EY Future Consumer Index (FCI) เผยผู้บริโภคเน้นหาข้อเสนอดีที่สุด แทนการจัดลําดับความสําคัญตามประสบการณ์ ความภักดีต่อแบรนด์ หรือความสะดวกสบาย ภาพชัดที่สุด คือหลายคนหันไปใช้สินค้าที่ร้านผลิตเอง (Private Label) เพื่อประหยัดเงิน
EY- Ernst & Young ให้บริการหลากหลายแก่ธุรกิจ ทั้งการประกัน ภาษี บริการให้คําปรึกษาด้านธุรกรรม และคําปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เป็นหนึ่งในผู้ตรวจสอบบัญชี "Big Four" ร่วมกับ Deloitte, Pricewaterhouse Coopers (PwC) และ KPMG
EY Future Consumer Index เป็นการเก็บข้อมูลรายไตรมาส สํารวจความเห็นผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 14,000 ราย ใน 15 ประเทศ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 เป็นต้นมา ดัชนีติดตามข้อมูลความเชื่อมั่น และพฤติกรรมในหัวข้อต่างๆ ทั้งการใช้จ่าย การออม และการนําเทคโนโลยีมาใช้ ให้ Insight เกี่ยวกับความต้องการและความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นเครื่องมือสําหรับธุรกิจที่พยายามทําความเข้าใจและเชื่อมต่อกับลูกค้าของตน
สรุปแนวโน้มสําคัญที่กําหนดพฤติกรรมของผู้บริโภค ได้แก่
1. การเพิ่มขึ้นของ Experience Economy
2. ความต้องการ Personalization เพิ่มขึ้น
3. การให้ความสําคัญเรื่องความยั่งยืนเพิ่มขึ้น
EY FCI แบ่งผู้บริโภคเป็น 5 กลุ่มพฤติกรรมการจับจ่าย ประกอบด้วย
Affordability First มีสัดส่วนสูงสุด 36% เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับปีที่แล้ว Health First 26% Planet First (14%) Society First (12%) Experience First ลดลงจาก 12% เหลือ 11%
62% ของผู้บริโภค กล่าวว่า พวกเขากังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ 50% คาดว่าจะใช้จ่ายเท่าเดิมในการซื้อสินค้าครั้งต่อไปเทียบกับปีก่อนหน้า
Kathy Gramling ผู้บริหารของ EY Americas กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมองความคุ้มค่า คุ้มราคา จากร้านที่ซื้อสินค้าก่อน ไม่จัดลําดับความสําคัญของการซื้อ ข้อมูลระบุว่า ผู้บริโภคในสหรัฐ 8 ใน 10 คน มีแผนซื้อสินค้าน้อยลงในทุกหมวดหมู่เพื่อประหยัดเงิน
46% ระบุว่า พวกเขาซื้อสิ่งจําเป็นจริงๆ เท่านั้น 48% ซื้อสินค้าออนไลน์และจากร้านค้าเท่าๆ กัน ส่วน 42% ใช้ออนไลน์เป็นส่วนใหญ่
"พูดตามเนื้อผ้า แบรนด์และ Retailer ใช้ช่วงเวลาสําคัญ เช่น Black Friday และ Cyber Monday กระตุ้นความต้องการวันหยุด นอกจากนั้น เรายังเห็นว่าผู้บริโภคจํานวนมากพยายามจัดการงบ เตรียมการ และซื้อของตลอดทั้งปี"
69% ของผู้บริโภคระบุว่า สินค้าที่ร้านผลิตเอง (Private Label) ช่วยประหยัดเงิน จุดสำคัญคือ Private Label สนองความต้องการได้ดีไม่ต่างจากสินค้าแบรนด์ดัง นอกจากนี้ 57% บอกว่า คุณภาพสินค้า Private Label ดีกว่าเดิมมาก
Brand Loyalty ก็ชัดเจนเช่นกัน เด่นที่สุดคืออาหาร โดยผู้บริโภค 63-64% เต็มใจซื้ออาหารบรรจุหีบห่อและอาหารสดที่มี Private Label
Isaac Krakovsky ผู้บริหารของ EY Americas กล่าวว่า พฤติกรรมการช้อปปิ้งเหล่านี้สนับสนุนความต้องการระบบนิเวศการค้าปลีกที่เชื่อมต่อกัน และ Insight ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
"มีโอกาสอย่างมากที่ Retailer จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งของผู้บริโภคทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นผ่าน AI และจัดการสนทนาที่เหมาะสม เพื่อสร้างการแบ่งประเภทประสบการณ์และเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าแต่ละคน"
ที่มา storebrands.com/more-consumers-see-store-brands-money-saving-option