ย้อนไปเมื่อสมัยพี่เบิร์ด, ใหม่ เจริญปุระ, มาช่า วัฒนพานิช ตอนนั้นวงการเพลงไทยบูมจนคนทั้งประเทศต้องรู้จักนักร้องเหล่านี้ ต่อเนื่องมายุค 90’s เมืองไทยมีเกิร์ลกรุ๊ปและบอยแบนด์อย่าง D2B, Project H, Triumphs Kingdom และรายการประกวดร้องเพลงทางโทรทัศน์ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง อาทิ The Star และ AF ไม่เพียงเท่านั้นความนิยมของเพลงไทยยังคงส่งผลมายังยุค 2000 ที่มีกามิกาเซ่จากค่ายอาร์เอสส่งเข้าประกวด ถัดมา T-Pop เงียบไปสักพัก และกลับมาได้รับความนิยมเมื่อวงการเพลงไทยกำเนิดศิลปินอินดี้ใหม่ๆ ที่ทำเพลงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
ล่าสุด T-Pop เดินทางมาถึง Expression Era ซึ่งมีลักษณะเฉพาะต่างออกไปจากเดิม โดยศิลปินสามารถแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ผ่านผลงานต่างๆ ที่มีความโดดเด่นด้วยความสร้างสรรค์ทางดนตรีที่หลากหลายและมีการร่วมมือกับศิลปินระดับนานาชาติอีกด้วย

โดยการกลับมาอยู่ในกระแสของ T-Pop ครั้งนี้ พบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา #T-Pop บนแพลตฟอร์ม TikTok เติบโตขึ้น 3 เท่า มีการใช้งานระดับ Global 2 พันล้านครั้ง เป็นของไทย 1 พันล้านครั้ง ซึ่งจากข้อมูลพบว่า กลุ่มคนที่ติด #T-Pop สูงสุด 56% อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี รองลงมา 31% เป็นกลุ่มคนอายุ 25-34 ปี และสัดส่วนที่เหลือ 13% คือกลุ่มคนอายุ 35 ปีขึ้นไป
ความนิยมที่กลับมาครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้
- การมีเวทีการแข่งขัน ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีความรู้สึกร่วมไปกับศิลปิน
- การมีพื้นที่สาธารณะที่ให้เยาวชนได้แสดงออกถึงความสนใจในดนตรี เช่นพื้นที่ตรงสยามสแควร์ เป็นต้น
- การใช้เพลงในซีรีส์ที่นับว่าเป็นสื่อในการเชื่อมแฟนซีรีส์ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ
- การเกิดขึ้นของค่ายเพลงใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้ฟังมีตัวเลือกในการฟังมากขึ้น
- การสร้าง Cultural Appeal กับผู้ฟังผ่านประสบการณ์ที่ใกล้ชิดและความรู้สึกที่เข้าใจได้ เช่น การแต่งและปล่อยเพลงที่เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงนั้นๆ
- แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลง เช่น Apple Music, Spotify, และ Joox ได้ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและหลากหลายในการเข้าถึงเพลง T–Pop ให้ได้ราคาที่เหมาะสมและความหลากหลาย
- ความนิยมของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น อย่างเช่น Facebook Watch, Instagram Reels, และ TikTok ได้ช่วยให้เกิด Emotional Connection และเพิ่มการเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น ทำให้เพลง T-Pop มีการรับรู้ที่สูงขึ้นผ่านเนื้อหาสั้นๆ ที่น่าสนใจ
- TikTok ช่วยสร้างให้เป็น กระแส และทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม ผ่านการเต้นชาเลนจ์ และแพลตฟอร์มสามารถใช้เพลงในการมาทำคอนเทนต์ได้ฟรี ให้เกิดเป็น User Generated Content
- การใช้เทคนิคของการเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดีย (Transmedia Storytelling) ที่เห็นได้จากการนำเอา 9x9 เข้ามาในซีรีส์ทีวีเรื่อง "เลือดข้นคนจาง" ได้ขยายการเข้าถึงของเพลง T-Pop และเป็นสื่อที่ถ่ายทอดให้กับผู้ชมในหลายแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ คอนเสิร์ต เพลง มิวสิควิดีโอ ไปทุกสื่อเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย
- ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ K-Pop และ J-Pop ในระดับโลก ได้สร้างความสนใจที่มากขึ้นในด้านเพลงเอเชียรวมถึง ส่งผลให้ T-Pop ได้โอกาสมีแสง และได้รับการยอมรับและขยายผู้ชมที่สนใจในเพลง T-Pop ในวงกว้างมากขึ้น
อริสรา รัตนโชติวิวัฒน์ ผู้จัดการการวางแผนกลยุทธ์บริษัท มายด์แชร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากสถิติจากนีลเส็น โดยเทียบกันกับกิจกรรมพักผ่อนอื่นๆ คนไทยนิยมการฟังเพลงมากกว่าการดูภาพยนต์หรือซีรีส์ 3.4 เท่า และมากกว่าการเล่นเกม 2.8 เท่า โดยตัวเลขตรงนี้ทำให้เรา
เห็นถึงนัยยะสำคัญที่ผู้บริโภคซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้วงการเพลงไทยเติบโต”
แนวทางการใช้ T-Pop ในการทำการสื่อสารการตลาด เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และผลลัพธ์ในวงกว้าง รวมไปถึงการใช้เพลงไทยเป็นสื่อกลางในการขับเคลื่อนเทรนด์ในยุคปัจจุบัน ได้แก่

เริ่มต้นกันที่สปอนเซอร์ชิพ (Sponsorship) ที่เรามักจะได้เห็นกันบ่อยครั้งว่าแบรนด์ต่างๆ จะดำเนินการเป็นผู้สนับสนุนให้กับคอนเสิร์ตหรือรายการเพลงต่างๆ เนื่องจากเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค
ต่อกันที่การทำโปรดักต์เพลสเม้นต์ (Product Placement) หรือการนำสินค้าไปวางในพื้นที่ที่สามารถสร้างการรับรู้ได้ โดยแบรนด์จะต้องใช้การสร้างสรรค์เพื่อสร้างการรับรู้ในที่ที่มีคนดูสามารถมีอารมณ์ร่วม แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีโฆษณา
“แลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร ปริมาณคับกล่องเต็มที่…ดื่มได้ดื่มดี ดื่มแลคตาซอย 5 บาท” เชื่อว่าหลายๆ คนต้องอ่านเป็นทำนองตามกันแน่ แม้ว่าจะผ่านไปนานกี่ปีแล้วก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ทำให้
มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง (Music Marketing) ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งหมัดเด็ดสำคัญในการทำการตลาด ผนวกกับเทรนด์ T-Pop ในปัจจุบันทำให้แบรนด์ต่างๆ พึ่งมิวสิกมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น เพราะสามารถเข้ามาช่วยแสดงให้เห็นถึงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ หรือปรับแบรนดิ้งใหม่ให้ดูเด็กขึ้น ทันสมัยขึ้นได้อีกด้วย

และที่เห็นกันบ่อยๆ คือ สินค้า/ผลิตภัณฑ์ (Merchandise) ที่แบรนด์มักใช้เป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดในรูปแบบหนึ่งให้กับแบรนด์ ที่เห็นได้ชัดเลย คือแก้วคอลเลคชั่นพิเศษของ Starbucks ที่ร่วมมือกับวงเกิร์ลกรุ๊ประดับโลกอย่าง Blackpink ส่วนในประเทศไทยก็มีเสื้อวง แท่งไฟ หรือพวงกุญแจของศิลปินต่างๆ นั่นเอง
นอกจากนี้ T-Pop ยังสามารถสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อในแง่ที่ผู้บริโภคสามาถเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้มากขึ้นผ่าน User Generated Content และยังสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคได้อีกด้วย เมื่อมีนโยบายจากภาครัฐในการผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางทางดนตรีและคอนเสิร์ตจะสามาถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล และที่สำคัญสำหรับแบรนด์และนักการตลาด การกลับมาเป็นกระแสของ T-Pop นับว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการทำการสื่อสารการตลาด เนื่องจากจะสามารถถ้อยทีถ้อยอาศัยกับศิลปิน เพื่อเข้าถึงฐานแฟนคลับของศิลปินนั้นๆ
เมื่อโอกาสมาถึงขั้นนี้ จึงเกิดเป็นสิ่งที่น่าสนใจและยังคงเป็นคำถามที่ต้องรอให้แบรนด์และนักการตลาดมาเฉลยในตอนต่อไปว่า แบรนด์จะใช้เพลงไทยและศิลปินไทยเพื่อต่อยอดฐานลูกค้าอย่างไร?