ตัวเลขผู้ประกอบการยี่ปั๊วในระบบเดิมที่พัฒนาตัวเองมาสู่การเป็น “โลคอล โมเดิร์นเทรด” ที่ยืนอยู่ได้และเป็นที่รู้จัก ในแต่ละภูมิภาค จากการประเมินของสมาคมผู้ประกอบการค้าปลีกไทยนั้นน่าจะมีอยู่มากกว่า 50 ร้านค้า ที่มีทั้งการทำตลาด ในรูปแบบของการเป็นเชนที่มีสาขาขนาดไม่เกิน 500 – 600 ตร.ม.หลายสาขา และที่มีสาขาขนาดใหญ่ที่ขายส่งในรูปแบบ “แคช แอนด์ แครี่” และขายปลีกในรูปแบบซูเปอร์สโตร์ในร้านเดียวกัน
ผู้ประกอบการเหล่านั้น มีการปรับตัวและพัฒนาการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำระบบการบริหารจัดการค้า ปลีกสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ในการทำตลาด และยงสงวน แห่งจังหวัดอุบลราชธานี คือหนึ่งในภาพสะท้อนของการปรับตัว เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นรายนี้มีการปรับตัวตลอดเวลาในช่วง 65 ปีที่อยู่ในตลาดค้าปลีก - ค้าส่ง ของจังหวัดอุบลราชธานี
ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจจากการขายส่ง หรือเป็นยี่ปั๊วในระบบเดิม มาสู่การขายส่ง และขาย ปลีกในรูปแบบที่ทันสมัยเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว จนถึงล่าสุดกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งในการ ทำตลาดตามแนวทางของโลคอล โมเดิร์นเทรด ที่สามารถนำเครื่องมือเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในต้นทุนที่ไม่สูงนัก เพื่อเข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย และเปิดตัวเองสู่โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ จนสามารถทำยอดขายได้

ประกอบ ไชยสงคราม ผู้บริหารเจนที่ 3 ของยงสงวน บอกกับเราว่า ยงสงวน เลือกใช้เครื่องมือที่เป็นโซเชียลมีเดีย แบบบ้านๆ อย่าง LINE Official Account ตลอดจนเว็บไซต์ และเพจในเฟสบุ๊ค เข้ามาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับลูกค้าของ ยงสงวน ซึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขาก็ใช้อยู่แล้ว โดยมีลูกค้าในส่วนของค้าส่งกว่า 50% ที่ใช้การออเดอร์สินค้าผ่านทาง LINE ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริการลูกค้า
ผู้บริหารเจนที่ 3 ของยงสงวนบอกอีกว่า ยงสงวนมองเครื่องมือเหล่านี้เป็น Tool หนึ่งในสื่อสารกับลูกค้ามากกว่าที่ จะเน้นในเรื่องของการขายผ่านออนไลน์ โดยมองว่า สินค้า FMCG ที่ทำอยู่มีมาร์จิ้นค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว การเลือกขายสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ของยงสงวนจึงมุ่งไปที่สินค้าที่ลูกค้าหาซื้อที่อื่นได้ยาก อย่างกลุ่มสินค้าเครื่องครัวที่เริ่มมีการขายผ่าน ออนไลน์ในปี 2564 นี้
จนมีการพัฒนารูปแบบการไลฟ์สดเพื่อขายสินค้าที่เร็วๆ นี้ จะเริ่มมีการเพิ่มช่องทางด้วยการนำ TikTok ที่ถูกมองว่า เป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงคนเจนใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดีมาใช้

แม้ยอดขายผ่านช่องทางเหล่านั้นยังมีออกมาไม่มากนัก แต่ประกอบ มองว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปสู่การมีสื่อสังคม ออนไลน์นี้ กลายเป็นข้อดีของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่จะนำมาใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า โดยไม่จำกัดอยู่แค่พื้นที่ใน จังหวัดที่ ตัวเองอยู่ แต่ยังครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้ยงสงวนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
“โซเชียลมีเดียจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เราใช้เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของยงสงวน รวมถึงเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ใหม่ๆ ที่ยังเปิดกว้างอีกค่อนข้างมาก เราจะเน้นหนักไปที่เรื่องของการสื่อสาร การสร้าง Engagement ผ่านการทำ CRM และ CSR โดยเรามองว่า เทรนด์ของการสื่อสารมุ่งมาที่โซเชียลมีเดียแบบเต็ม 100% จึงต้องให้น้ำหนักกับ เรื่องนี้อย่างเต็มที่”
เขายังบอกอีกว่า หากเลือกใช้สื่อออนไลน์ให้เป็น จะเป็นการเปิดตัวเองไปสู่โลกค้าปลีกที่กว้างมากขึ้นกว่าที่ทำอยู่ หัวใจสำคัญก็คือจะเอาอะไรที่เป็นของดีของเราไปประกาศให้เขาที่ไม่รู้จักเราได้รู้
ปัจจุบัน มีแฟนเพจที่ติดตามเพจของยงสงวนประมาณ 4 – 5 หมื่นราย ซึ่งผู้บริหารของยงสงวนบอกว่า แม้เชน โมเดิร์นเทรดหรือยักษ์ค้าปลีกส่วนกลางจะมีความทันสมัยก็ตาม แต่ไม่เชื่อว่าความทันสมัยจะขายได้กับทุกคน หัวใจสำคัญ จึงอยู่ที่ความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ต้องค้นหาให้เจอ เพื่อนำออกมาสื่อสาร และใช้เป็นตัวสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเองในฐานะ แบรนด์ค้าปลีกท้องถิ่นที่อยู่กับลูกค้ามานานหลายสิบปีจนพวกเขาคุ้นเคยกับบรรยากาศและคุณค่าต่างๆ ที่โลคอล โมเดิร์นเทรดส่งมอบให้
“การใช้โซเชียลมีเดีย มีข้อดี คือเป็นฟรีมีเดียที่ไม่มีต้นทุน ต่างจากอดีต หากต้องการโฆษณาร้าน จะต้องกัน งบโฆษณาหรืองบการตลาดไว้ส่วนหนึ่ง สิ่งสำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้สามารถลากจากออนไลน์ไปต่อที่ออฟไลน์ หรือหน้าร้านเพื่อช่วยเพิ่มแรงส่งให้กับสาขาที่เป็น Physical Store”

อย่างไรก็ตาม ประกอบ มองว่า สิ่งสำคัญของการทำตลาดของโลคอล โมเดิร์นเทรดก็คือต้องเข้าถึง และเข้าใจใน ดาต้าที่เกี่ยวข้องกับตัวเองก่อน โดยต้องรู้ว่าสินค้าที่ขายได้มากสุดคือสินค้าตัวไหน สินค้ากลุ่มใดมีมาร์จิ้นมากสุด หรือ Category ไหนที่เป็นจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อกรกับคู่แข่งขัน หรือสินค้าตัวไหนที่ทำให้ลูกค้าเลือกร้านเราเป็น Destination ในการมาช้อปของพวกเขา การลงทุนระบบหลังบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายราย ยังทำตลาด ในลักษณะของการขายไปเรื่อยๆ ไม่มีการดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“ผมนั่งดูและศึกษาเรื่องนี้มาตลอดในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา ผ่านการลงทุนระบบหลังบ้านที่เข้ามาช่วย ทำให้การบริหารจัดการเป็นมาตรฐาน จนรู้และเข้าใจว่ายงสงวนมีคาแร็กเตอร์อย่างไร มีจุดแข็งตรงสินค้ากลุ่มไหน โดยเราเป็นร้านค้าปลีก – ส่งของท้องถิ่นที่เข้าใจความต้องการของลูกค้า พร้อมกับขายสินค้าราคาถูก เพื่อทำให้ ลูกค้ามีแวลู่มากที่สุด”
ปัจจุบัน ยงสงวนทำตลาดผ่านฟอร์แมตสโตร์ 2 รูปแบบ รูปแบบแรก คือสโตร์ขนาดใหญ่ที่ขายส่งแบบแคช แอนด์ แครี่ และขายปลีกไปด้วย ภายใต้ชื่อแบบ “ยงสงวน” ที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 1 แห่งในตัวเมืองอุบลราชธานี
ส่วนอีกฟอร์แมตจะเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ภายใต้ชื่อแบรนด์ “เซฟแลนด์ ที่มีการเปิดสาขาไปแล้วในจังหวัด อุบลราชธานี 20 สาขา และยังคงเดินหน้าเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 สาขา
เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการโลคอล โมเดิร์นเทรดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....