนได้กินในสิ่งที่ชอบ แต่ก็ต้องเลือกกินในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยเช่นกัน หากเป็นของทอดก็อยากให้ทอดด้วยน้ำมันพืชตราองุ่น ที่ไม่เป็นไข ใสสะอาด อุดมไปด้วยโอเมก้า 3, 6, 9 และวิตามิน E เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจทุกความต้องการของผู้บริโภค
นอกจากความยั่งยืนขององค์กร องุ่นต่อยอดในการสร้างการจดจำแบรนด์ให้ได้มากที่สุด โดยสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นเข้าถึงทุกช่องทางดิจิตอล (Digitalize) โดยใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นกระบอกเสียงหลักของแบรนด์ และใช้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่หลากหลาย อีกทั้งกระตุ้นการซื้อสินค้า ณ จุดขายผ่านกิจกรรม Roadshow ให้คนรุ่นใหม่รับรู้ถึงการรักษาคุณภาพน้ำมันให้ดีตามที่องุ่นวางมาตรฐานไว้มาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ในอนาคต
สุดท้าย คุณพาชัย มองแนวโน้มการทำธุรกิจในปี 2023 นี้ว่า “สถานการณ์ถือว่าต่างจากปีที่แล้วมาก ปีนี้เราทำการตลาดเชิงรุกมุ่งเน้นให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ เพิ่มทางเลือกให้มีขนาดของสินค้าที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการสร้างความจดจำและพบเห็นองุ่นตามช่องทางต่างๆ เพื่อให้องุ่นเป็นแบรนด์ที่ทุกคนเลือกและไว้วางใจ” ®