วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย ขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเข้าถึงลูกค้าที่มีอยู่ทั่วทุกจังหวัด เดินหน้าเปิดสาขาครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย หลังการเปิดสาขาล่าสุดในจังหวัดอุทัยธานี ทำให้วัตสันกลายเป็นร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามรายแรกที่มีสาขาครอบคลุมทุกจังหวัด และมีจำนวนสาขามากที่สุดรวมทั่วประเทศกว่า 670 สาขา
หากมองเข้ามาที่แต่ละพื้นที่แล้วพบว่า ภาคกลาง เป็นภูมิภาคที่มีจำนวนสาขามากที่สุดของวัตสัน ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก โดย Flagship Store หรือสาขาที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 2 ด้วยสถานที่ตั้งใจกลางเมือง ทำให้สาขาแห่งนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน รวมไปถึงนักท่องเที่ยว
วัตสัน เปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทย ณ ตึกมณียาเซ็นเตอร์ ในปี 2539 โดยตลอด 27 ปีที่ผ่านมา วัตสัน ได้เดินหน้าขยายสาขาไปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับ 1 ที่สร้างปรากฏการณ์มากมายให้กับวงการค้าปลีกด้านสุขภาพและความงาม ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของสาขาครบ 100 สาขาในระยะเวลา 9 ปี พร้อมก้าวกระโดดสู่ 500 สาขา ในปีพ.ศ. 2561 และเปิดสาขาครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2566 สะท้อนการเติบโตที่มั่นคง และความสำเร็จในการขยายเครือข่ายสาขาของวัตสัน ประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
การเปิดสาขาครั้งแรกของวัตสันในประเทศไทย ถือเป็นการก้าวสู่ช่วงเวลาที่ตลาดค้าปลีกของบ้านเรา เดินทางมาสู่ยุคที่ตลาดค้าปลีกมีการแบ่งเซ็กเม้นต์ออกมาอย่างชัดเจน อาทิ ค้าปลีกเซ็กเม้นต์ที่เป็นห้างสรรพสินค้า ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่แยกตัวออกจากการอยู่ในห้างสรรพสินค้า ทั้งในเรื่องของการตั้งสาขา และการบริหารจัดการต่างๆ และค้าปลีกในเซ็กเม้นต์ที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าแบบถูกทุกวัน เป็นต้น
ขณะที่ วัตสันเองถือเป็นร้านในรูปแบบ Specialty Store ที่ขายสินค้าในกลุ่มเพอร์ซันนั่ลแคร์ สุขภาพและความงาม ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังแทบจะไม่มีคู่แข่งขัน ทำให้วัตสันที่นำโนว์ฮาวการทำตลาดจากจีนและฮ่องกงมาปรับใช้ในบ้านเรา มีการเติบโตและเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว

นวลพรรณ ชัยนาม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ วัตสัน ประเทศไทยสามารถเข้าถึงลูกค้าที่มีอยู่ทั่วทุกจังหวัดได้แล้ว ด้วยการเปิดสาขาล่าสุดอย่างอุทัยธานี ซึ่งเป็นสาขาในจังหวัดที่ 77 ของวัตสันในประเทศไทย ในอนาคตเรายังคงเดินหน้าขยายธุรกิจไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินหน้าเปิดสาขาใหม่เฉลี่ย 50 สาขาต่อปี และเพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า วัตสันยังพัฒนาช่องทางการ้อปปิ้งออนไลน์ควบคู่ไปด้วยกับเครือข่ายหน้าร้าน รวมถึงมุ่งมั่นนำเสนอสินค้าและบริการ พร้อมโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษที่หลากหลายและคุ้มค่า เพื่อให้ลูกค้าของเราสามารถเลือกช้อปปิ้งในช่องทางที่สะดวกที่สุด ด้วยราคาที่ดีที่สุดได้
แม้ปัจจุบัน การช้อปปิ้งออนไลน์จะได้รับนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภคและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจแบบยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Obsessed) ทำให้วัตสันเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ลูกค้ายังคงชอบการช้อปปิ้งแบบที่ได้สัมผัส ทดลองสินค้าจริง หรือพูดคุยกับพนักงานขายอยู่ วัตสันจึงมุ่งมั่นตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ ด้วยการเดินหน้าขยายสาขาใหม่ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี และสร้างสรรค์ความงามในแบบฉบับของตัวเองได้จากทุกที่ทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย โดยวัตสันได้วางกลยุทธ์พัฒนารูปแบบหน้าร้านของสาขาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ประเมินถึงความต้องการ พร้อมวิเคราะห์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพื่อทำการเลือกสินค้าที่เหมาะสมเข้าไปวางในร้าน ทำให้แต่ละสาขามีความพิเศษเฉพาะตัว สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้แต่ละสาขาของวัตสันประสบความสำเร็จมาโดยตลอด
การทำตลาดภายใต้การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง หรือ Customer Obsessed จะตามมาด้วยกลยุทธ์ที่เป็นการผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์แบบลงตัวที่วัตสันเรียกกลยุทธ์นี้ว่า O+O Platform Strategy โดย O+O หรือ Offline Plus Online มาจากการสังเกต เห็นตั้งแต่หลายปีที่แล้วว่า ลูกค้ามีความต้องการช้อปปิ้งที่สะดวกมากขึ้น ช้อปจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งเป็นที่มาของการเพิ่มความสะดวกจนเป็นช่องทาง Watsons Online ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนเว็บหรือแอป แต่มีบริการผ่านพาร์ทเนอร์อย่าง Grab และ Pandamart ด้วย

อีกหนึ่งในการให้บริการจากวัตสันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคก็คือ Chat & Shop ซึ่งเป็นระบบที่ลูกค้าสามารถแอด LINE วัตสันเฉพาะสาขา เพื่อสอบถามเรื่องสินค้าและบริการเฉพาะสาขาที่สนใจแบบ One-on-one
เช่นเดียวกับสาขาในรูปแบบ Physical Store ที่วัตสันยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าร้าน เนื่องจากมีข้อมูลที่ บ่งบอกว่า ลูกค้ายังให้ความสำคัญกับการจับต้องและทดลองกับสินค้าด้วยตัวเองจริงๆ หรือเป็น Multi Shoppers ที่ให้ความสำคัญกับการช้อปหลากหลายรูปแบบ เช่น บางท่านเคยนิยมสัมผัสของจริงหน้าร้าน เมื่อรู้จักสินค้าดีพอก็จะผันไปช้อป Online และซื้อสินค้าอื่นๆ พ่วงในหนึ่งการช้อป ดังนั้น Offline -Online จึงเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง
O+O Platform Strategy ของวัตสันมีความแตกต่างจาก O2O เพราะมันไม่ใช่แค่การช้อปจากช่องทางไหนก็ได้ แต่ในทุกช่องทางของ O+O มันต้องเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ เนื่องจาก O+O เป็นเรื่องของ Integrated Experiences เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ช่วยให้ลูกค้ามีความสะดวก สามารถช้อปผ่านช่องทางไหนก็ได้ ที่ไหน หรือเวลาไหนก็ได้ โดยจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า การทำ O+O ของวัตสันไม่มีการทับซ้อนกันของลูกค้าที่ช้อปหน้าร้านและออนไลน์ และลูกค้าที่ช้อปทั้ง 2 ช่องทาง O+O Customer มียอดใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าที่ช้อปเฉพาะหน้าร้านถึง 3 เท่า
เป้าหมายการขยายธุรกิจของวัตสัน จากนี้ต่อไปจะยังคงรักษาสมดุลระหว่างช่องทาง Offline –Online โดยมีการปรับสัดส่วนไปตามสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยวัตสันมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสาขาใหม่อย่างน้อยปีละ 50 สาขา รวมถึงยังได้มีการพัฒนาร้านแบบ Market Model ซึ่งความแตกต่างจากสาขาปกติ คือทำ Assortment จากพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีการทดลองเปิดไปแล้วประมาณ 10 สาขา
ขณะที่ในเรื่องของแบรนด์ วัตสันมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Purpose Driven เข้ามาขับเคลื่อนแบรนด์ โดย Brand Purpose หรือเป้าประสงค์ของแบรนด์วัตสันนั้นจะอยู่ภายใต้แนวคิด The New Beautiful เป็นแนวคิดใหม่ในการดำเนินธุรกิจของวัตสันที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อตอบสนองเทรนด์ความงามแบบใหม่ ที่ให้คำนิยามหรือคำจำกัดความใหม่ในเรื่องความงามที่มีความหลากหลาย ไม่จำกัดเพศ รสนิยม สีผิว ฯลฯ
นวลพรรณ เคยอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า ความงามที่แท้จริง ต้องส่องประกายมาจากความสุขภายใน ความมั่นใจ ตลอดจนการมีทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง ผู้อื่นและสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ โดยวัตสันยังส่งเสริมให้ลูกค้าและผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในความงามตัวเองทั้งภายในและภายนอก
“The New Beautiful คือการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ ยอมรับ และเคารพในทุกความแตกต่าง มีความสุข กับสิ่งที่เราเป็น ซึ่งรวมไปถึงการทำความดีเพื่อให้เรารู้สึกดี รู้สึกมั่นใจ มีความสุข หลักๆ แล้ว วัตสันมีหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่าและความงามตามแบบฉบับและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ผ่านสินค้าและบริการด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตรูปแบบต่างๆ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจกับแนวคิด The New Beautiful เพื่อความงามที่หลากหลายต่อไป”

วัตสันได้เริ่มเดินกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับ The New Beautiful มาตั้งแต่ต้นปี ผ่านแคมเปญ Empower Women โดยสนับสนุนทุกคุณค่าและสร้างความเท่าเทียมกันให้กับทุกคนในสังคม ผ่านการขายวัตสันโบสีเขียว ในวันสตรีสากล ซึ่งวัตสัน ได้นำรายได้ไปบริจาคให้กับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เพื่อเป็นอีกทางในการช่วย Empower ให้พวกเขาเหล่านั้นพร้อมกลับเข้าสู่สังคมอย่างมั่นใจ
นอกเหนือจากการขยายสาขาและหานวัตกรรมใหม่ๆ ทิศทางการดำเนินธุรกิจของวัตสันในทศวรรษที่ 3 จะเน้นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน หรือ Sustainability ซึ่งประกอบไปด้วย 4 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ ชุมชน (Community), พนักงาน (Personnel), ผู้คน (People) และโลก (Planet) เช่น การรณรงค์ปลูกต้นไม้ ปล่อยสัตว์ทะเล การลดการใช้ถุงพลาสติก การพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อปะการัง การลดพลังงาน 30% ภายในปี 2030 ตลอดจนการ ระดมเงินบริภาคเพื่อบ้านพักฉุกเฉิน เป็นต้น
การให้ความสำคัญในเรื่องนี้ A.S. Watson Group ประกาศวิสัยทัศน์เพื่อความยั่งยืน ภายในปี 2030 เพื่อเป็น Commitment ต่อสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อโลกที่ยั่งยืนขึ้นสำหรับทุกคน
อาทิ เป้าหมายการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง 30% จากปี 2015 และหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% จากปี 2018, ลดการใช้พลาสติกพีวีซี 100% และสำหรับ Packaging ที่ใช้พลาสติกต้องเป็นพลาสติก PCR (คือ Post-consumer Recycled พลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิลมาแล้ว) อยู่ในบรรจุภัณฑ์อย่างน้อย 20%, ปรับเปลี่ยน Packaging ในกลุ่ม Dermaction Men Beauty ไม่ใช้สีดำสนิท เนื่องจาก Black Plastic นำไปรีไซเคิลต่อไม่ได้ เป็นต้น
ทั้งหมดจะสอดประสานในการทำตลาดร่วมกันอย่างลงตัว