ปีนี้ เป็นปีที่หนังสือการ์ตูนอย่าง “ขายหัวเราะ” จะอายุ 50 ปีที่อยู่คู่กับเสียงหัวเราะของคนไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่หนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งจะมีอายุยืนยาวจนก้าวขึ้นมาเป็น “ฮาสามัญประจำบ้าน” ในฐานะหนังสือการ์ตูนตลกแก๊กสามช่องจบและหนึ่งช่องจบที่อยู่คู่คนไทย
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า ก็คือ วันนี้ ขายหัวเราะ ไม่ใช่แค่เป็นหนังสือการ์ตูนที่มีการสร้างรายได้จากการเป็นมีเดีย แต่สามารถผลักดันตัวเองจนก้าวข้ามไปสู่การเป็นคาแรคเตอร์แบรนด์ที่ทรงพลัง และถูกต่อยอดในการทำตลาดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งพิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเครือ Vithita Group (วิธิตากรุ๊ป) ทายาทของ วิธิต อุตสาหจิต หรือ บก.วิติ๊ด สุดโหด ตัวอ้วนกลม ซึ่งถูกนักเขียน เขียนล้อเลียนมากที่สุด ลูกสาวบอก วิธิต ผู้เข้ามาสืบทอดอาณาจักรขายเสียงหัวเราะ บอกกับเราไว้อย่างน่าสนใจว่า การเข้ามารับไม้ต่อในการบริหารนั้น เป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่กำลังเกิดคลื่น Disruption ซึ่งแน่นอนว่า หนังสือขายหัวเราะที่ในช่วงเวลานั้นยังคงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบด้วย
“เรามีการปรับ Business Model ใหม่ โดยมองว่าขายหัวเราะไม่ใช่เป็นแค่มีเดียอีกต่อไป แต่เราต้องการเป็นคาแรคเตอร์แบรนด์ที่มีโมเดลในการสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทาง โดยใช้จุดแข็งของการเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักที่ส่งมอบความสุขให้คนไทยผ่านเสียงหัวเราะจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน”

มุมมองที่ถูกเปลี่ยนไปจากแค่การเป็นหนังสือการ์ตูนมาสู่การเป็นแบรนด์นั้น ถูกจัดโครงสร้างของแบรนด์ออกมาอย่างชัดเจน โดยมี “ขายหัวเราะ” เป็นเสมือนแบรนด์หลัก ขณะเดียวกันก็มี ซับ แบรนด์ ที่แยกย่อยออกไปตามตัวการ์ตูนในเล่มที่ต่างก็มีคาแรคเตอร์และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
อาทิ ตัว บอกอ วิติ๊ด คุณโฉลง โจรมุมตึก ปังปอนด์ หรือหนูหิ่น ที่ต่างก็เป็นตัวการ์ตูนอยู่ในหนังสือขายหัวเราะ - มหาสนุก ที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี และแต่ละซับแบรนด์นี้ ต่างก็มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน อย่างปังปอนด์ จะเป็นคาแรคเตอร์แบรนด์ของกลุ่มเป้าหมายเด็กและครอบครัว หนูหิ่นกับคุณมิลค์ จะเป็นคาแรคเตอร์แบรนด์ที่วัยรุ่นชื่นชอบ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยมัธยม หรือตัวการ์ตูนในขายหัวเราะ จะมีกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างแมสหน่อย
เช่นเดียวกับการเรื่องผลักดันตัวเองเข้าไปในโซเชียลมีเดียทุกแพล็ตฟอร์ม เพื่อรับกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเสพสื่อของคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันตัวหนังสือก็ยังวางขายอยู่ และยังคงได้รับการตอบรับจากคนอ่านรุ่นเดิมๆ เป็นอย่างดี

พิมพ์พิชา บอกว่า ก่อนหน้าที่จะเข้ามาบริหารต่อจากคุณพ่อ เราไม่มี Business Model ที่ชัดเจน จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พร้อมกับวาง Positioning ตัวเองเป็นแบรนด์ คาแรคเตอร์การ์ตูน ที่ตลก สนุกสนาน เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดการทำธุรกิจได้หลากหลาย โดยไม่ได้มองว่า จะเป็นแบรนด์ที่ทำกำไรสูงสุด แต่ต้องการเป็นแบรนด์ที่มีอายุยืนยาวสุด มีการเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาว
การปรับ Business Model ในครั้งนั้น ตามมาด้วยรูปแบบการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรายได้จาก Licensing รายได้จากการเป็นมีเดีย รายได้จาก Merchandising และรายได้จากอีเว้นต์
อย่างเรื่องของ Licensing ที่มีการจับมือกับแบรนด์ได้ในการทำ Collaboration Marketing ที่เคยมีบิ๊กแคมเปญการร่วมมือกันระหว่าง “แสนสิริ” และ “ขายหัวเรา”’ เพื่อผสานที่อยู่อาศัยที่มีแต่ความสุข เข้ากับการ์ตูนมากความสนุก ที่เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะ หรือล่าสุดกับการจับมือกับแม็คยีนส์ ทำกลยุทธ์คอลลาบอเรชั่น “Mc x ขายหัวเราะ” เปิดตัวคอลเลกชั่น “Mc โอเวอร์” และการร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โปรโมทการท่องเที่ยวผ่านการ์ตูนคนติดเกาะที่มีเกาะในการ์ตูนจริงๆ นำมาโปรโมทเป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นต้น
เช่นเดียวกับการทำอีเว้นต์อย่าง “ฮาราธอน” ที่เป็นการทำอีเว้นต์รายการวิ่งมาราธอนในรูปแบบของขายหัวเราะในช่วงปี 2562 ซึ่งในส่วนของอีเว้นต์นั้น ตัวการ์ตูนอย่างปังปอนด์ถูกนำไปใช้ในการจัดอีเว้นต์ของพาร์ทเนอร์เป็นประจำ โดยเฉพาะการจัดอีเว้นต์ในห้างหรือศูนย์การค้า

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจากการปรับ Business Model ใหม่แล้ว ขายหัวเราะ ยังมีการปรับรูปแบบการทำงานสร้างสรรค์ให้ออกมาเป็นการทำงานแบบ “สตูดิโอ” ที่เป็นรูปแบบการทำงานของบรรดาแบรนด์การ์ตูนหรือตัวคาแรคเตอร์แบรนด์ชื่อดังของโลก ที่ไม่ได้อิงหรือพึ่งพานักเขียนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ใช้การระดมความคิดสร้างสรรค์ผ่านทีมสร้างสรรค์ ซึ่งผู้บริหารของขายหัวเราะบอกว่า ในต่างประเทศเป็นระบบสตูดิโอนานแล้ว ซึ่งการทำงานในรูปแบบนี้ จะทำให้ตัวคาแรคเตอร์ แบรนด์ มีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น
ส่วนเป้าหมายในอนาคตนั้น พิมพ์พิชา บอกกับเราว่า ต้องการสร้างให้ “ขายหัวเราะ” เป็น อีโคซิสเท็มที่แข็งแกร่งของครีเอทีฟ อีโคโนมี เพื่อผลักดันให้ขายหัวเราะ เป็นซอฟท์ เพาเวอร์ ของประเทศไทยที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ซึ่งคงต้องใช้เวลาในการทำ และต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการเข้ามาช่วยขับเคลื่อนตรงนั้น
แต่อย่างน้อยๆ วันนี้ ขายหัวเราะ ไม่ใช่แค่เป็นหนังสือการ์ตูน แต่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นคาแรคเตอร์ การ์ตูน แบรนด์ ที่พร้อมจะถูกนำไปต่อยอดได้ในหลากหลายรูปแบบ....