ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยส่งผลกระทบต่อชีวิตคนในหลากหลายด้าน ประเด็นที่น่าสนใจคือหลายครอบครัวที่มีเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี ขาดโอกาสในการเข้าถึงการขอรับคำปรึกษาการเลี้ยงดูบุตรปฐมวัย รวมไปถึงการรักษาทางการแพทย์ ด้วยเหตุผลด้านทุนทรัพย์และการขาดความรู้ ซึ่งเด็กเล็กในวัย 0-6 ปี เป็นช่วงวัยที่สมองกำลังมีพัฒนาการสำคัญ ที่ครอบคลุมการพัฒนาด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และจิตใจ ดังนั้น ผู้ปกครองควรมีความรู้ในการเลี้ยงและดูแลเด็กในวัยนี้ รวมทั้งสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ ตลอดจนการเสริมสร้างพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เด็กได้เติบโตอย่างสมวัย
‘ลูกทำได้’ แชทบอทคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก หนึ่งในกิจการเพื่อสังคมจากโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ Banpu Champions for Change (BC4C) โดย บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และสถาบัน ChangeFusion ที่ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้แก่พ่อแม่มือใหม่ให้สามารถตรวจสอบพัฒนาการลูก ตลอดจนขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อลดภาวะเสี่ยงพัฒนาการล่าช้า ไม่เป็นไปตามวัย โดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวอย่างโทรศัพท์มือถือในการรับบริการผ่านแอปพลิเคชั่น LINE
‘ลูกทำได้’ จากจุดเริ่มต้น สู่โปรเจ็กต์ที่มี Impact ต่อสังคมจริง

คุณปรียสรณ์ อาศรัยราษฎร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ลูกทำได้ จำกัด เผยถึงประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมว่า “ธุรกิจ SE ลูกทำได้ @lukthamdai เป็น Line Official Account ที่คอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงสามปี ในช่วงแรกที่เริ่มโครงการเราประสบปัญหาด้านการหาคนมาร่วมทีม เพราะคนจะมองว่าพัฒนาการเด็กเป็นประเด็นไกลตัว จึงต้องเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องนี้ ผ่าน Workshop พัฒนาการเด็ก และโชคดีที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในเครือข่าย SE อย่างโครงการ BC4C จึงได้รับคำแนะนำเรื่องการประกอบกิจการเพื่อสังคม โดยวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงภายใน รวมไปถึงทุนสนับสนุนจากทางโครงการฯ เพื่อใช้พัฒนาแผนธุรกิจให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นแหล่งพักพิงในช่วงตั้งไข่ของธุรกิจเรา”
จากการเข้าร่วม Incubation Program ในโครงการ BC4C ‘ลูกทำได้’ ได้ผ่านกระบวนการบ่มเพาะจากหลายๆ กิจกรรมในโครงการ เช่น การได้รับคำแนะนำและเชื่อมโยงกับที่ปรึกษาเฉพาะด้าน การสัมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวคิด รูปแบบทางธุกิจ เพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงแนวทางการสร้างรายได้และการสร้างผลกระทบทางสังคม การพัฒนาทักษะที่สำคัญในช่วงของการเริ่มกิจการ เช่น การทำแผนธุรกิจ การทำแผนทดสอบตลาด การวัดผลทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และการนำเสนอกิจการกับนักลงทุน รวมทั้งการให้คำปรึกษาด้านการทำรายงานสรุปโครงการ เป็นต้น
“ความยากลำบากในช่วงแรกคลายลงได้ จากการที่ BC4C ช่วยให้เราทำความเข้าใจเป้าหมายทั้งในเชิงการแก้ไขปัญหาสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีหนึ่งในผู้สนับสนุนอย่าง NIA ที่ให้เงินทุนสนับสนุนเพื่อไปขับเคลื่อนประเด็นที่เราต้องการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้เรามีพื้นฐานที่มั่นคง สามารถก้าวต่อไปได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างทุกวันนี้ โดยปัจจุบันเรามีพ่อแม่ที่เข้ามาใช้บริการต่อเนื่องมากกว่า 2,000 ครอบครัว เกิดการค้นพบภาวะเสี่ยงพัฒนาการล่าช้าทันทีถึง 600 เคส และกำลังทำความร่วมมือกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยมากขึ้น ตามเป้าหมายของลูกทำได้ คือ การสร้างระบบนิเวศเพื่อสุขภาวะ (Healthy Ecosystem) ที่พ่อแม่จะสามารถดูแลลูกได้ผ่านศักยภาพของตนเองโดยพึ่งพาเราน้อยลง”

ทางด้าน สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA หนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาช่วยขยายผล ‘แชทบอทลูกทำได้’ มองเห็น Pain Point และโอกาสที่อยู่ในสังคม โดยมุ่งแสวงหาและส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อสังคมสำหรับใช้เป็นแนวทางการแก้ไขในรูปแบบที่สร้างสรรค์ สามารถทลายข้อจำกัดต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาภชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนได้จริง โดยไม่ทิ้งแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งลูกทำได้ก็เป็นหนึ่งใน SE ที่มีความพร้อมเข้าเกณฑ์การให้การสนับสนุนของ NIA
คุณคุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “‘ลูกทำได้’ เป็นหนึ่งใน SE ที่ NIA ให้ความสนใจมาแต่แรก เนื่องจากตอบโจทย์ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นกระแสสังคมอยู่ในปัจจุบัน ผ่านการเอื้อโอกาสให้ผู้ปกครองสามารถติดตามพัฒนาการของลูกน้อยได้ผ่านเครื่องมืออย่างสมาร์ทโฟน ดีกว่าการต้องเข้าพบแพทย์เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงสำหรับบางครอบครัว และยังต่อยอดไปเป็นแพ็กเกจกิจกรรม ‘30 วัน 30 โปรแกรม’ ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ปกครองในการเล่นกับลูก เพื่อให้ในทุกการเล่นช่วยสร้างความสุขและส่งเสริมพัฒนาการของลูก ภายใต้แนวคิด PERMA Model ที่จะเพิ่มความยั่งยืนทางธุรกิจ โดย NIA คาดหวังให้ผู้ประกอบการ SE รุ่นใหม่ๆ ได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการคิดและการดำเนินงานให้ได้ผลลัพธ์ในระดับเดียวกันนี้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ของเรา เพื่อร่วมกันเดินหน้าสร้างสังคมแห่งความยั่งยืนด้วยธุรกิจเพื่อสังคม”

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เล็งเห็นศักยภาพของ ‘ลูกทำได้’ และมองเห็นแนวทางที่จะนำ ‘ลูกทำได้’ เข้ามาสู่การสร้างเครือข่าย (Networking) การให้บริการประชาชนร่วมกับกรุงเทพมหานคร
คุณณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “สสส. มีภารกิจหลักในการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนในประเทศไทย การสนับสนุนของเราจึงมองไปยัง SE ที่มีจุดมุ่งหมายในเรื่องคล้ายคลึงกัน และนำเรื่องผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมเป็นที่ตั้งมากกว่ารายได้ สำหรับ ‘ลูกทำได้’ ก็เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่เราเล็งเห็นแนวทางการนำไปต่อยอดสู่การสร้างเครือข่าย (Networking) กับกรุงเทพมหานคร ในการให้บริการแก่ประชาชนชาวไทย รวมถึงแรงงานต่างชาติ และผู้อพยพที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก เพราะขอบข่ายการให้บริการของลูกทำได้มีความเป็นลูกผสมระหว่างความเป็นบริการทางออนไลน์ (Digital Service) และการสร้างความรู้โดยใช้ทักษะเป็นฐาน(Skill Based Learning) เพื่อเสริมศักยภาพพ่อแม่ในการเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก ทั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำว่า SE ควรสร้างผลกระทบในเชิงบวกให้กับสังคมโดยไม่เลือกปฏิบัติ สามารถเห็นผลการดำเนินงานได้จริงและต่อยอดไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิมได้ในอนาคตอีกด้วย”