กลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการค้าปลีกชั้นนำของไทย ที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 4 ทศวรรษ ประกาศความสำเร็จศูนย์การค้าที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาย่านธุรกิจการค้า ที่พักอาศัย สอดรับแผนพัฒนาสร้างความเจริญกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิดรีเทลมิติใหม่ ‘สร้างย่านการค้า’ กับ 3 โครงการ 3 มุมเมือง
นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด (MS.SUPALUCK UMPUJH, CHAIRWOMAN OF THE MALL GROUP CO.,LTD.) กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการยกระดับประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจการค้า และการท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนและของโลก ประกอบกับยุทธศาสตร์ในการปักหมุดย่านการค้าสำคัญ และวางเป้าหมายในการ ‘พัฒนาย่านการค้า ไม่ใช่เพียงพัฒนาโครงการศูนย์การค้า’ สอดรับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยภาพรวม เช่นเดียวกับเมืองที่เป็นย่านการค้าสำคัญในโลก ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากระบบรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมสำคัญภายในกรุงเทพฯ
จากประสบการณ์การบริหารธุรกิจรีเทล มากกว่า 4 ทศวรรษ บริษัทฯ ‘สร้างย่านการค้าจนประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา’ ในย่านรามคำแหง ท่าพระ งามวงศ์วาน และยิ่งใหญ่ใน 2 มุมเมืองเมื่อปี 2537 ในย่านบางกะปิ
สำหรับโครงการอภิมหาอาณาจักรศูนย์การค้าครบวงจร เดอะมอลล์ บางกะปิ และในย่านบางแค เพชรเกษม สำหรับเดอะมอลล์ บางแค ต่อเนื่องกับโครงการ ‘ลักซ์ชูรีมอลล์แห่งแรกในประเทศไทย’ในปี2540 กับโครงการศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และปี 2558 กับโครงการศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการ เป็นโครงการสำคัญในย่านกลางเมือง (Midtown) ที่ส่งให้เกิดการขยายตัวของสังคม เศรษฐกิจ บริเวณใจกลางถนนสุขุมวิท รวมถึงการมีส่วนร่วมพัฒนาศูนย์การค้าสยามพารากอน ในย่านกลางเมืองให้เป็นปรากฏการณ์ Jewel of Asia – Retail & Entertainment Phenomenon
และในวันนี้ บริษัทฯ มีความพร้อมในการ พัฒนาย่านการค้าให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น สอดรับกับแผนพัฒนา การขยายตัวของเมือง ผ่าน 3 โครงการศูนย์การค้า ใน 3 มุมเมืองที่มีเอกลักษณ์ (Unique) มีลักษณะเฉพาะ (One and Only) และ มีความโดดเด่น (Outstanding) ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 3 โครงการกว่า 50,000 ล้านบาท โดยโครงการ ดิ เอ็มสเฟียร์ ใจกลางย่านการค้าถนนสุขุมวิท จะเป็นความ เร้าใจใหม่ของกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยหลับใหล (SLEEPLESS METROPOLIS) คัดสรรและรวบรวมศิลปะแห่งการใช้ชีวิตในทุกไลฟ์สไตล์มาไว้ในที่เดียว (Art of Dining, Art of Fashion, Art of Creative) รวมถึงเป็น Entertainment Hub of Asia และจะสร้างปรากฏการณ์ BANGKOK CALLING THE WORLD พร้อมด้วยอภิมหาปรากฏการณ์เฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ ด้วยงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ฉลองร่วมกันทั้ง เอ็มดิสทริค (EM DISTRICT)

ดิ เอ็มสเฟียร์ ความเร้าใจใหม่ของกรุงเทพฯเทียบชั้นมหานครโลก
พร้อมเผยโฉม 1 ธันวาคม นี้
นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็มดิสทริค (MR. KRIENGSAK TANTIPIPHOP, CEO OF EM DISTRICT) กล่าวว่า ‘ดิ เอ็มสเฟียร์’ (THE EMSPHERE) จะเป็น ‘ความเร้าใจและ ชีพจรแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ’ (THE VIBE OF BANGKOK NERVER EXPERIENCED BEFORE) และการเปิด ดิ เอ็มสเฟียร์เป็นเพียงก้าวแรกในการเติมเต็ม เอ็มดิสทริค ที่ประกอบด้วย 3 ศูนย์การค้า ได้แก่
ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ และดิ เอ็มสเฟียร์ ให้สมบูรณ์ในอนาคต โดย ดิ เอ็มโพเรียม จะมีการพัฒนา (Evolving) ปรับปรุง (Renovation) โดย ดิ เอ็มโพเรียมจะเป็น LUXURY INSTITUTE (ความเป็นที่สุดแห่งความหรูหรา) และ ดิ เอ็มควอเทียร์ จะเป็น CUTTING EDGE LUXURY & HYBRID (ความลักซ์ชัวรี่ที่เหนือระดับ มีความเป็นเอกลักษณ์ของไลฟ์สไตล์) ในขณะที่ ดิ เอ็มสเฟียร์ เป็น ฟิวเจอร์ รีเทล (Future Retail) เมื่อรวม 3 ศูนย์การค้าเข้าด้วยกัน เอ็มดิสทริค จะเป็นศูนย์การค้าแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ ที่สามารถขับเคลื่อนถนนสุขุมวิท ให้เป็นย่านการค้าสำคัญดังเช่น ย่านการค้าสำคัญในหลายประเทศ เป็นสิ่งใหม่ในอุตสาหกรรมรีเทลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
เอ็มดิสทริค จะเป็น DISTRICT OF HAPPENING โดยที่ เอ็มดิสทริค มีร้านอาหาร ที่ปิดดึกหลัง เที่ยงคืน บางร้านเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เป็นศูนย์รวมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ตอบโจทย์แนวคิด SLEEPLESS METROPOLIS หรือ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล ผสานกับศักยภาพของเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ระดับเวิลด์คลาส ได้แก่ UOB LIVE ซึ่งเป็น WORLD-CLASS ARENA ความจุ 6,000 ที่นั่ง รองรับการจัดคอนเสิร์ต กิจกรรมระดับโลก สนับสนุนแนวคิดการสร้างศูนย์กลางเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ในระดับภูมิภาคอาเซียน (HUB OF ENTERTAINMENT) ตลอดจนการเป็นสถานที่โชว์เคสของสุดยอดนวัตกรรมยนตรกรรมที่เป็น INNOVATIVE ระดับโลก อาทิ Rolls-Royce, BMW รวมถึงความสมบูรณ์แบบของโชว์รูมยนตรกรรม INNOVATIVE ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ แลนด์โรเวอร์ (Landrover), ปอร์เช่ (Porsche), วอลโว่ (Volvo), ฮุนได (Hyundai), AION แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายเป็นอันดับ 3 ในประเทศจีน เป็นต้น
กล่าวโดยรวม ดิ เอ็มสเฟียร์ จะเป็นศูนย์กลางการ Hang out & Socialize บนทำเลที่ดีที่สุด บนถนนสุขุมวิท รวบรวมเทรนด์และไลฟ์สไตล์กว่า 300 ร้านค้ามากกว่า 1,000 แบรนด์ มาไว้บนพื้นที่กว่า 200,000ตารางเมตร กับ 2 อาคารที่เชื่อมต่อกัน ใช้แนวคิด Industrial Style ในการตกแต่งภายใน ซึ่งเป็นเทรนด์การออกแบบที่ได้รับความนิยม อีกทั้ง มีการใช้มิติของแสง สี เสียงเข้ามาช่วยเสริมบรรยากาศผสมผสานงานศิลปะภายในอาคาร สร้างความแตกต่างอย่างลงตัวจากศูนย์การค้าทั่วไป พร้อมเพิ่มประสบการณ์ของการใช้ชีวิตในยุค Society 5.0 หรือยุค Super Smart Society ซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม จะมีผลต่อการขับเคลื่อนทุกไลฟ์สไตล์ ทำให้ ดิ เอ็มสเฟียร์ เป็นสิ่งเติมเต็มและผลักดันความเป็น FUTURE RETAIL ของเอ็มดิสทริค อย่างแท้จริง