หลายปีที่ผ่านมา ในส่วนของธุรกิจประกันทั้งฝั่งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย มีอัตราการเติบโตอยู่ตลอด โดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 5% แม้อยู่ในช่วงวิกฤตโรคระบาดก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตที่ลดลงบ้างแต่ก็ยังนับว่ามีการเติบโตอยู่ดี จนกระทั่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นทำให้ธุรกิจประกันกลับมาเติบโตตามเช่นกัน

ดร.อัญชลิน พรรรณนิภา ประธานกรรมการ บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทาง TQM เล็งเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจในตลาดประกันอีกมาก เนื่องจากทุกวันนี้ยังมีช่องว่างให้เติบโตอยู่พอสมควร”
สังเกตได้จากธุรกิจการทำประกันวินาศภัยที่มีข้อมูลชี้ว่า บ้านอยู่อาศัยทั่วประเทศไทยปัจจุบันมีทั้งหมดประมาณ 28 ล้านหลังคาเรือน มีเพียง 20% ของทั้งหมดที่เข้าสู่ระบบประกัน อีกทั้งทรัพย์สินในบ้านต่างๆ ก็ยังไม่มีประกัน เมื่อเกิดภัยไม่ว่าจะไฟไหม้ น้ำท่วม หรือโจรกรรมทรัพย์สินเหล่านั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ เลย ในฝั่งของประกันสุขภาพก็ดี ครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ ทำให้ผู้คนต่างตระหนักและให้ความสำคัญในการทำประกันสุขภาพมากขึ้น ผนวกกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ทำให้การทำประกันสุขภาพเติบโตมากถึง 2 หลัก

ด้าน ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มองว่าการทำประกันเป็นประโยชน์และมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น”
ไม่เพียงเท่านั้น พฤติกรรมการใช้รถยนต์ของผู้บริโภคในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ทำให้เห็นว่าผู้คนนิยมรถยนต์ EV มากขึ้น โดยรถยนต์ดังกล่าวแม้จะยังมีราคาซื้อที่ไม่สูงมาก แต่ในด้านของค่าซ่อมบำรุงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่มากพอสมควร ฉะนั้นแล้วการทำประกันรถยนต์จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้รถบนท้องถนนต่างต้องคำนึงถึงตามมา เพราะถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดกับผู้ร่วมเดินทางบนท้องถนนที่ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมา อาจทำให้ต้องรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายที่หนักใช่เล่น จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดต่อว่าถ้ามีประกันที่สามารถดูแลครอบคลุมคงจะอุ่นใจในการเดินทางไม่น้อย
“ในฝั่งของผู้ให้บริการเมื่อเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จำเป็นอย่างมากที่จะต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดสินค้าและบริการที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด เพื่อสร้างหนทางการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร” ดร.อัญชลิน กล่าว
ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจกว่า 7 ทศวรรษของ TQM ที่สร้างการเติบโตอย่างช้าๆ แต่คำนึงถึงความยั่งยืนเป็นสำคัญ คล้ายการเติบโตของต้นสนที่ค่อยๆ โตแต่อายุยืน ซึ่งต่างจากธุรกิจทั่วไปที่อาจจะเติบโตเหมือนต้นไผ่ที่โตไวแต่อายุขัยสั้น สอดคล้องตามปรัชญาการทำธุรกิจของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “ริเน็น” โดยปรัชญานี้มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ TQM ให้ความสำคัญมาอย่างยาวนานจนสามารถเข้าไป ครองใจผู้บริโภคสำเร็จ
“การดูแลพนักงานดีจะทำให้พนักงานดูแลลูกค้าดี สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าได้ ลูกค้าก็จะเหมือนมีเพื่อนคู่คิด และในส่วนของสังคมถ้าเราคืนสิ่งที่ดีสู่สังคม ธุรกิจก็จะเข้าไปอยู่ในใจคนหมู่มาก และเป็นอันดับ 1 ในใจของพวกเขาเมื่อถึงตอนต้องตัดสินใจซื้อในที่สุด”
นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในธุรกิจ TQM จึงเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้จะให้ความสำคัญกับธุรกิจการเงินเป็นพิเศษ พร้อมทั้งดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยอย่าง AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้บริโภคให้สามารถรองรับทุกความต้องการและสร้างบริการที่รวดเร็วแม่นยำสอดรับกับทุกความเปลี่ยนแปลง ให้คงความเป็นผู้นำและครองใจผู้บริโภคต่อไปได้