ผนวกกับความสามารถของเทคโนโลยี 5G ได้เข้ามาช่วยยกระดับการทำงานและชีวิตของผู้คนมากขึ้น ทั้งยังผลักดันให้ผู้บริโภคมีอุปกรณ์เคลื่อนที่ในครอบครองมากกว่าหนึ่งเครื่อง ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังของ “คลาวด์ เครือข่าย เอดจ์ และอุปกรณ์” ระบบปฏิบัติการแซดทีอี มายโอเอส (ZTE MyOS) เข้ามาช่วยทลายพรมแดนของอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน และสร้างการเชื่อมต่อระหว่างกันอย่างไร้รอยต่อของระบบนิเวศอุปกรณ์รูปแบบ “1+2+N” อันประกอบไปด้วยโทรศัพท์มือถือ เทอร์มินอลสัญญาณส่วนตัวและประจำบ้าน และผลิตภัณฑ์ต่อพ่วงในระบบนิเวศเดียวกัน
นายจัสติน ลี ซีอีโอ กลุ่มธุรกิจโมบาย ดีไวเซส ประจำภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า แม้ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่สำหรับ ZTE ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อพร้อมรับชีวิตดิจิทัลอัจฉริยะแห่งอนาคต จะเห็นได้จากการพัฒนาอุปกรณ์แท็บเล็ตเอไอ 3 มิติรุ่นแรกของโลก ภายใต้แบรนด์นูเบีย "นูเบีย แพด ทรีดี" (Nubia Pad 3D) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวครั้งแรกในงานโมบายล์ เวิลด์ คองเกรส (MWC) ปี 2566 เพื่อ ส่งมอบประสบการณ์การใช้งานบนแท็บเล็ตที่มาพร้อมกับการสตรีม และการเล่นเกมแบบ 3 มิติ ให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับการสร้างสรรค์และแบ่งปันคอนเทนต์โดยไม่ต้องสวมแว่นตา นับเป็นแท็บเล็ตที่เหนือล้ำกว่าทุกรุ่นที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันนี้
“จากสถานการณ์ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง แต่ทว่าสมาร์ทโฟน 5G ยังคงได้รับความนิยมและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น รวมถึงตลาดโมบายเกมเช่นเดียวกัน จากการวิจัยตลาดของ
รีเสิร์จ แอนด์ มาร์เก็ตคาดการณ์ว่าตลาดเกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 8.5% โดยในปีที่แล้วมีจำนวนผู้เล่นเกมออนไลน์บนมือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นกว่า 250 ล้านคน จากมาเลเซีย ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ถือเป็นหกตลาดเกมมือถือหลักที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการลงทุนขยายเครือข่าย 5G และเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เป็นปัจจัยหลักผลักดันศักยภาพการเติบโตอย่างมหาศาล รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ e-sports ยังเข้ามาช่วยกระตุ้นตลาดเกมในภูมิภาคนี้อีกด้วย แซดทีอีตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน 3% ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเติบโตกว่า 100% ภายใน 3 ปีนับจากนี้” นายจัสติน ลี กล่าว