ปี 2565 เป็นอีกหนึ่งปีแห่งประวัติศาสตร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมียอดการผลิต BEV และ PHEV ทะลุ 10.5 ล้านคันเป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า
จากข้อมูลพบว่า BYD แบรนด์รถยนต์จากจีนสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นเจ้าแห่งรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่โดยแซงหน้า Tesla ไปแล้ว ด้วยยอดการเพิ่มผลผลิตที่โตขึ้นมากถึง 211% ในปี 2565 (นับรวมทั้ง BEV และ PHEV) จากจำนวนตรงนี้ทำให้ BYD น่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลกที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 2 ล้านคันในปีเดียว ตลอดจนยังมีแผนเดินหน้าขยายตลาดไปยังนอกประเทศมากขึ้นอีกด้วย
เช่นนั้นแล้ว ถ้ามองที่ผลผลิตรถ EV 100% เพียงอย่างเดียว Tesla ยังถือว่าเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มากสุดเป็นอันดับ 1
เพื่อเห็นภาพรวมอันดับผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วโลกปี 2565 จึงสรุปมาไว้ในกราฟิก ดังนี้

มีใครสังเกตพบจุดน่าสนใจของเรื่องนี้ไหม?
จุดน่าสนใจของกราฟิกนี้ คือ ขาดอีกหนึ่งประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ที่เรียกได้ว่ามีบทบาทในตลาดโลกพอสมควร ไหนจะแบรนด์ต่าง ๆ ที่มาจากประเทศนี้นับได้ว่าเป็นแบรนด์ที่หลายคนเชื่อใจ ไว้วางใจให้เป็นแบรนด์ทรงคุณค่าด้วย ถ้าให้เฉลยประเทศที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กล่าวก็คงจะไม่พ้น “ญี่ปุ่น”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแม้หลายประเทศจะมีแบรนด์สัญชาตินั้น ๆ ของตนเองอยู่แล้ว แต่ยานยนต์จากญี่ปุ่นหลายแบรนด์ สามารถเข้าไปครองใจ ทำให้พลเมืองประเทศนั้น ๆ นิยมรถของญี่ปุ่นได้สำเร็จมาอย่างยาวนาน
กระทั่งมาถึงยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น รถยนต์สันดาปโตช้าลง ผู้คนหันไปให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด จนทำให้ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าโตก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากประเทศจีนที่มีแบรนด์รถยนต์ผลิตรถไฟฟ้าเกิดใหม่อย่างมากมาย แต่เมื่อตัดภาพมาดูประเทศในเอเชียเช่นเดียวกันอย่างญี่ปุ่น พบว่ามียอดขายรถยนต์ EV 100% น้อยมากเมื่อเทียบกับฝั่งจีนและยุโรป ตลอดจนการพัฒนาของรถยนต์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นได้ว่าอยู่ในจุดที่ค่อยเป็นค่อยไปมาก ๆ ซึ่งต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั้งเพื่อนบ้านอย่างจีน หรือฝั่งอเมริกา หรือแม้กระทั่งฝั่งยุโรป ที่เขาพัฒนากันมาหลายปีแล้ว
ทำไมประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเคยครองแชมป์อุตสาหกรรมยานยนต์เบอร์ 1 ของโลก ถึงขยับตัวในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าช้ากว่าประเทศอื่น ๆ
เหตุหลัก ๆ ก็มาจากการที่พลเมืองในญี่ปุ่นยังเชื่อในรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริดมากกว่า ผนวกกับราคาของรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในญี่ปุ่นที่มีราคาสูงมาก ปัจจัยรองลงมา คือ ในส่วนของความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ที่พักอาศัยจึงไม่สามารถติดตั้งแท่นชาร์จในพื้นที่ส่วนตัวได้ ตลอดจนสถานีชาร์จสาธารณะในญี่ปุ่นเรียกได้ว่ายังไม่ได้มีจำนวนมากเพียงพอหากเทียบกับจำนวนประชากร ทำให้คนญี่ปุ่นหลาย ๆ คนเลยยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลของญี่ปุ่นเองก็พยายามผลักดันนโยบายในเรื่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอยู่ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่สามารถเกิดจากแรงผลักดันของฝ่ายเดียวได้ และก่อนหน้านี้เองจะเห็นว่าแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นหลาย ๆ แบรนด์แสดงถึงการเชื่อมั่นในรถยนต์น้ำมันและรถยนต์ไฮบริดอย่างมาก มองว่าการเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้เวลา ถ้าเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปจะส่งผลกระทบหลายด้าน
จวบจนปัจจุบัน บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นหลายค่ายเริ่มหันมาให้ความสนใจ เล็งเห็นความสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า และลงมาลุยตลาดมากขึ้น ซึ่งก็นับเป็นเรื่องราวที่ดี แม้อาจจะเริ่มช้าหน่อย แต่ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว
ต่อจากนี้จะมีรถ EV ที่น่าสนใจอะไรจากฝั่งญี่ปุ่น เข้ามาสร้างการแข่งขันในตลาดหรือทำให้อันดับเจ้าตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนไปได้บ้าง เราคงต้องติดตามและลุ้นเชียร์กันต่อไป