โอกิลวี่ ประเทศไทย เดินหน้าสร้าง “อิมแพค” (Impact) หรือแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อโลก สังคม ความสำเร็จของธุรกิจหรือยอดขาย ผ่าน Big Idea นำมาซึ่งผลงานที่สร้างคุณค่าและน่าจดจำ จนปี 2023 สามารถคว้า 3 รางวัล Grand Prix ระดับโลก ได้แก่ รางวัล Grand LIA เวทีลอนดอน อินเตอร์เนชั่นแนล อวอร์ด 2022 ,รางวัล Best of Discipline เวทีวัน เอเชีย ครีเอทีฟ อวอร์ด 2022 และรางวัล Grand Prix เวทีสไปค์ เอเชีย อวอร์ด 2023
ในยุคใหม่ของเอเจนซี่โฆษณา โอกิลวี่ ประเทศไทย ภายใต้การนำทัพของทีมผู้บริหารชุดใหม่ โดย จิรวรา วีรยวรรธน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กำพล ลักษณะจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ และ ชาตรี โชคมงคลเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์

จิรวรา วีรยวรรธน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอกิลวี่ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในโลกปัจจุบัน ทำให้ผู้คนสื่อสารเชื่อมโยงกันได้รวดเร็วและใกล้ชิดกันมากขึ้น เราสามารถรับรู้และสัมผัสกับประสบการณ์ ความคิด ค่านิยม หรือความฝันต่าง ๆ ของผู้คนนับพันล้านทั่วโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อสิ่งเหล่านี้มาบรรจบกันในรูปแบบของไอเดียสร้างสรรค์และสื่อสาร จากมิติอันหลากหลายบนแพล็ตฟอร์ม หลักการ วัฒนธรรม หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันไป เราจึงสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง หรือ “อิมแพค”ในเชิงบวกให้เกิดขึ้นต่อผู้คน โลก และต่อธุรกิจในวงกว้างและมีประสิทธิผลกว่าเดิม”
โอกิลวี่ จึงนำเสนอแนวทาง “ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้เส้นแบ่ง” (Borderless Creativity) ผ่านการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ในงานยุคใหม่ ที่ไร้เส้นแบ่ง ด้วย 5 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
1) โฆษณา (Advertising) - GROWING BRAND IMPACT
2) ประชาสัมพันธ์ (Public Relations) - GROWING INFLUENCE
3) การสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Experience) - GROWING ENGAGEMENT
4) ที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Consulting) - GROWING & TRANSFORMING BUSINESSES
5) เฮลธ์ (Health) - GROWING WELLNESS
โดยในแง่การดำเนินธุรกิจหลักอย่าง โฆษณา (Advertising) และ ประชาสัมพันธ์ (Public Relations) จะยังดำเนินการอย่างเข้มแข็งต่อไป ในส่วนของ Mega Business อื่น ๆ ที่เหลือ คาดหวังว่าปีนี้จะโตในระดับ 2 Digit โดย ส่วนของการสร้างประสบการณ์ลูกค้า (Experience) ทางโอกิลวี่เองได้ลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีและหาพาร์ทเนอร์ไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของเฮลธ์ (Health) ทางโอกิลวี่เล็งเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่คาดว่าจะเติบโตได้อย่างสวยงาม เนื่องจากเป็นสิ่งที่หลายๆ แบรนด์ลงมาสร้างความเกี่ยวโยงมากขึ้น
ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่าวงการโฆษณามีสัญญาณและผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นจนน่าชื่นใจ เนื่องจากการบริโภคของลูกค้ากลับมาครึกครื้นมากขึ้น แน่นอนว่าแบรนด์ต่าง ๆ ก็ทยอยออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้ส่งผลโดยตรงมายังวงการโฆษณา จนยอด Media spending เพิ่มขึ้น 6% โดยมีทั้งทางดิจิตอลและ Out Of Home

ปัจจุบันผู้บริโภคมองหาแบรนด์ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตลอดจนยังต้องสร้างความยั่งยืนให้กับโลกไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นการสร้างสรรค์งานโฆษณาหรือการสื่อสาร ต้องขับเคลื่อนและสร้างอิมแพคใน 3 มิติ ได้แก่
People ช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น และประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น
Planet ทำให้สังคม ชุมชน และโลกน่าอยู่ขึ้น สำหรับชีวิตผู้คนทั้งในยุคปัจจุบันและอนาคต
Performance มีคุณค่าและศักยภาพที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อผู้บริโภคทั้งในด้านความคิดและการใช้ชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ทางโอกิลวี่ ประเทศไทยจึงนำเสนอแนวคิดในการพัฒนากลยุทธ์สื่อสารที่ส่งผลให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ 3 แนวทาง ประกอบด้วย
1) IMPACT THINKING คือการสร้างสรรค์กลยุทธ์เพื่อให้เป็นโซลูชั่นทางธุรกิจ ใช้องค์ประกอบหลาย ๆ ส่วนที่อาจไม่เกี่ยวข้องกันมาประกอบกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ในหลายมิติ
2) IMPACT CONTEXT คือการพัฒนากลยุทธ์ที่คำนึงถึงบริบทและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการผนวกคอนเทนต์ (Content) และบริบท (Context) ที่มีความเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง
3) IMPACT RESULT คือการพัฒนากลยุทธ์ที่ดึงความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างอิมแพคใน 3 มิติ ได้แก่ People, Planet และ Performance เกิดคุณค่าต่อผู้บริโภค สังคม และธุรกิจ
การนำ “อิมแพค” และ “Borderless Creativity” มาใช้ในการทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดเป็นประสิทธิภาพด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง (Creative Effectiveness) สามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ชัดเจนจากทั้งยอดขาย, Brand Love และ Engagement รวมถึงรางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับ
ต่อจากนี้ไปจะเป็นก้าวที่สำคัญและท้าทายอย่างมากของโอกิลวี่ ประเทศไทย ที่จะต้องรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจนส่งผลกระทบมายังการทำโฆษณา โดย 5 ส่วนสำคัญทางธุรกิจที่จะเป็นตัวหลักในการทำให้บริษัทขับเคลื่อนไปได้ในครั้งนี้