สงครามค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต วันนี้ไม่ใช่แค่แข่งกันขายของถูกอีกต่อไปแล้ว
เพราะนอกจากการแข่งกันเรื่องของการพัฒนาช่องทางขายให้เป็น Omni-channel ที่เชื่อมโยงระหว่างช่องทางขายออฟไลน์คือการขายผ่านสาขากับออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการ ช้อปในยุค New Smart Retail ที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อการทำตลาดค้าปลีก ซึ่งการเข้ามาทดแทนของการขายผ่าน Omni-channel ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ขายและจำนวนสินค้ามากมายเหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช้อปปิ้งในร้านค้าปลีกที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่ จากเดิมที่มีความถี่ในการมาที่สโตร์ขนาดใหญ่เดือนละ 2 – 3 ครั้ง ก็เหลือเพียงเดือนละครั้ง ประกอบกับมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป โดยไม่ได้มองการมาที่สโตร์เพื่อช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการร้านค้าปลีกที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองได้
การปรับกลยุทธ์ในการทำตลาด โดยให้ความสำคัญกับการปรับในส่วนของพื้นที่ที่เป็นมอลล์หรือพื้นที่เช่าของตัวเอง จึงถูกให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังมานี้ โดยผู้เล่นอย่างโลตัส มีการปรับคอนเซ็ปต์ช้อปปิ้งมอลล์ของตัวเองใหม่ให้กลายเป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิตในแบบสมาร์ทของชุมชนทุกวัน หรือ Everyday SMART Community Center
ขณะที่บิ๊กซีเองก็มีการปรับรูปแบบสาขาขนาดใหญ่ของตัวเองให้เป็น “บิ๊กซี เพลส” ที่ออกมาในรูปแบบใกล้เคียงกัน โดยมีการทยอยรีโนเวท สาขาขนาดใหญ่ อาทิ บิ๊กซี รัชดา บิ๊กซี ลำลูกกา และบิ๊กซี สมุทรปราการ ให้ออกมาในคอนเซ็ปต์ที่ว่านี้ด้วยการเติมเต็มพื้นที่ร้านค้ารูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง อาทิ ร้านอาหาร สถานบันกวดวิชา หรือพื้นที่ที่เป็น Co-working Space เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนในส่วนของพื้นที่มอลล์นั้นมีมุมมองหรือวิธีคิดที่แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยในอดีตที่ผ่านมา รูปแบบของการดึงมิกซ์ต่างๆ ในศูนย์ จะออกมาในรูปแบบของ “เมอร์เชนไดส์ มิกซ์” ที่เป็นการผสมผสานร้านค้าและบริการตามหมวดหมู่ อาทิ ร้านอาหาร ไอที บริการต่างอย่างสถาบันการเงิน และเอนเตอร์เทนเม้นต์ อาทิ โรงภาพยนตร์ โดยแบ่งหมวดหมวดอย่างชัดเจน
แต่ในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแนวคิดในการทำช้อปปิ้งมอลล์ใหม่ ด้วยการทำออกมาในรูปแบบของ “ไลฟ์สไตล์ มิกซ์” ทำให้เราได้เห็นการเปิดมอลล์ในรูปแบบใหม่ที่เป็น “Semi Outdoor” รวมถึงเปิดพื้นที่บางสาขาให้เป็น Pet Friendly Mall นำร่องกว่า 100 สาขาทั่วไทย
เบญจวรรณ อ่องศรี ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารพื้นที่ศูนย์การค้า โลตัส บอกว่า การเดินหน้าในการเป็น SMART Community Center ศูนย์รวมการใช้ชีวิตแบบสมาร์ทของทุกคนในชุมชน ทำให้โลตัสต้องมีการพัฒนาสาขารูปแบบใหม่ๆ รวมถึงปรับรูปโฉม และขยายพื้นที่ศูนย์การค้าในสาขาเดิม เพื่อให้แต่ละสาขามีพื้นที่การให้บริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของคนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังต้องมีการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้า ในยุคปัจจุบันจะเห็นว่าคนเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น เกิดทาสน้องหมาน้องแมวมากมาย จนเป็นปรากฏการณ์ Pet Humanization จากพฤติกรรมที่เจ้าของสัตว์เลี้ยง ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนว่าเป็นคนในครอบครัว เลี้ยงดูและให้ความรักไม่ต่างจากการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ซึ่งเป็นกระแสที่เป็นเมกะเทรนด์และมีแนวโน้มเติบโตทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย

โลตัสจึงพร้อมรองรับเทรนด์ดังกล่าวเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีสัตว์เลี้ยง โดยเปิด Pet Friendly Mall นำร่องในโลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ตกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ นับเป็นค้าปลีกแรกที่ปรับตัวรองรับครอบครัวสัตว์เลี้ยงในจำนวนสาขาที่เยอะที่สุดและครอบคลุมทั่วไทย อาทิ โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์, โลตัส พัฒนาการ, โลตัส รามอินทรา, โลตัส เลียบคลองสอง, โลตัส ลาดกระบัง, โลตัส บางนา-ตราด, โลตัส เชียงใหม่ (คำเที่ยงและหางดง), โลตัส ชลบุรี, โลตัส จันทบุรี, โลตัส โคราช, โลตัส อุบลราชธานี, โลตัส สุราษฎร์ธานี, โลตัส ภูเก็ต และอีกมากมาย ที่เปิดพื้นที่ต้อนรับครอบครัวก๊วน 4 ขา ให้เจ้าของสามารถพาน้องๆ มาร่วมช้อปปิ้งที่โลตัสได้ในโซนศูนย์การค้า รวมทั้งร้านค้าร้านอาหารบางร้านที่มีความเหมาะสมและมีโซนที่สัตว์เลี้ยงสามารถเข้าได้ โดยมีเงื่อนไขการพาสัตว์เลี้ยงเข้าศูนย์การค้า เพื่อยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพและการควบคุมเรื่องสุขอนามัย เพื่อมอบความสุขทั้งครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงและลูกค้าทั่วไป
ด้าน ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการค้าปลีก และรองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 2 ราย มีการปรับกลยุทธ์การตลาดขนานใหญ่ โดยลดการนำเสนอสินค้าลง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการทำในเรื่องของพื้นที่เช่า เนื่องจากมีการเติบโตของรายได้ค่อนข้างสูงถึง 12% สวนทางกับสินค้าในกลุ่มนอน ฟู้ด ที่เติบโตเพียง 1 – 2% เท่านั้น
เมื่อรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการมาใช้บริการที่สาขามากกว่าแค่การช้อปปิ้ง แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิต จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้ทั้งบิ๊กซี และโลตัส ต้องมีการเร่งปรับกลยุทธ์ดังที่กล่าวมา

หากย้อนไปกว่า 20 ปีที่แล้ว ที่เป็นยุคแรกๆ ของไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าปลีกเซ็กเม้นต์นี้จะนำเสนอในเรื่องของราคาถูกเป็นหลัก แต่ปัจจุบันคนจะสนใจหรือตื่นเต้น กับสินค้าราคาถูกน้อยลง แต่ต้องการของที่ถูกใจ ซึ่งดาต้าจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ความต้องการ และทำให้สามารถเลือกนำเสนอสินค้าให้เหมาะหรือตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเคชั่นได้ ทำให้ต้องมีการปรับสโตร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจนอีกอย่างก็คือทั้งคู่ต่างมุ่งมาที่การให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารสด ด้วยการพัฒนาฟอร์แมตของสโตร์ให้ออกมาใกล้เคียงกับซูเปอร์มาร์เก็ต โดยโลตัสเองนอกจากจะมีการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหารเข้าไปแล้ว ยังมีการลดพื้นที่ในสโตร์ที่เคยเป็นฟอร์แมตไฮเปอร์มาร์เก็ตของตัวเองลง แล้วตัดแบ่งให้พันธมิตรเข้ามาเช่าพื้นที่ส่วนดังกล่าวแทน
ทำให้เราจะได้เห็นการแปลงร่างจากไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ มาสู่การเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่บวกด้วยพื้นที่เช่า ซึ่งเป็นการปรับตามไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของคนไทยที่ก้าวสู่การเป็นสังคมเมือง และมีคนชั้นกลางมากขึ้น ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เราได้เห็นการสิ้นสุดการแข่งขันกับลงทุนในการทำไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ และต่อสู้กันด้วยสงครามราคาเหมือนช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดคือภาพที่เปลี่ยนไปของสงครามไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ต้องเร่งปรับเกมตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคและตลาดค้าปลีกไทย....