มอร์แกนสแตนลีย์คาดการณ์ว่าภายในปี 2040 เศรษฐกิจอวกาศโลกจะมีมูลค่ารวม 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของระบบเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ หรือ New Space Economy ที่จะมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตไปข้างหน้าไม่แพ้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล (New Digital Economy) แน่นอนว่าย่อมส่งผลมาถึงเศรษฐกิจไทยในฐานะเครื่องจักรใหม่เพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ หากทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันและพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศให้รุดหน้ายิ่งขึ้น
ดร.พรพรรณ ตันนุกิจ ผู้อำนวยการกองกิจการการอวกาศแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจอวกาศของประเทศไทยยังอยู่ในจุดเริ่มต้น แต่เต็มไปด้วยศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเชื่อว่าจะเป็นอนาคตของประเทศได้อีกทาง เพราะตอนนี้เริ่มเห็นเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่เข้ามามีบทบาทและอยู่ใกล้ตัวผู้คนในทุกจังหวะของชีวิต ซึ่ง สดช. มีบทบาทในการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ หรือ New Space Economy ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่กฎระเบียบ พัฒนาและส่งเสริมในโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจอวกาศ ด้านวิจัยและพัฒนาบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือจากต่างประเทศ เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดาวเทียมและอวกาศเติบโต มีผู้ประกอบการสร้างสรรค์สินค้าและบริการนวัตกรรมใหม่ในอนาคตโดยฝีมือของคนไทย
“ปกติเวลาพูดถึงดาวเทียมคนจะมองเป็นเรื่องไกลตัว ยิ่งการส่งดาวเทียมออกไปนอกโลกยิ่งเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรม แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้หลอมรวมกับเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีดาวเทียม ทำให้ต้นทุนการสร้างมีราคาถูกลง เพราะดาวเทียมไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่อีกต่อไป ผู้ที่สามารถออกแบบและสร้างดาวเทียมไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเท่านั้น ที่ผ่านมา เยาวชนไทยได้พิสูจน์ผลงานด้านการออกแบบและสร้างดาวเทียมขนาดเล็กในเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ คว้ารางวัลและสร้างเกียรติยศให้กับประเทศนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งประเทศไทยไม่เคยขาดคนเก่ง เพียงแต่เวทีที่จะสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพยังมีอยู่จำกัด”
รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมเพื่อสร้างขีดความสามารถของบุคลากรภายในประเทศด้านการออกแบบดาวเทียม การกำหนดภารกิจ การสร้างและประกอบดาวเทียมขนาดเล็ก เช่น ดาวเทียม CubeSat เนื่องจากดาวเทียมขนาดเล็กมีต้นทุนการผลิตต่ำแต่สามารถใช้งานตอบโจทย์ได้ทั้งเชิงพาณิชย์หรือภารกิจเฉพาะทางได้มากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ หรือ New Space Economy ของประเทศไทย ซึ่งการได้ร่วมมือกับนานาชาติ เช่น องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Space Cooperation Organization: APSCO) ส่งผลให้ได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดองค์ความรู้ของเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการออกแบบและสร้างดาวเทียม ถือเป็นหนึ่งในกลไกหรือเครื่องมือเชิงนโยบายที่ใช้ผลักดันให้บุคลากรของประเทศไทยได้บูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างดาวเทียม อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ มาใช้ในการประดิษฐ์และแก้ปัญหาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง
ล่าสุดได้มีการต่อยอดเป็นกิจกรรม “โครงการ APSCO CubeSat Competition (ACC)” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการพัฒนาดาวเทียม CubeSat ให้แก่ประเทศสมาชิกทั้ง 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน ปากีสถาน อิหร่าน เปรู มองโกเลีย บังคลาเทศและทูร์เคีย โดย สดช. ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร โดยมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม ACC-Thailand หลังจากเล็งเห็นว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เป็นศูนย์รวมขององค์ความรู้และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และมุ่งมั่นส่งเสริมเทคโนโลยีดาวเทียมและกิจการอวกาศมายาวนานกว่า 25 ปี
ผศ. ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีประสบการณ์จากการสร้างดาวเทียมไทยพัฒน์ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ผ่านกิจกรรมนี้
ทั้งนี้ ACC-Thailand เป็นกิจกรรมการแข่งขันการสร้างดาวเทียมเชิงวิศวกรรม (Engineering Model) ที่มีขนาดรวมไม่เกิน 3U ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสเรียนรู้ตั้งแต่การออกแบบภารกิจ การออกแบบดาวเทียม จนกระทั่งสามารถสร้างดาวเทียมเชิงวิศวกรรมได้ด้วยตนเอง โดยให้แต่ละประเทศสมาชิกทำการคัดเลือกทีมเยาวชนเข้าแข่งขันจำนวน 5 ทีม (ทีมละ 5 คน) ร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีการประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เพื่อให้ผลการสร้างดาวเทียมในขั้นตอนต่างๆ เป็นไปตามมาตรฐานสากล จากนั้นจึงทำการคัดเลือกหนึ่งทีมสุดท้ายที่มีศักยภาพสูงสุดของแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อรับทุนสนับสนุนการสร้างดาวเทียมเชิงวิศวกรรมเป็นจำนวน 100,000 USD (ประมาณ 3 ล้านบาทเศษ)
“กิจกรรม ACC-Thailand ในครั้งนี้มีความสำคัญมากในการผลิตบุคลากรซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ โดยเราโฟกัสไปที่เยาวชน นักเรียน และนักศึกษา เพื่อที่พวกเขาเหล่านี้จะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ หรือขอบเขตทางด้านดาวเทียมและอวกาศในประเทศไทยต่อไป ที่สำคัญกิจกรรมนี้ยังเป็นโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งที่เปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถสร้าง Engineering Model ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้แบบก้าวกระโดดและสามารถสร้างนวัตกรรมที่อาจเปลี่ยนโลกด้วยก็เป็นได้”
ด้าน ดร.พรเทพ นวกิจกนก ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการธีออส-2 สำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในฐานะผู้พัฒนาและใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรและภูมิสารสนเทศเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ กล่าวถึงเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่แล้ว ตั้งแต่การสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์มือถือ แอพพลิเคชันนำทาง การเตือนภัยพิบัติต่างๆ การพยากรณ์สภาพอากาศ ไปจนถึงฝุ่น P.M.2.5
“ดาวเทียมแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ ดาวเทียมสื่อสาร จุดประสงค์เพื่อการสื่อสาร, ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร เพื่อสำรวจทรัพยากรและสภาพแวดล้อมของโลก อย่างที่ GISTDA ดูแลอยู่, ดาวเทียมบอกตำแหน่ง เป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คือ Global Positioning Satellite System – GPS ,ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ด้วยภาพถ่ายเรดาร์ และภาพถ่ายอินฟาเรด ใช้สำหรับการพยากรณ์อากาศ และ ดาวเทียมเพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เป็นดาวเทียมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัย มีทั้งในวงโคจรระดับต่ำ (LEO) และระดับกลาง (MEO) รวมถึงดาวเทียมที่เดินทางไปในอวกาศและดาวดวงอื่นเพื่อการสำรวจ”
สุดท้ายนี้ สดช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนในแวดวงเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ ต่างมุ่งหวังว่า ภารกิจของ ACC และ ACC-Thailand จะเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนและพลิกโฉมประเทศไทยจาก ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ ดาวเทียม ที่ไม่เพียงเป็นแค่ดาวเทียมวิจัยทดลอง แต่อาจเป็นดาวเทียมเชิงพาณิชย์ฝีมือคนไทย อันจะมีผลต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ของประเทศไทยในอนาคตและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว