ทิศทางการเติบโตของตลาดค้าปลีกของบ้านเราที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท ตามมุมมองของ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการค้าปลีก นั้น มองว่า ทิศทางการเติบโตกำลังมุ่งมาที่ค้าปลีกในแถวที่ 2 ที่เป็นโลคัล โมเดิร์นเทรด หรือผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ท้องถิ่น ที่ส่วนใหญ่มียอดขายต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 2 พันล้านบาทต่อปี โดยสัดส่วนที่โลคัล โมเดิร์นเทรด มีอยู่ในตลาดค้าปลีกบ้านเราน่าจะมีประมาณ 20% ของตลาดโดยรวม
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเติบโตส่วนหนึ่งของโลคัล โมเดิร์นเทรด ตามมุมมองของซัพพลายเออร์รายใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์นั้น จะมาจาก การเติบโตผ่านการขยายสาขาในไซส์ที่ไม่ใหญ่นัก ซึ่งเป็นการขยายเข้าไปหาลูกค้าถึงในชุมชน ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายได้เป็นอย่างดี
และหากมองย้อนเข้ามาที่การปรับตัวของโลคัล โมเดิร์นเทรดแล้ว จะเข้าใจในสิ่งที่ยูนิลีเวอร์มองได้มากขึ้น เพราะโลคัล โมเดิร์นเทรด ส่วนใหญ่ที่อยู่ในต่างจังหวัดจะมีพื้นฐานมาจากการทำค้าส่งหรือเป็นยี่ปั๊วมาก่อน และมีการทรานส์ฟอร์มตัวเองจากการทำค้าส่งหรือการเป็นยี่ปั๊วในอดีต มาสู่การทำตลาดในรูปแบบผสม ทั้งการขายส่งและขายปลีกในรูปแบบของซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ รวมถึงการปรับตัวเองมาสู่การทำค้าปลีกในรูปแบบของเชน ที่มีหลายสาขา ซึ่งในส่วนหลังนี้กำลังมีเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจ โดยมีบางส่วนที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อาทิ ธนพิริยะ แห่งจังหวัดเชียงราย เคแอนด์เค จังหวัดสงขลา
ขณะที่มีผู้เล่นในกลุ่มนี้อีกรายที่มีการทรานส์ฟอร์มตัวเองจนได้จุดที่ลงตัว และจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ นั่นคือ “มาเธอร์ มาเช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต” (Mother Marche Supermarket) แห่งจังหวัดกระบี่ ที่เดิมทีหากย้อนไป ในเส้นทางการทำธุรกิจแล้วจะพบว่า โลคัล โมเดิร์นเทรดรายนี้ เป็นยี่ปั๊วรายใหญ่ในจังหวัดกระบี่มากว่า 30 ปี

มาเธอร์ มาเช่ จึงเป็นอีกกรณีศึกษาของการปรับตัวของยี่ปั๊วในระบบเดิมมาสู่การทำค้าปลีกที่มีการนำแนวคิดในการบริหารจัดการค้าปลีกสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ โดยเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้บริหารรุ่นที่ 2 เห็นแบบอย่างมาจากการทำซูเปอร์มาร์เก็ตในจังหวัดเชียงใหม่ของริมปิง ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ก่อนหน้านั้น เคยทำห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์มาก่อนที่จะพบจุดลงตัวในการทำตลาดค้าปลีกเซ็กเม้นต์ซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้แบรนด์ ริมปิง ซูเปอร์มาร์เก็ต
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเลือกขยายสาขาด้วยการมีฟอร์แมทของสโตร์ที่หลากหลาย เพื่อเจาะเข้าไปยังลูกค้าแต่ละเซ็กเม้นต์ ไม่ใช่แค่เป็นการทำตลาดแบบเหวี่ยงไปทุกกลุ่มเป้าหมาย โดย “มาเธอร์ มาเช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต” ถูกส่งเข้ามาทำตลาดในจังหวัดกระบี่ เมื่อขยายสาขาได้ประมาณ 4 – 5 สาขา ก็เริ่ม มีแนวคิดในการปรับรูปแบบของสโตร์หรือสาขาให้ครอบคลุมลูกค้าครบทุกเซ็กเม้นต์ ซึ่ง ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการ ด้านค้าปลีกและรองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ในฐานะที่ปรึกษาของมาเธอร์ มาเช่ ให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจว่า การทำ ตลาดของโลคัล โมเดิร์นเทรด จำเป็นต้องมีเครื่องมือให้ครบ เพื่อที่จะสามารถจับปลาได้มากที่สุด นั่นหมายถึงว่า ต้องจับ ลูกค้าทุกกลุ่ม แค่ End User ไม่พอ
จึงเป็นที่มาของการมีฟอร์แมตของร้านออกมา 3 รูปแบบ ไล่ตั้งแต่ “มาเธอร์ มาเช่” ที่จับลูกค้าระดับบน และลูกค้าใน รูปแบบของ B2B ทั้งร้านอาหาร และโรงแรมในจังหวัดกระบี่และจังหวัดข้างเคียง โดยมีสินค้าในกลุ่มของสุรา ไวน์ ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์นำเข้า เป็นไฮไลท์สำคัญของการนำเสนอสินค้า
ส่วนฟอร์แมตที่ 2 จะเป็นฟอร์แมตซูเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้แบรนด์ มาร์เธอร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะเป็นฟอร์แมตที่จับ ลูกค้าท้องถิ่นในโลเคชั่นที่ขยายสาขาเข้าไปเปิด
ขณะที่ฟอร์แมตที่ 3 คือ “มาเธอร์ อีโค” ที่เป็นฟอร์แมตที่เข้าไปเปิดในปั๊มบางจาก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา และมี ตัวเลขการเติบโตของยอดขายที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ ยังมีการขายในรูปแบบค้าส่งที่มาร์เธอร์ มาเช่ จะเป็นเอเย่นต์ของข้าวสาร และเบียร์ไฮเนเก้น รายใหญ่ใน จังหวัดกระบี่ รวมถึงมีการเข้าไปเปิดร้านในอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม อย่างลาซาด้าและช้อปปี้ โดยปัจจุบันมีสาขารวมกันทั้ง หมด 18 สาขา มีสัดส่วนสาขาของมาเธอร์ มาเช่ ที่จับตลาดบนประมาณ 20% หรือประมาณ 4 – 5 สาขา ที่เหลือเป็นสาขา ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนค้าส่งจะมีสัดส่วนประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมด สาขาที่เปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ คือสาขาใน ฟอร์แมต “มาเธอร์ มาเช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต” สาขาไสไทย ซึ่งเป็นสาขาที่ 18 โดยสาขาที่มีอยู่จะกระจายอยู่ทั้งในจังหวัดกระบี่ และใกล้เคียงอย่างสุราษฎร์ธานี แบ่งเป็นพื้นที่จังหวัดกระบี่ 15 สาขา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 สาขา และจังหวัดพังงา 1 สาขา
การทำตลาดในรูปแบบของเชนซูเปอร์มาร์เก็ตนี้ ทำให้ต้องมีระบบหลังบ้านที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของศูนย์กระจาย สินค้า ซึ่งมาเธอร์ มาเช่ เองมีการลงทุนในเรื่องนี้ โดยมีศูนย์กระจายสินค้าที่สามารถรองรับการขยายสาขาได้ทั้งในจังหวัดกระบี่ และใกล้เคียง

เอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมี่ยม สำหรับชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ บอกว่า ในปี 2566 นี้ มีโอกาสขยายตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งในส่วนของรายได้และกำไร โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะโครงการ “ช้อปดีมีคืน ปี 66” ที่เริ่มคิกออฟมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนเพิ่มยอดขายต่อสาขาได้เป็นอย่างดี และนับเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อของลูกค้าแม้จะเป็นห้วงเวลาสั้นๆ โดยบริษัทฯ คาดว่าจะหนุนยอดขายพุ่ง 10-20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2565
นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยบวกจากธุรกิจอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กลับมาสดใสอีกครั้ง หลังรัฐบาลจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 นับเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยบริษัทฯ คาดว่าสาขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น สาขาเกาะพีพี สาขาอ่าวพระนาง จังหวัดกระบี่ และสาขาเขาหลัก จังหวัดพังงา ยอดขายเติบโต 100% ส่วนสาขาต่างๆ ในอีก 15 สาขา คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นกว่า 50%
สำหรับผลประกอบการของ Mother Marche Supermarket ในปี 2564 มีรายได้ 1,123 ล้านบาท และคาดว่ายอดขายในปี 2565 และ 2566 ยอดขายจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2564 จากสภาวะเศรษฐกิจประเทศและเศรษฐกิจโลกที่กลับมาฟื้นตัว
เป็นอีกภาพสะท้อนการเติบโตของโลคัล โมเดิร์นเทรด ที่มีการปรับตัวแบบน่าสนใจรายหนึ่ง....