ฟาสต์ รีเทลลิ่ง บริษัทแม่ของยูนิโคล่ ประกาศปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความยั่งยืนกับการเติบโตของธุรกิจ และส่งเสริมสังคมที่ยั่งยืนขึ้นผ่านโมเดลแบบธุรกิจแบบครบวงจร รวมถึงการควบคุมตัวแปรต่างๆ ของสภาพแวดล้อมและสถานที่ทำงานตั้งแต่ระบบซัพพลายเชนทั้งหมดจนถึงช่วงหลังการขาย
โดยกระบวนการทำงานจะเริ่มต้นจากระบบซัพพลายเชน เพื่อควบคุมขั้นตอนการผลิตทั้งหมดได้โดยตรงตั้งแต่ คุณภาพ การจัดซื้อ การผลิต สิ่งแวดล้อม และสิทธิพื้นฐานของแรงงาน ไปพร้อมกับยกระดับแนวคิด RE.UNIQLO เพื่อส่งเสริมการนำเสื้อผ้ายูนิโคล่มารีไซเคิลและนำกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งหลังจากการเปิดตัวเสื้อดาวน์ขนเป็ดรีไซเคิลในปี 2563 ทางบริษัทยังคงเดินหน้าเพื่อการพัฒนาสินค้ารีไซเคิลอื่นๆ จากเสื้อผ้าที่ทำด้วยผ้าแคชเมียร์ ผ้าวูล และผ้าฝ้าย
“เรามีความรับผิดชอบต่อสินค้าทุกชิ้นจาก LifeWear ที่เราผลิตเพื่อลูกค้า เราไม่นิ่งนอนใจ ด้วยขั้นตอนการพัฒนาสินค้า การผลิต และขั้นตอนหลังการขาย เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าของเรานั้นใช้งานได้ยาวนานและตอบโจทย์ หนึ่งในตัวอย่างเพื่อให้ LifeWear ยั่งยืนขึ้น เราได้เปิดตัวโปรเจ็กต์นำร่องร้านค้าเสื้อผ้ามือสองเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยความร่วมมือกับลูกค้าของเรา ชุมชนท้องถิ่น และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ พวกเรายังคงเดินหน้าเพื่อยกระดับความเป็นไปได้ของ LifeWear สร้างธุรกิจที่ส่งเสริมชีวิตของผู้คนและสังคมทั่วโลก” โคจิ ยาไน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง จำกัด กล่าว
ด้านความคืบหน้าของเป้าหมายความยั่งยืนในปีงบประมาณ 2573 ของฟาสต์ รีเทลลิ่ง ประกอบไปด้วย
แนวคิดหลักในการพัฒนาสินค้า ในปี 2566 มีการใช้วัสดุที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ เช่น วัสดุรีไซเคิล เพิ่มขึ้น 8.5% ใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลคิดเป็น 30 % ของสินค้าทั้งหมดโดยเป้าหมายของปีงบประมาณ 2573 อยู่ที่ 50% นอกจากนี้ในส่วนของสินค้า HEATTECH และ AIRism รวมถึงเสื้อตัวนอก PUFFTECH ยังผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลและไนลอน ส่วนเสื้อยืดกราฟิก UT บางรุ่นยังทำมาจากเส้นใยฝ้ายรีไซเคิล
แนวคิดหลักเพื่อ LifeWear ที่ยั่งยืน ยูนิโคล่เปิดแนวคิด RE.UNIQLO เพื่อส่งเสริมการนำเสื้อผ้ายูนิโคล่มารีไซเคิลและนำกลับมาใช้อีกครั้ง รวมถึงมีโปรเจ็กต์เสื้อผ้ายูนิโคล่มือสอง โปรเจ็กต์นำร่องที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดนี้ โดยในระยะแรกเปิดเป็นร้านป๊อปอัพสโตร์ซึ่งวางจำหน่ายสินค้ามือสองได้เปิดให้บริการในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ร้านยูนิโคล่สาขาฮาราจูกุ ในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ 11- 22 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา
เปิดตัวครั้งแรกที่ลอนดอน เมื่อเดือนกันยายน 2565 RE.UNIQLO STUDIO ให้บริการด้านการซ่อมแซมและปรับโฉมเสื้อผ้าได้ขยายสาขาไปทั่วโลก จนถึงเดือนกันยายน 2566 บริการนี้มีอยู่ในร้านสาขา 35 แห่งใน 16 ประเทศ ฟาสต์ รีเทลลิ่ง กำลังพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ด้วยเส้นใยรีไซเคิลที่ทำด้วยผ้าแคชเมียร์ ผ้าวูล และผ้าฝ้ายจากสินค้าของยูนิโคล่ที่รวบรวมจากร้านสาขา
แนวคิดหลักเรื่องการผลิต ฟาสต์ รีเทลลิ่งจัดทำระบบการบริหารครบวงจรสำหรับซัพพลายเชนของบริษัท เพื่อให้สามารถควบคุมขั้นตอนการผลิตทั้งหมดได้โดยตรง ตั้งแต่คุณภาพ การจัดซื้อ การผลิต สิ่งแวดล้อม และสิทธิพื้นฐานของแรงงานรวมถึงการระบุวัตถุดิบและเนื้อผ้าที่ใช้ในกระบวนการตัดเย็บไปจนถึงกระบวนการจัดหาวัตถุดิบต่างๆ
สินค้าฤดูร้อน/ฤดูใบไม้ร่วง 2566 ของยูนิโคล่ทุกชิ้นสามารถบอกแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตได้ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ทางบริษัทฯ สามารถระบุซัพพลายเออร์ตามขั้นตอนการผลิตเส้นใย ซึ่งผลิตจากแหล่งที่เชื่อถือได้และมีความร่วมมือในระยะยาวเพื่อผลิตสินค้าผ้าฝ้ายของยูนิโคล่ ในอนาคต ฟาสต์ รีเทลลิ่ง วางแผนที่จะขยายแนวคิดเดียวกันนี้ไปยังซัพพลายเออร์สำหรับวัสดุอื่นๆ
ฟาสต์ รีเทลลิ่ง กำลังขยายฐานการผลิต พร้อมกับการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานหลักในประเทศจีน รวมถึงเพิ่มอัตราส่วนของสินค้าที่ผลิตจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน โดยอัตราการผลิตในประเทศอินโดนีเซีย และเวียดนามเพิ่มสูงกว่า 50% นอกจากนี้ ฟาสต์ รีเทลลิ่ง วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศในพื้นที่ที่ธุรกิจของบริษัทกำลังเติบโต เช่น อินเดีย
เพื่อความชัดเจนที่มากขึ้นและการควบคุมการจัดหาวัตถุดิบทั้งหมด ฟาสต์ รีเทลลิ่ง จัดทำระบบเพื่อกำหนดคุณภาพของวัตถุดิบและสถานที่ผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน และตรวจสอบขั้นตอนเหล่านี้ได้ตลอดเวลา โดยเริ่มต้นใช้กับกับฝ้าย และจะนำระบบนี้ไปใช้กับวัสดุอื่นๆ ด้วย
ในอนาคต ฟาสต์ รีเทลลิ่ง จะร่วมมือกับพาร์ทเนอร์การผลิตเพื่อระบุฟาร์ม ไร่ปศุสัตว์ และโรงงานต่างๆ สำหรับขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบหลัก สำหรับเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ได้กำหนดผู้ผลิตและมาตรฐานคุณภาพของเกล็ดและเม็ดพลาสติก เพื่อควบคุมคุณภาพ ความโปร่งใส และความปลอดภัยของแหล่งผลิตให้อยู่ในระดับสูงสุด
เพื่อการตรวจสอบแหล่งที่มาที่ชัดเจนขึ้น ฟาสต์ รีเททลิ่ง ได้สรุป Production Partner Code of Conduct กับผู้ผลิตเส้นใยสำหรับสินค้าผ้าฝ้ายของยูนิโคล่ในฤดูใบไม้ผลิปี 2566 การตรวจสอบทั่วไปสำหรับผู้ผลิตเส้นใยรายหลักดำเนินการจนถึงเดือนสิงหาคม 2566 โดยเริ่มใช้มาตรการเดียวกันนี้กับผู้ผลิตเส้นโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล และซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2566 ยูนิโคล่และ GU เริ่มเผยข้อมูลประเทศผู้ผลิตของแต่ละสินค้าผ่านเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ ในบางประเทศ และมีแผนที่จะขยายความคิดริเริ่มนี้ไปยังตลาดอื่นๆ อีกด้วย
แนวคิดหลักเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความคืบหน้าของเป้าหมายของปีงบประมาณ 2573
ที่ร้านสาขาและสำนักงาน ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ตั้งเป้าหมายในการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHC) จากการใช้พลังงานในร้านสาขาและสำนักงานให้ได้ 90% ภายในปีงบประมาณ 2573 เมื่อเทียบกับระดับตั้งไว้ในปีงบประมาณ 2562 จนถึงปี 2565 สามารถลดระดับลงได้ถึง 45.7% และตั้งเป้าเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับร้านสาขาในกลุ่มฟาสต์ รีเทลลิ่ง และสำนักงานทั่วโลกภายในปีงบประมาณ 2573 สำหรับปีงบประมาณ 2565 ได้ดำเนินการแล้ว 42.4 %
ซัพพลายเชน มีการตั้งเป้าหมายในการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHC) ให้สอดคล้องกับการผลิตวัตถุดิบ การผลิตเนื้อผ้า และการตัดเย็บสินค้าของยูนิโคล่ และ GU ให้ได้ 20% ภายในปีงบประมาณ 2573 นี้ เมื่อเทียบกับเป้าหมายของปีงบประมาณ 2562 ซึ่งในปี 2565 ทีผ่านมา ลดระดับการปล่อยก๊าซได้ 6.2% โดย ฟาสต์ รีเทลลิ่งจะเดินหน้าร่วมมือกับโรงงานพาร์ทเนอร์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
การริเริ่มด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มีการเผยแพร่นโยบายการอนุรักษ์ความหลากหลายทางธรรมชาติของกลุ่มฟาสต์ รีเทลลิ่ง (Fast Retailing Group Biodiversity Conservation Policy) บริษัทมีความต้องการบรรลุเป้าหมายเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเชิงบวก ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท (Value Chain) ในระยะยาว จึงจัดทำแบบประเมินเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสี่ยงด้านการพึ่งพาในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งระบุถึงผลกระทบสำคัญของการใช้ที่ดินเพื่อการผลิตผ้าแคชเมียร์ ผ้าวูล และผ้าฝ้าย
ด้านผ้าแคชเมียร์มีการร่วมมือกับนักวิจัยจาก University of the Ryukyus ประเทศญี่ปุ่น ในการใช้ดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานะของผลผลิตจากไร่ปศุสัตว์ที่ผลิตขนแพะแคชเมียร์ให้กับยูนิโคล่ โดยบุคลากรแผนกความยั่งยืนได้เยี่ยมชมไร่ปศุสัตว์ และทำการสำรวจภาคสนามสำหรับผ้าวูลวางแผนที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับผ้าแคชเมียร์ นอกจากนี้ บริษัทกำลังศึกษาเกี่ยวกับการนำเกษตรแบบหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้กับผ้าฝ้าย
กิจกรรมเพื่อสังคม ในปีงบประมาณ 2566 ฟาสต์ รีเทลลิ่ง สนับสนุนเงินจำนวน 5.4 พันล้านเยนเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงจัดหาเสื้อผ้าจำนวน 1.13 ล้านชิ้น โดยมีจำนวนผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้ถึง 1.82 ล้านคน โดยในเดือนกันยายน 2565 มีการเปิดตัวโปรเจ็กต์เพื่อสนับสนุนการดำรงชีพโดยร่วมมือกับ UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหญิงชาวโรฮิงญาในบังกลาเทศ ด้วยการฝึกทักษะการตัดเย็บให้กับผู้หญิงประมาณ 350 คนได้สำเร็จในเดือนสิงหาคม 2566
นอกจากนี้ยังมอบผ้าอนามัยแบบซักได้กว่า 2 ล้านชิ้น และชุดชั้นในผู้หญิงกว่า 430,000 ชิ้นเพื่อแจกจ่ายไปยังแคมป์ผู้ลี้ภัย และตั้งเป้าหมายในการอบรมให้กับผู้หญิงจำนวน 1,000 คนให้เสร็จสิ้นภายในปี 2568 เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัยที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้หญิงในแคมป์ผู้ลี้ภัย
ในเดือนกันยายนปี 2566 มูลนิธิฟาสต์ รีเทลลิ่ง จับมือกับ Philanthropy Asia Alliance สนับสนุนเงินจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การศึกษา และสาธารณสุขในทวีปเอเชีย ซึ่งมูลนิธิยังเปิดตัวโปรแกรมทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติในเวียดนาม โดยนักเรียนกลุ่มแรกจำนวน 6 คน จะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2566
การยกระดับความหลากหลายและการรวมเป็นหนึ่ง โดยเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้บริหารหญิงให้ถึง 50% ภายในปีงบประมาณ 2573 โดยในปลายเดือนสิงหาคม ปี 2565 มีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 43.7%