ไม่มีใครเห็นไอเดียในการสื่อสาร แล้วไปวิเคราะห์ในเชิงลึกว่า อุ้ย กลยุทธ์เขาดีมากๆ นะ มีแต่เห็นไอเดียในการโฆษณาแล้ว เข้าใจในสิ่งที่จะสื่อสารถึง หรืองง ไม่มีไอเดีย
ไอเดียที่ดีที่เข้าใจง่าย คือด่านแรกในการเคาะประตูให้เขาสนใจในสินค้าเรา
ถ้าวางแผน คิดกลยุทธ์ คิดออกมาเยี่ยมยอด แต่ส่งให้เนรมิตไอเดียออกมาน่าเกลียด เท่ากับไม่มีไอเดียใดๆ ในงานนั้นๆ
เหมือนได้ไวน์ชั้นดีมา แต่เทใส่ขันล้างก้นตามโรงเรียนต่างจังหวัด

สินค้าของไทย ดีมาก สุดยอดมาก แต่ตกขบวน ตกม้าตายที่การสร้างแบรนด์ การผลิตชิ้นงานไอเดีย และการวางมีเดียที่ไม่มี ไอเดีย วางแบบกระจาย หว่านแห
คนที่เจ็บคือลูกค้า คนที่ได้คือ Agency
โดยเฉพาะถ้าเราจะต้องไปสู้กับสินค้าระดับ World Class เราไม่มีทางที่จะอัดเม็ดเงินสู้ได้เลย นอกจากไอเดียที่แข็งแรง และทำการตลาดแบบการรบใต้ดิน แบบทหารเวียดนามที่รบชนะสงคราม
วันนี้ผมนำ Case Study หลักสูตร เริ่มต้นจากนิวยอร์คมาแชร์ให้เห็นภาพชัดๆ เริ่มจากร้านกาแฟ POLO ซึ่งด้วย Branding เขามีพลังและมีอำนาจสุดๆ การที่เราจะไปแข่งกับเขา ต้องใส่ไอเดีย และความใส่ใจลงไปในธุรกิจมากๆ ถ้าไม่สู้ด้วยไอเดีย และความพิถีพิถัน โอกาสจะชนะไม่มี
ด้วยแบรนด์ระดับ POLO Ralph's Coffee by Ralph Lauren NYC เมื่อแบรนด์ติดลมบนจะแตกยอดออกมาทำสินค้าอะไร คนก็อิน เพราะเขาไม่ได้ขาย Product แต่เขาขาย Feeling ขาย Emotional ด้วยการออกแบบที่มีชั้นเชิง มีขั้นมีตอนจ้าง Designer ระดับบนมาออกแบบ มาสร้างแบรนด์ เราไม่สามารถอัดเงินสู้ได้ แต่ถ้าเราใช้ไอเดีย ใช้ความใส่ใจยังพอไหว สินค้าไทยเป็นสินค้าที่ดีมากๆ แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ใดๆ จึงมีคำถามคาใจว่า ทำไมสินค้าเขาก็เหมือน กับของเรา คุณภาพก็เหมือนกัน เผลอๆ ของเราดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาถึงขายได้แพงกว่า ขายดีกว่า ทำไม ทำไม ทำไม และ กอดความขี้เหนียวแต่อยากได้กำไรเยอะๆ ต่อไป บอกคำเดียวว่าหมดหวัง เพราะผู้บริโภคเขาจะยอมจ่ายที่ความศรัทธาของ แบรนด์

มีร้านกาแฟหลายร้านมากๆ ในมหานครนิวยอร์ค ที่มีไอเดียสุดๆ เพื่อจะไปสู้กับกาแฟที่มีแบรนด์ที่แข็งแรง หนึ่งในนั้น คือร้าน ROSECRANS. West Village New York City อยู่ต้นๆ ของ Greenwich Ave. เป็นร้านกาแฟ ที่รวมอยู่ในร้านจัดดอกไม้ ระหว่างจิบกาแฟก็จะได้กลิ่นของดอกไม้สดชื่น หลากหลายสายพันธุ์ ระหว่างต่อแถวรอคิวกาแฟ ก็ได้ดูเทคนิคการจัดดอกไม้ ในขณะเดียวกัน คนที่มาจัดดอกไม้ก็ได้กลิ่นคั่วกาแฟ แลกเปลี่ยนอารมณ์ และ Feeling กันไปมา จึงเกิดความสุขทุกครั้งที่เรามาร้านนี้
เหมือนกับมาสวนดอกไม้ ท่ามกลางไร่กาแฟที่ชิมได้ เหมือนกับมาไร่กาแฟ ที่ส่งกลิ่นหอมผ่านสวนดอกไม้นานาชนิด แตกต่างจากประสบการณ์กับร้าน POLO รีบเข้าไปซื้อ รีบออก รีบ Check In เพื่อให้รู้ว่ามาร้านชิคๆ เรียบร้อยแล้วนะ
สังเกตไหมครับ ทำไมร้าน POLO Ralph's Coffee by Ralph Lauren NYC และ ร้าน ROSECRANS. West Village New York City จะต้องมีคำลงท้าย ว่า New York City
เพราะว่ามันคือ Branding ของมหานครระดับโลกที่แข็งแรงมากๆ ถ้าไปใส่ประเทศที่ไร้แบรนด์ ความชิคจะไม่ได้เลย เช่น กลุ่มในโลกที่ 3 ความชิคไม่เกิด เพราะด้วยลักษณะทางกายภาพของเมืองมันไม่เอื้อให้ผู้คนมีชีวิตที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดจาก สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนออกมาใช้ชีวิต มีสวนสาธารณะเยอะ มีกิจกรรมให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมเยอะมาก ที่สำคัญฟรี เป็นสวัสดิการของเมือง

และไอเดียสุดท้าย คือร้านไอติมที่เจ๋งมากๆ คือการใส่ใจ ให้คุณค่าในการให้ทานของอร่อยให้อิ่มเต็มที่ โดยไม่ต้องมีเครื่องชั่งมาตวงไอติมว่าตักไปเท่าไหร่ แบบเป๊ะๆ เหมือนร้านไอติมบ้านเรา เหมือนกับการตวงเพชร ช่างทองขายเป็นขีดๆ อะไรจะขนาดนั้น ที่นิวยอร์คตักให้แบบไม่อั้น แล้วแต่หัวใจ ความพึงพอใจของคนตักไอติมเลย ให้เยอะมากๆ เรียกว่า อยากให้ผู้บริโภคอิ่มความอร่อยของไอติมทุกรส โดยไม่ห่วงของ ไม่เหมือนบ้านเราตักแล้วชั่งแล้วเอาออก แค่คำเดียวยังตักเอาออก อะไรจะเขี้ยวลากดินขนาดนั้น ดูตาใสๆ ของเด็กๆ ที่รอไอติมที่คุณตักสิครับ
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมร้านนี้ถึงมีคนติดใจและต่อแถวยาวมากๆ เป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน จริงๆ เพราะผมไปกินไอติมร้านนี้ทุกวัน เจอแถวแบบนี้ทุกวัน เกิดจาก Give More Get More รู้จักให้ก่อนแล้วคุณก็จะได้รับ ไม่ใช่เขี้ยวลากดิน ขี้เหนียว ตักแล้วไปชั่งเกิน 0.00001 ขีด ตักไอติมออกแบบบ้านเรา โคตรเสียความรู้สึก นี่กูซื้อเพชร หรือซื้อไอติมกินเนี่ย ที่สำคัญ ราคาก็ใกล้เคียงกับบ้านเรา แต่ให้ใจเยอะกว่ามากมาย
การสร้างแบรนด์ เหมือนการเลี้ยงลูกครับ คุณจะให้ลูกคุณเป็นแบบไหน มีรสนิยมอย่างไร วิธีการมองโลกอย่างไร ทัศนคติ อย่างไร อยู่ที่คุณกระทำกับแบรนด์ เพื่อส่งต่อไปยังลูกค้าให้รับรู้