ตลาดน้ำมันพืชในประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่หากพูดถึงตลาดน้ำมันพืชถั่วเหลือง “ตราองุ่น” ถือเป็นเจ้าตลาดที่ครองส่วนแบ่งมากกว่า 60% ซึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
แบรนด์ที่แข็งแกร่งไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ แต่ต้องมาพร้อมกับความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง การปรับตัวให้ทันกับทุกการเปลี่ยนแปลง และการรักษาแก่นแท้ที่ไม่เคยจางหาย “ความห่วงใย” ที่สะท้อนผ่านสโลแกน “ไม่เป็นไข ใสสะอาด” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตราองุ่นเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมายาวนานเกือบ 60 ปี
คุณพจนีย์ อัศวพัฒนากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจน้ำมันพืช บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงความสำเร็จของแบรนด์ว่า “องุ่นยึดผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลาง พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยความเข้าใจ ห่วงใย และใส่ใจในทุกมิติ ตั้งแต่การผลิต คุณภาพ ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม”


ใส่ใจทุกกระบวนการผลิต เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด
ความใส่ใจในทุกรายละเอียดของกระบวนการผลิตคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่นยังคงรักษาคุณภาพและความโดดเด่นเอาไว้ได้ เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศปีละ 1.5-2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ บริษัทฯ มีทีมจัดซื้อเฝ้าติดตามทุกปัจจัยตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก สภาพอากาศ ค่าขนส่งทางเรือ ไปจนถึงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดีที่สุด
“เราไม่ได้บอกว่าจะต้องได้ต้นทุนที่ถูกที่สุด เพราะเราต้องการเรื่องของคุณภาพ เราเชื่อว่าของดีราคาถูกอาจจะไม่มี ซึ่งต้นทุนที่ดีที่สุดจะช่วยให้เราแข่งขันได้”
นอกจากนี้ ตราองุ่นยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต เช่น เทคโนโลยี Nano Tech ที่ช่วยในการกลั่นน้ำมันให้ใสบริสุทธิ์ รวมถึงเทคโนโลยีการบรรจุระบบอัตโนมัติที่ทันสมัย ที่ช่วยป้องกันการปนเปื้อนและตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety)
ตราองุ่นยังไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ทั้งการออกแบบฝาเปิด-ปิดง่ายไม่ดีดกลับ จุกห่วงที่เปิดง่ายไม่ขาด และขวดที่จับถนัดมือยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกการใช้งานสมบูรณ์แบบที่สุด นี่คือความใส่ใจที่ทำให้ตราองุ่นไม่เคยหยุดนิ่ง
ใส่ใจสุขภาพ ด้วยความจริงใจ
น้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบสำคัญของการทำอาหาร ตราองุ่นจึงให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้บริโภค โดยมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา “เราจะไม่สื่อสารว่าน้ำมันถั่วเหลืองดีที่สุด แต่เราจะบอกว่าน้ำมันถั่วเหลืองเป็นน้ำมันที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด น้ำมันถั่วเหลืองตราองุ่น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้รักสุขภาพ เพราะผลิตจากถั่วเหลืองคุณภาพสูง อุดมด้วย โอเมก้า 3, 6, 9 ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังมีวิตามิน E ที่เหมาะสำหรับการประกอบอาหารได้หลากหลายประเภท ทั้ง ผัด ทอด อบ” คุณพจนีย์ กล่าว
ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทุกวันนี้เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่แค่เรื่องของกระแส แต่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นและอยู่ในใจผู้บริโภคแบบระยะยาว เช่นเดียวกับตราองุ่นที่ไม่ได้แค่พูดแต่ลงมือทำจริงจังมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับโรงงานใหม่ได้มีการลงทุนติดตั้งระบบดักจับฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิต (ESP : Electrostatic Precipitation) ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ แบรนด์ยังใส่ใจในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ โดยติดตั้งระบบเป่าขวดเครื่องใหม่ที่สามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกในขวดบรรจุขนาด 1 L แต่ยังรักษาคุณภาพให้เหมือนเดิม คุณพจนีย์ กล่าวเสริมว่า “ปี 2024 ขวด PET ขนาด 1 ลิตร ได้ลดปริมาณการใช้พลาสติกลงอีก 3 กรัมต่อขวด จากที่เราได้ลดลงไปแล้ว 4 กรัมในปี 2019 ช่วยลดการใช้พลาสติกได้เพิ่มขึ้นอีก 240,000 กิโลกรัมต่อปี รวมตั้งแต่ปี 2019 องุ่นเราช่วยลดพลาสติกรวม 590,000 กิโลกรัมต่อปี ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
สำหรับแผนการทำงานในปีนี้ องุ่นได้นำกล่องรีไซเคิลมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สินค้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการรับรู้ของผู้บริโภค เนื่องจากสีของกล่องที่อาจเข้มขึ้นและดูแตกต่างจากแบรนด์อื่นในตลาด คุณพจนีย์ กล่าวว่า
“เราตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่คุ้นเคย แต่เราเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น พวกเขาไม่ได้มองแค่ความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ แต่ยังให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องุ่นจึงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง”
ปัจจุบัน แบรนด์องุ่นไม่ใช่แค่เรื่องของครัวเรือนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนตัวตนของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Young Gen ที่ไม่ยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ และให้ความสำคัญกับคุณภาพที่สามารถพิสูจน์ได้ ช่วงที่ผ่านมาองุ่นจึงต้องปรับตัว และพัฒนาแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงกับเด็กรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับฐานลูกค้าเดิม ผ่านแนวคิด “ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น”
“เรามองว่าคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ Gen ที่พ่อแม่บอกว่าอันนี้ดีแล้วต้องใช้ แต่พวกเขาจะเป็นคนเลือกเอง เพราะฉะนั้นเราต้องสื่อสารกับเขาให้ถูกวิธี สร้าง Engagement ที่ทำให้พวกเขารู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ไม่ใช่แค่การรับสารฝ่ายเดียว”


หนึ่งในแคมเปญไฮไลต์ที่องุ่นใช้เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ในปีที่ผ่านมา คือ “Gourmet & Cuisine Young Chef 2024” ซึ่งเป็นการแข่งขันทำอาหารสำหรับเชฟรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “Battle of Oil” ที่เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาได้แสดงฝีมือและเรียนรู้การใช้น้ำมันพืชอย่างสร้างสรรค์ คุณพจนีย์ กล่าวเสริมว่า “แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันทำอาหาร แต่มันคือโอกาสที่เราจะให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับแบรนด์ของเราจริงๆ ทดลองใช้ แล้วตัดสินใจเลือกน้ำมันพืชด้วยตัวเองส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป เพราะเราเชื่อว่าองุ่นดีที่สุดคือใส่ใจ และเราจะสื่อสารสิ่งนี้อย่างจริงใจในทุกช่องทาง”
สุดท้ายแล้วในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การรักษาความเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย น้ำมันพืชตราองุ่น เข้าใจถึงความท้าทายนี้ คุณพจนีย์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้แบรนด์ตราองุ่น ได้รับการโหวตจากผู้บริโภคให้เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มน้ำมันพืชจากผลสำรวจ 2025 Thailand's Most Admired Brand มาครองได้สำเร็จอีกปี ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคอย่างแท้จริง