หากมองเข้ามาที่ยอดขายรวมของค้าปลีกที่เป็นโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่อย่างบิ๊กซีและโลตัสแล้ว พบว่ายอดขายรวมต่อปีของทั้ง 2 รายนี้จะมีรวมกันประมาณ 3 – 4 แสนล้านบาท ซึ่งชิ้นเค้กตรงนี้มีการเติบไม่มากนัก การเติบโตของทั้งคู่จึงต้องมองหาน่านน้ำใหม่ๆ ซึ่งอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ให้มุมมองที่น่าสนใจกับ BrandAge Online ว่า ค้าปลีกที่เป็นโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่นั้น หากจะเติบโตหลังจากนี้ไปต้องมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ที่รวมถึงการขยายการเติบโตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากกำลังซื้อในบ้านเรามีการเติบโตไม่มากนัก โดยมีปัจจัยมาจากรายได้ของประชากรที่มีเพิ่มขึ้นไม่มากนัก
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดของค้าปลีกโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตไม่สูง และน่าจะหดตัวลงในระยะยาว การมองหาโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดี โดยเฉพาะกับการรุกขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้เล่นอย่างบิ๊กซีกำลังทำอยู่ โดยมีการมองถึงการขยายสาขาเข้าไปยังกัมพูชา มาเลเซีย รวมถึงการเข้าไปยังประเทศเวียดนาม
ในช่วงกลางปี 2565 ที่ผ่านมา บีเจซี เจ้าของบิ๊กซีมีการประกาศยุทธศาสตร์ Entering The Next Phase of Growth ออกมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีกนั้นจะมีการขยายสาขาในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ด้วยการวางเป้าหมายสาขาในปี 2569 ไว้ โดยในประเทศไทยมีแผนจะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 7 สาขา เป็น 160 สาขา เปิดร้านสะดวกซื้อ เพิ่ม 1,501 สาขา เป็น 2,853 สาขา เปิดซูเปอร์มาร์เก็ต-ค้าส่งเพิ่ม 25 สาขา เป็น 84 สาขา

ส่วนตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กัมพูชา จะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 5 สาขา เป็น 6 สาขา และเปิดร้านสะดวกซื้อเพิ่ม 275 สาขา เป็น 276 สาขา ขณะที่ในสปป.ลาว จะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่ 2 สาขา และเปิดร้านสะดวกซื้อ 188 สาขา เป็น 245 สาขา
ตลาดเวียดนามน่าจะเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการขยายการเติบโตออกไป เนื่องจากเป็นตลาดที่มีประชากรสูงและน่าจะมีตัวเลขขยับขึ้นไปแตะ 100 ล้านคน ในอีกไม่นานนี้
ขณะที่เศรษฐกิจของเวียดนามก็มีการเติบโตที่ดีต่อเนื่องมาหลายปี ในปีนี้คาดว่า GDP เวียดนามจะโตอยู่ที่ 6.7% ซึ่งขยายตัวสูงเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรในเมือง การขยายตัวของโมเดิร์นเทรดและอัตรานักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสัดส่วนของค้าปลีกที่เป็นโมเดิร์นเทรดในประเทศนี้ยังมีค่อนข้างน้อย เฉลี่ยอยู่แค่ 5 – 6% จึงเป็นสัญญาณบวกที่ดีสำหรับการรุกขยายสาขาเข้าไปในเวียดนาม
ก่อนหน้านั้น กลุ่มเซ็นทรัลมีการคืนชื่อแบรนด์บิ๊กซีหลังหมดสัญญาการขอใช้ชื่อให้กับบิ๊กซี และจะกลายเป็นอีกโอกาสทางการตลาดที่น่าจะทำให้เราได้เห็นการเปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก เอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต ที่ใช้อยู่ก่อนหน้ามาเป็นบิ๊กซี รวมถึงการใช้ชื่อบิ๊กซี สำหรับการลงทุนในสาขาใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

ที่ผ่านมา “บิ๊กซี” เป็นที่รู้จักมานานในเวียดนาม จึงน่าจะกลายเป็นโอกาสที่ดีในการรุกตลาดค้าปลีกของที่นั่น ซึ่งการมีธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่การผลิต จัดจำหน่าย ไปจนถึงการมีร้านค้าปลีกของตัวเอง น่าจะทำให้เข้ามาเป็นตัวช่วยในการเพิ่มศักย ภาพในการรุกตลาดให้มีมากยิ่งขึ้น
ในตลาดเวียดนาม บีเจซีจะมีแบรนด์เอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต ซึ่งเป็นร้านค้าส่งขนาดใหญ่ รวมถึงร้านค้าส่งในรูปแบบของฟู้ด เซอร์วิส มีสาขารวมกันกว่า 20 สาขา นอกจากนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อ ภายใต้แบรนด์บีสมาร์ทที่มีสาขาอยู่มากกว่า 144 สาขา
การบรรลุเป้าหมายในการออกไปเติบโตในตลาดค้าปลีกเพื่อนบ้านนั้นจะมีทั้งที่เข้าไปลงทุนเองและการซื้อธุรกิจค้าปลีกที่มีอยู่เดิม เพื่อทำให้สามารถขยายสาขาได้อย่างก้าวกระโดด
อย่างเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2565 ที่ผ่านมา ได้เข้าซื้อกิจการเชนร้านสะดวกซื้อกีวี่ มาร์ท (Kiwi Mart) ทำให้บิ๊กซีได้สาขาร้านกีวี่ มาร์ท 18 สาขา แบ่งเป็น 17 สาขาในกรุงพนมเปญ และ 1 สาขาในจังหวัดกำปอด (Kampot) ซึ่งเมื่อรวมกับสาขาเดิมที่มีอยู่ คือไฮเปอร์มาร์ท 1 สาขาที่ปอยเปต และสาขาในรูปแบบมินิบิ๊กซีอีก 2 สาขา ทำให้มีสาขาทั้งหมด 21 สาขา โดยจะทยอยเปลี่ยนสาขาเดิมของกีวี่ มาร์ท เป็นบิ๊กซีในปีนี้

สำหรับกีวี่ มาร์ทนั้น ร้านค้าปลีกรายนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2560 โดยเป็นร้านสะดวกซื้อแบบเปิดบริการ 24 ชั่วโมง วางเป้า รองรับลูกค้าทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติ ด้วยมีสินค้าทั้งจากไทย ฝรั่งเศส และสินค้าท้องถิ่น การเข้าซื้อกีวี่ มาร์ทจะทำให้ ตัวเลขจำนวนสาขาของบิ๊กซีในกัมพูชาเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งนั่นจะตามมาด้วยการมีวอลุ่มการขาย และเน็ตเวิร์คสาขาที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
การเข้าซื้อกิจการของกีวี มาร์ทนั้น ตามมาด้วยการได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายไวน์ของประเทศฝรั่งเศส คือบริษัท อินเตอร์ มาเช่ ซึ่งตลาดไวน์ในกัมพูชา ยังมีราคาค่อนข้างถูก เนื่องจากได้สิทธิพิเศษในเรื่องของภาษีนำเข้า ซึ่งจะมีการต่อยอดมาสู่การเปิดสาขาตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาอีกด้วย
ส่วนใน สปป.ลาว บิ๊กซีจะมีสาขาอยู่ประมาณ 60 สาขา ซึ่งทั้งหมดเป็นร้านค้าปลีกไซส์เล็ก ตามแผนมีการมองถึงการเข้าไปลงทุนเปิดสาขาที่เป็นฟอร์แมตไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้อีก 2 สาขา
การรุกขยายสาขาออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ยังคงรูปแบบเดียวกับการรุกขยายสาขาในประเทศ นั่นคือการใช้ ฟอร์แมตสโตร์ที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละโลเคชั่นที่เข้าไปเปิดสาขา โดยจะเชื่อมโยงกับการเป็น Omni - channel ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
ถือเป็นอีกก้าวย่างที่น่าจับตามองไม่น้อย...