“Wine gives a man fresh strength when he is wearied” —
HOMER, THE ILIAD“เมื่อเหนื่อยล้า ไวน์จะทำให้รู้สึกสดชื่น” โฮเมอร์ ดิ อิเลียด กวีชาวกรีก กล่าวถึงอีกหนึ่ง ความสามารถของไวน์ไว้ในบทประพันธ์ของเขา นอกจากงานเขียนยังพบเห็นไวน์ปรากฏอยู่บนจิตรกรรมฝาผนังชิ้นสำคัญแห่งยุคเรอเนสซองส์อย่าง The Last Supper อีกด้วย นั่นสามารถทำให้รับรู้ได้ทันทีว่าไวน์อยู่กับมนุษย์มาเนิ่นนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกรรมวิธีการทำไวน์จากประเทศที่ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิด อาทิ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน รวมไปถึงประเทศแถบตะวันออกกลางได้ถูกเผยแพร่ไปยังพื้นที่อื่นๆ มากขึ้น ทำให้ปัจจุบันกลุ่มประเทศข้างต้นได้รับการจัดประเภทอยู่ในกลุ่ม “
ไวน์โลกเก่า” (Old World Wine) ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตตามแบบฉบับวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม ซึ่งมักจะคำนึงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สืบทอดต่อกันมา
ขณะเดียวกันโลกก็ได้ถือกำเนิดกลุ่ม
“ไวน์โลกใหม่” (New World Wine) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพื้นที่แหล่งผลิตไวน์ที่ไม่ได้ยึดถือวิธีผลิตตามแบบออริจินัล กล่าวคือนำวิธีการทำไวน์ตามแหล่งผลิตไวน์โลกเก่าไปพัฒนาต่อยอด โดยอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเป็นตัวช่วย จนได้มาซึ่งไวน์ในแบบฉบับของตัวเองในที่สุด
สังเกตได้ว่า กลุ่มไวน์โลกเก่าจะเป็นพื้นที่ของประเทศนักล่าอาณานิคมในอดีต ทางกลับกันกลุ่มไวน์โลกใหม่ จึงเป็นดินแดนใหม่ที่ค้นพบในภายหลังอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศแถบทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งได้รับวิธีการทำไวน์มาเมื่อตอนยุคล่าอาณานิคมนั่นเอง
ตัดภาพมา ณ ปัจจุบัน จะไวน์โลกเก่า หรือไวน์โลกใหม่ ต่างต้องเผชิญกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก ตลอดจนความผิดปกติต่างๆ ของโลก เช่น น้ำท่วม ไฟป่า แห้งแล้ง ล้วนทำให้การผลิตไวน์ยากขึ้นกว่าเดิมในทุกพื้นที่ ส่งผลให้เหล่าผู้ผลิตไวน์ทั้งโลกเก่าและโลกใหม่ ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดด้วยกันทั้งสิ้น
ท่ามกลางความท้าทาย แหล่งผลิตไวน์ที่ไหนจะสามารถทำผลงานได้โดดเด่นในฐานะผู้ผลิตไวน์ได้มากที่สุดในโลก วันนี้ BrandAge Online จะพาทุกคนไปส่องความสำเร็จของแต่ละพื้นที่กัน