ฌอน อาโนลด์ (Jean Arnault) วัย 24 ปี คือลูกชายคนที่ 5 หรือก็คือคนเล็กสุด ของ เบอร์นาร์ด อาโนลด์ เจ้าของเครือลักชูรี่ LVMH ที่ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกแซงหน้าอีลอน มัสก์ ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และในบรรดาบริษัทต่างๆ ภายใต้เครือ LVMH ที่แบ่งให้ลูกแต่ละคนได้บริหาร ฌอน อาโนลด์ คือผู้รับหน้าที่ไดเรกเตอร์ ดูแลไลน์นาฬิกาหรูของ Louis Vuitton และล่าสุดนี้เขาเพิ่งวางเป้าหมายใหม่ให้กับแบรนด์ นั่นคือไม่ประนีประนอมเรื่องราคา พร้อมจับกลุ่มเป้าหมายบนสุด โดยนาฬิกาจะต้องราคาสูงกว่าเดิม และจำกัดการผลิตให้น้อยลงกว่าเดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวแบรนด์สามารถก้าวขึ้นสู่เทียร์บนของนาฬิกาลักชูรี่
ที่ผ่านมา นาฬิกาของ Louis Vuitton มีเรนจ์ราคาที่ค่อนข้างกว้าง บางคอลเลคชั่นขายในราคาที่จับต้องได้เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น แต่นับจากนี้ ฌอนไม่ต้องการเล่นตลาดนั้นอีกต่อไป โดยทางแบรนด์จะเลิกผลิตนาฬิการุ่นยอดนิยมอย่าง Tambour เลเวลต้นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 3,000 ยูโร หรือประมาณ 1 แสนบาท (ซึ่งฌอนใช้คำว่า “ไปไกลๆ เลย”) และขยับมาผลิตคอลเลคชั่นที่ใช้เทคนิกการผลิตขั้นสูงในราคาเริ่มต้น 20,000 ยูโร หรือประมาณ 7.6 แสนบาท นั่นคือ Tambour W ซึ่งจะมีหน้าปัดสองสีด้วยกันคือสีเทาและน้ำเงิน ตัวเคสทำจากสแตนเลสและบางเพียง 8.3 มิลลิเมตร ใช้ดำน้ำได้ลึกกว่า 50 เมตร เข็มนาฬิกาทำจากทองคำขาว กระจกหน้าปัดทำจากแก้วแซฟไฟร์ที่เคลือบตัวกันสะท้อน ตัวเครื่องทำจากทองโรสโกลด์ 22K และจะผลิตในจำนวนไม่เกิน 1,000 เรือนเท่านั้น
“เราจะวางตำแหน่งแห่งที่ของเราใหม่ในอุตสาหกรรมนี้ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลง Tambour ทำให้มันบางกว่าเดิม หรูกว่าเดิม เน้นรายละเอียดกว่าเดิม” ฌอนต้องการให้นาฬิกาของเขานับจากนี้ ใส่สบายขึ้น และให้ความรู้สึกหรูหราทั้งตอนสวมบนข้อมือหรือตอนวางไว้บนโต๊ะ ไม่เพียงเท่านั้นทางแบรนด์ได้ออกเอดิชั่นพิเศษนั่นคือ Tambour ที่ทำจากแร่หายากอย่างแทนเทลัม (Tantalum) และเอดิชั่นที่ว่านี้มีเพียงเรือนเดียวในโลก “เราทำมาแค่หนึ่งเรือนเท่านั้น และมันคือหนึ่งเดียวในโลก” เขากล่าว
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจครั้งนี้ของเขาก็นับว่ามีความเสี่ยง เพราะเมื่อดูจากตลาดทั่วโลก นาฬิกาที่ Louis Vuitton กำลังจะเลิกผลิต กลับเป็นหนึ่งในรุ่นที่ขายดีที่สุด ซึ่งฌอนได้อธิบายเกี่ยวกับข้อนี้ไว้ว่า
“เราไม่ได้ต้องการทำเงินมหาศาลจากนาฬิกาของเรา” ฌอนกล่าว “มันจะไม่ได้ทำกำไรมากมายให้เราแน่ๆ แต่เรามั่นใจได้ว่าน้ำเสียงของแบรนด์เราจะเปลี่ยนไปจากเดิม” สำหรับเขาแล้วความรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญกว่า ณ เวลานี้ เพราะปัจจุบันไลน์นาฬิกาของ Louis Vuitton เป็นส่วนที่ทำกำไรเพียงเล็กน้อยให้กับทั้งแบรนด์อยู่แล้ว การเปลี่ยนจุดยืนครั้งใหญ่นี้จึงเป็นความเสี่ยงที่เขายอมรับได้
ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนที่ฌอนได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งไดเรกเตอร์ของไลน์นาฬิกา เขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่สำคัญนั่นคือการประกาศว่าจะจัดเวทีรางวัล Watchmaking Prize ซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2024 โดยจะเป็นการมอบรางวัลเพื่อเชิดชูนาฬิกาที่มีนวัตกรรม วัสดุ และดีไซน์ที่โดดเด่นในทุกๆ 2 ปี เพื่อยืนยันว่าจากนี้ Louis Vuitton จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมอย่างที่สุด ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเขาเอง
อ้างอิง https://www.wsj.com/story/jean-arnaults-new-goals-for-louis-vuitton-watches-make-fewer-make-finer-82f9b965 https://www.youtube.com/watch?v=Pdj6GXIuUtY