เรื่องดังกล่าวนี้ จะอยู่ในแผนการรุกตลาดของโรบินสันในปี 2561 นี้ โดยจะเน้น 2 แผนงานการตลาดที่สำคัญ คือ
1.การพัฒนาการตลาดออนไลน์ ก้าวสู่การเป็น Omni Channel อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อปรับตัวตามพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ที่นิยมเลือกซื้อสินค้าในช่องทางที่หลากหลาย โรบินสันจะนำจุดแข็งในเรื่องจำนวนสาขาของโรบินสันที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และระบบช้อปปิ้งออนไลน์อย่าง Click and Collect ที่ shopping.robinson.co.th มาช่วยเติมเต็มและรวมประสบการณ์การช้อปปิ้งทั้งออฟไลน์ และออนไลน์เข้าไว้ด้วยกันแบบ 360 องศา เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการ ช้อปปิ้งแก่ลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ
การทำตลาดในรูปแบบที่ว่านี้จะทำให้ลูกค้ามาดูสินค้าที่จะมีเวลาตัดสินใจ หรือกรณีที่ต้องการซื้อสินค้าแล้วไม่มีแบรนด์ หรือขนาดที่ต้องการ ก็สามารถกลับไปสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ได้ หรือ ลูกค้าสนใจสินค้าในช้อปปิ้งออนไลน์ และต้องการที่จะเห็นของจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ก็สามารถมาดูและเลือกซื้อที่ห้างฯ ได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ราว 150% ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้ากลุ่มออนไลน์ได้มากขึ้น โดยจะส่งผลถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้าฯ มากขึ้นตามไปด้วย
2. จะเป็นเรื่องของการทำกลยุทธ์ซีอาร์เอ็มอย่างเข้มข้น โดยการแบ่งกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน (Personalization) เพื่อให้เข้าถึงและตอบสนองความต้องการ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนโซเชียล มีเดีย ที่เป็นที่นิยม อาทิ ไลน์, เฟซบุ๊ค โดยอาศัยฐานข้อมูลสมาชิกเดอะวันการ์ดของบริษัทฯ มาช่วยสนับสนุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถกระตุ้นการจับจ่ายสินค้าของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
โรบินสันเอง มีแผนที่จะเปิดบริการ Social E-Commerce หรือการฝากขายสินค้าบนโซเชียลมีเดียของโรบินสัน ในช่วงไตรมาสที่ 3 คาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากบริษัทฯ มีความมั่นใจใน Social Media Platform ที่ค่อนข้างแข็งแรง โดยในปัจจุบันมีผู้ติดตามเฟซบุ๊คกว่า 9 แสนคน และ Line Official ถึง 15 ล้านคน
วุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) บอกว่าการดำเนินธุรกิจในปี 2560 นับเป็นอีกปีที่มีสิ่งท้าทายทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสภาพการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกในประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้า บริษัทฯ จึงต้องใช้หลากหลายกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ทำไมถึงต้อง
“โรบินสัน ไลฟ์สไตล์”
โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศูนย์การในเครือจะเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นหัวลากสำคัญเพื่อผลักดันให้โรบินสันสามารถเข้าถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในเขตหัวเมืองรอง เป็นการเข้าไปจับกลุ่มลูกค้าระดับกลาง – บน ซึ่งจะต่างจากศูนย์การค้าในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลอีก 2 รายคือ เซ็นทรัล พลาซ่า เซ็นทรัล เฟสติวัล ที่บริหารโดยซีพีเอ็น ถูกวางไว้เป็นตัวรุกเข้าไปในหัวเมืองขนาดใหญ่ และเมืองท่องเที่ยว อีกแบรนด์คือท็อปส์ พลาซ่า บริหารโดยท็อปส์ จะเป็นศูนย์การค้าขนาดเล็กที่เข้าไปยังเมืองเล็กๆ
หากมองเข้ามาที่โอกาสทางการเติบโตของโรบินสัน ไลฟ์สไตล์เอง พบว่ามีโอกาสเติบโตได้ค่อนข้างดี ด้วยเหตุผลในเรื่องของ
1.มีตลาดรองรับอีกมาก เพราะยังพื้นที่ให้เจาะเข้าไปอีกจำนวนมาก ขณะที่บางพื้นที่มีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างดีอย่างภาคตะวันออกที่ถูกมองว่าบางจังหวัดน่าจะมีสาขาของโรบินสันได้มากกว่า 1 สาขา อาทิ จังหวัดชลบุรีที่ภายในปีนี้จะมีถึง 3 สาขา
การเลือกจังหวัดที่เป็นเมืองรองเป็นเป้าหมายหลักในการขยายเข้าไปนั้น แม้ตลาดจะเล็กกว่าเมืองใหญ่ แต่การแข่งขันไม่รุนแรง ทำให้โรบินสันสามารถเข้าไปแล้วเป็นลีดเดอร์ในแต่ละจังหวัดได้ไม่ยากนัก
เมื่อมองมาที่ตัวผู้บริโภคเอง พบว่า แม้จะเป็นหัวเมืองรอง แต่ด้วยการขยายตัวของคนชั้นกลางที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองมากขึ้น ทำให้ศูนย์การค้าไม่ใช่เรื่องเกินตัวหรือเกินกำลังซื้อของพวกเขา ซึ่งหากมองลงลึกเข้าไปในเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว จะพบว่าเมืองรองเหล่านั้นถูกสร้างรูปแบบการช้อปปิ้งผ่านร้านค้าสมัยใหม่มาแล้วจากบรรดาไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เข้าไปด้วยแพลตฟอร์มของการเป็นศูนย์การค้าขนาดเล็ก
แต่การช้อปของผู้บริโภคในสเตปแรกๆ จะเป็นการช้อปสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าการตอบโจทย์ในเรื่องของเทสต์ & สไตล์ หรือเรื่องรสนิยมที่มี Emotional เข้ามาเป็นตัวผลักดัน เมื่อความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ดีขึ้น จึงเกิดการเทรดอัพ หรือยกระดับการช้อป จากสินค้าในชีวิตประจำวันมาสู่สินค้าแฟชั่น หรือการตอบโจทย์ในเรื่องของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างการรับประทานอาหาร หรือเอนเตอร์เมนต์นอกบ้าน ซึ่งการวางคอนเซ็ปต์ของศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เป็น “กิน ช้อป เที่ยว” จึงเป็นการเข้ามารองรับกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในเมืองรองได้เป็นอย่างดี โอกาสในการเติบโตจึงมีค่อนข้างสูง
ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าแต่ละแห่งจึงมีผลประกอบการออกมาค่อนข้างดี โดยมีทราฟิก หรือคนหมุนเวียนในศูนย์เกือบ 8 ล้านคนต่อสัปดาห์ หรือเพิ่มขึ้น 6 -7% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่พื้นที่เช่าภายในศูนย์ก็มีอัตราสูงถึง 99% เลยทีเดียว
2.ความพร้อมของโรบินสันเอง ทั้งในเรื่องของการลงทุนที่จะมีการลงทุนเฉลี่ยปีละ 3,000 ล้านบาท หรือ 15,000 ล้านบาทตามแผน 5 ปีที่วางไว้ ซึ่งนอกจากการลงทุนเปิดสาขาใหม่ปีละ 2 – 3 สาขาแล้ว ยังมีเรื่องของการรีโนเวทสาขาเดิมทั้งการปรับลดพื้นที่ขายในศูนย์เพื่อเพิ่มเป็นพื้นที่ขายของดีพาร์ทเมนต์สโตร์ และการลดพื้นที่ขายของดีพาร์ทเมนต์สโตร์เพื่อปรับเป็นพื้นที่ของศูนย์ที่จะทำให้สามารถรองรับทราฟฟิกเพิ่มได้อีก
ความพร้อมนี้ยังรวมถึงในเรื่องของการมีแพลตฟอร์มของศูนย์ที่หลากหลายมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 29,000 – 37,000 ตร.ม. ความหลากหลายนี้ ทำให้สามรถปรับขนาดของศูนย์การค้าให้เข้ากับกำลังซื้อของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยโมเดลล่าสุดคือสาขากำแพงเพชร กลายเป็นต้นแบบที่ใช้ในจังหวัดชัยภูมิที่จะเปิดในปลายปีนี้ คือมีพื้นที่ขายประมาณ 30,000 ตร.ม. รวมถึงมีการปรับมิกซ์ของร้านค้าหรือแม็กเน็ตภายในศูนย์ให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในพื้นที่
ด้านตัวสินค้านั้น นอกจากแบรนด์ต่างๆ ของซัพพลายเออร์แล้ว ยังมีสินค้าไพรเวท เลเบล แบรนด์ ที่โรบินสันนำเข้ามาทำตลาดเองเป็นตัวช่วยเติมเต็มทั้งในแง่ของการทดแทนสินค้าของซัพพลายเออร์ที่ไม่สามารถขยายตามไปได้ และการใช้เป็นตัวสร้างความแตกต่างให้กับศูนย์ โดยโรบินสันมีการนำไพรเวท เลเบล บางแบรนด์เข้าไปเปิดช้อปในศูนย์ด้วยเพื่อเติมเต็มทั้ง 2 เรื่องที่ว่านี้