World Marketing Forum กลับมาอีกครั้ง โดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ร่วมกับสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ที่สำคัญยังเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานต่อจากญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย งานนี้วิทยากรคนสำคัญที่ทุกคนตั้งตารอเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ฟิลิป คอตเลอร์” ปรมาจารย์ด้านการตลาดที่มีชื่อเสียงของโลก ที่ Zoom ตรงจากสหรัฐอเมริกา ในมุมมองของคนที่คร่ำหวอดแวดวงการตลาดมาทั้งชีวิต ชี้ให้เห็นพลวัตความเปลี่ยนแปลงในโลกการตลาดที่หมุนเร็วทุกวินาที และนี่คือสิ่งที่เราได้จากการถอดความรู้จากกูรูการตลาดวัย 92 ปีคนนี้
- หากย้อนกลับไปในยุค 1960 โลกการตลาดในเวลานั้นเป็นอะไรที่ Simple แค่ออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานของสินค้า ราคา ช่องทางจัดจำหน่าย และโฆษณา เรียกได้ว่าเป็นยุค Product Oriented
- ปี 1967 ฟิลิป คอตเลอร์ เปิดตัวหนังสือ Marketing Management บนพื้นฐานของโลจิกด้านเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมมนุษย์ ทฤษฎีการจัดการ การวิเคราะห์เชิงปริมาณ จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ส่งผลให้ปี 1969 ไม่ว่าหน่วยงานไหนต่างนำการตลาดมาใช้ในทุกกิจกรรม และเกิดการสร้างแบรนด์บุคคลขึ้นบนโลก
- การเปลี่ยนแปลงเริ่มคืบคลานเรื่อยๆ นับจากเกิดสื่อใหม่ทั้งวิทยุ และโทรทัศน์ ทำให้โฆษณามีลูกเล่นใหม่ มาถึงการเกิดคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ตามด้วยโซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ และดูเหมือนว่าพลวัตจะทวีความรุนแรงขึ้นนับจากนี้ เมื่อโลกมี AI /Machine Learning / Chat GPT ทำให้โลกการตลาดทั้งใบกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า Immersive Marketing Era
- Immersive Marketing คือ เป็น 'โลกที่หลอมรวม' ผสมผสานโลกจริง โลกเสมือน ผ่านการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อนำสู่การใช้งาน หรือต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น AI / Social Media / Voice and Facial Recognition / Big Data and Machine Learning / Chatbots / AR-VR / Automation Machine-robot ,drone , self-driving vehecles /Sensor and IoT ทำให้ประชากรไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์เท่านั้น หากแต่รวมถึงประชากรเอไอ (AI) บอต (Bot) ที่นักการตลาดต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมด้วยเช่นกัน ซึ่ง MarTech เหล่านี้เรียกว่า Quantum Marketing
- ต้องยอมรับว่าไดนามิก และกิจกรรมการตลาดที่เพิ่มขึ้นช่วยกระตุ้นการเติบโตให้กับแบรนด์ก็จริง แต่ในเวลาเดียวกัน ทุกการเติบโตย่อมทำให้การปล่อยคาร์บอนบนโลกนี้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น “ความยั่งยืน” เป็นคำตอบของนักการตลาดที่ต้องตระหนักควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการทำแคมเปญด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง รวมถึงหาทางออกด้วยคอนเซ็ปต์การตลาดในโลกยุคใหม่ นั่นคือ Degrowth หรือ Post Growth ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรส่วนเกินในประเทศร่ำรวย เพื่อนำเศรษฐกิจกลับสู่ความสมดุลของโลก ผ่านกระบวนการ 4Rs /Circular Economy และลดขยะของเสีย
-สุดท้ายนี้ ฟิลิป คอตเลอร์ ได้สรุปการตลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า
1.ผู้ซื้อจะเลือกแบรนด์ที่ดีที่สุดโดยไม่สนใจดูโฆษณาและการชักชวนของพนักงานขาย ดังนั้นการทำตลาดที่ประสบความสำเร็จการตั้งราคาที่ฉลาด แบรนด์สตอรีที่แข็งแรง และมีช่องทางจำหน่ายของตัวเอง
2.การสร้างสรรค์ทางการตลาดจะสำคัญในการนำพาประสบการณ์ที่ดีไปสู่ลูกค้า
3.นักการตลาดต้องใช้ Customer Journey Mapping /Touchpoint Marketing / Personas / Content Marketing / Influencer Marketing
4.Machine Learning เป็นสิ่งจำเป็นต่อการวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์การนำเสนอต่อลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
“ภายใน 5 ปี ถ้าคุณทำและอยู่ในธุรกิจเดิมๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ คุณจะถูกบังคับให้ออกจากธุรกิจ แต่ถ้าคุณไม่เพิ่ม “ความยั่งยืน” เข้าไปในการทำธุรกิจ คุณจะต้องออกจากธุรกิจไปตลอดกาล”