ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค การที่แบรนด์สินค้าจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำและครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชที่มีปัจจัยด้านราคาเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ “น้ำมันพืชตราองุ่น” สามารถพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้วยการคว้าอันดับ 1 จากผลสำรวจ 2026 Thailand’s Most Admired Brand มาครองได้สำเร็จ สะท้อนปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้น “ความเชื่อมั่นที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดเป็นเบอร์ 1 ในทุกวันนี้

หากมองถึงเบื้องหลังความเชื่อมั่นดังกล่าว คุณรัตนาภรณ์ วงศ์มณี ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายว่าเป็นเพราะ “น้ำมันพืชตราองุ่น” ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ 3 แกนหลัก ได้แก่ Quality & Consistency, Sustainability & ESG และ Customer Centric & Agility
“น้ำมันพืชตราองุ่น” ให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพที่ได้มาตรฐานการผลิตระดับสากล Quality & Consistency เริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบถั่วเหลือง 100% จากแหล่งเพาะปลูกที่มีคุณภาพ ทั้งผลผลิตเกษตรกรไทยที่ปลูกถั่วเหลือง และนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงแหล่งเกษตรกรที่ไม่ได้มาจากการทำลายป่า (RTRS (Round Table on Responsible Soy) /Non-Biome) ที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสิทธิแรงงานและชุมชน
ด้านกระบวนการผลิตภายใต้ระบบปิด หรือ Closed Loop System ด้วยเทคโนโลยีนาโนที่ทันสมัย ทำให้ได้น้ำมันที่ใสบริสุทธิ์ สะอาด ปลอดภัย ปราศจากสิ่งปนเปื้อน ไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ และที่สำคัญคือปราศจากการเติมสารกันหืนสังเคราะห์
นอกจากนี้ “น้ำมันพืชตราองุ่น” ยังคงคุณค่าทางโภชนาการตามธรรมชาติ ทั้งวิตามินอี และโอเมก้า 3, 6, 9 ไม่มีคอเลสเตอรอลและไขมันทรานส์ 0 กรัม ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพที่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ความโปร่งใสในกระบวนการผลิตนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability ได้ในทุกล็อตการผลิตเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และการได้รับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด (FDA Quality Award) อย่างต่อเนื่อง ที่สะท้อนในด้านคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยและใส่ใจสังคมที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้
ในมิติของความยั่งยืน Sustainability & ESG แบรนด์ “น้ำมันพืชตราองุ่น” แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเป็นแบรนด์ที่ได้รับการรับรอง FSC หรือ Forest Stewardship Council สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจากการลดปริมาณพลาสติกและคาร์บอนฟุตพรินต์ในบรรจุภัณฑ์ได้กว่า 600,000 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutrality ภายในปี 2045 และแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็น Net Zero Emissions ภายในปี 2060 เพื่อส่งต่อโลกที่สะอาดและยั่งยืนสู่คนรุ่นถัดไป
สิ่งสำคัญต่อความสำเร็จที่ผ่านมาคือยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง Customer Centric & Agility ในการวางกลยุทธ์ พร้อมปรับตัวให้เท่าทันต่อสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ในการรักษา Brand Loyalty ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจ ในความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันถั่วเหลืองอันดับ 1 ของครอบครัวคนไทยต่อเนื่อง
“สิ่งที่องุ่นหยัดยืนคือเรื่องของความเชื่อมั่นที่ยั่งยืน เราเป็นเบอร์หนึ่งได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก โดยเราชูจุดแข็งด้านคุณภาพควบคู่กับการมอบความยั่งยืนด้านสุขภาพให้กับผู้บริโภค ซึ่งหัวใจหลักมี 3 แกน คือความสม่ำเสมอของสินค้าต้องดีที่สุดก่อนถึงมือผู้บริโภค และต้องได้มาตรฐานสากล การใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
นอกจากนี้ เราให้ความสำคัญเรื่อง Safety มาตรฐานต้องระดับสากล เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือการคัดคุณภาพถั่วเหลืองทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนถั่วที่ปลูกโดยไม่บุกรุกป่า กระบวนการผลิตในโรงงานเป็นระบบปิด เครื่องจักรทำงานโดยตรงทำให้ไม่มีสิ่งปนเปื้อน และไม่ใส่สารกันหืน นอกจากนี้เรามีระบบ Traceability ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้”
สำหรับกลยุทธ์การตลาดในปี 2026 นี้ “น้ำมันพืชตราองุ่น” ปรับทิศทางจากเดิม สร้างการรับรู้ หรือ Brand Awareness ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง หรือ Top of Heart โดยเน้นการสร้าง Immersive Experience ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคทุกเจนเนอเรชั่นผ่านประสบการณ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการนำเทคโนโลยี AI มาสร้าง Virtual Mascot “น้ององุ่น” เพื่อทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวโภชนาการและสุขภาพให้เป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ทุกหยดใส่ใจ” ควบคู่ไปกับการสร้าง Emotional Connection ในฐานะ “คู่คิด” ของครอบครัว ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ อาทิ รายการ “Foodversation” และ “Kitchen Talk with Angoon” ที่แบ่งปันเคล็ดลับคู่ครัว
รวมถึงกิจกรรม “Secret Taste Cooking for Sustainable Living” ที่ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ GI เพื่อรังสรรค์เมนูที่ยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ “Gourmet & Cuisine Young Chef” เพื่อปั้นนักศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นเชฟมืออาชีพ ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทิศทางในอนาคตของ “น้ำมันพืชตราองุ่น” คือการยกระดับจากผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคสู่การเป็น “Health & Wellness Solution” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Preventative & Proactive
โดยมุ่งเน้นการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ไม่เพียงแค่ดีต่อกาย แต่ต้องดีต่อใจและอารมณ์ ซึ่งจะเป็นการให้น้ำหนักกับเรื่อง Emotional Branding เพื่อเปลี่ยนสมรภูมิการแข่งขันจากราคา Beyond Price Competition มาเป็นการส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้
ล่าสุดแบรนด์ได้ตอกย้ำเจตนารมณ์นี้ผ่านแคมเปญแห่งปี “องุ่น ที่ 1 เรื่องใส่ใจ ใส่ใจทุกจาน ใส่ใจทุกเจน” ที่เชิญชวนผู้บริโภคมาร่วมส่งต่อความดีด้วยความใส่ใจ โดยทุกการแชร์และการมีส่วนร่วมจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคสมทบทุนให้กับมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อดูแลสุขภาพหัวใจของคนไทยไปด้วยกัน
“รางวัลนี้พิสูจน์แล้วว่าน้ำมันพืชตราองุ่นเป็นมากกว่าน้ำมันพืช แต่คือความไว้วางใจเสมือนคนในครอบครัว ก้าวต่อไปเรามุ่งสู่การเป็น Health & Wellness Solution ผ่าน 3 ทิศทางหลัก คือ หนึ่ง Specialization for Aging Society ขยายพอร์ตนวัตกรรมสุขภาพเชิงรุก หรือ Proactive Prevention ที่ดูแลครบทั้งกาย ใจ และอารมณ์ เพื่อรองรับเทรนด์สุขภาพและสังคมสูงวัย ให้ผู้บริโภคตื่นมาพร้อมหัวใจที่แข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจ สอง Beyond Price Competition เราจะก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา สู่การส่งมอบคุณค่าผ่านสินค้า Functional & Innovative ที่ทำให้ทุกครอบครัวสุขภาพดีและปลอดภัยไร้กังวล และสุดท้าย Net Zero Ambition เราตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2045 และ Net Zero ในปี 2060 เพื่อส่งต่อโลกที่สะอาดควบคู่กับสุขภาพที่ดีสู่คนรุ่นถัดไป”
ทั้งหมดนี้คือเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า “น้ำมันพืชตราองุ่น” ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะยกระดับมาตรฐานของตนเอง จากรากฐานความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมอบให้มาอย่างยาวนาน สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทายในการเป็น Health & Wellness Solution ที่พร้อมดูแลคนไทยทั้งสุขภาพกายและใจอย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นพันธสัญญาที่แบรนด์จะยังคงยืนหยัดเป็น “สัญลักษณ์แห่งความใส่ใจ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งต่อรอยยิ้มที่ยั่งยืน ให้กับสมาชิกในครอบครัวไทยทุกเจนเนอเรชันตลอดไป