ภายใต้วิสัยทัศน์ GROWING FOR GOOD เพื่อมุ่งสร้างความยั่งยืนและการเติบโตทางธุรกิจภายในประเทศไทยผ่าน 5 ภารกิจหลัก นั่นคือ 1) การลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Brand Building) 2) การพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและขยายตลาดให้กว้างขึ้น (Innovation and Portfolio Expansion) 3) การรุกขยายระบบการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง (Proactive Channel Expansion) 4) การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงผู้บริโภค สังคมและสิ่งแวดล้อม (Social & Environmental Responsibility) และ 5) การพัฒนาองค์กรและศักยภาพของบุคลากร (Organizational & HR Development)
มร.โอเมอร์ มาลิค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การร่วมทุนกับกลุ่มซันโตรี่จะเป็นการผสานพลังและศักยภาพของทั้งสองบริษัทชั้นนำระดับโลกในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการรุกขยายพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มอย่างเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มที่ช่วยเติมเต็มความสดชื่น เครื่องดื่มเกลือแร่ ชา-กาแฟพร้อมดื่ม น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำผลไม้ รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคตเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย
ทั้งนี้ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 19,680ล้านบาท ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มให้กับเครือเป๊ปซี่โค อาทิ เครื่องดื่ม“เป๊ปซี่” “มิรินด้า” “เซเว่น-อัพ” ชาพร้อมดื่ม “ลิปตัน” เครื่องดื่มเกลือแร่ “เกเตอเรด” และเครื่องดื่ม“อควาฟิน่า” รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มและสินค้าใหม่ๆ จากซันโทรี่ในอนาคต โดยมีฐานการผลิตเครื่องดื่ม 2 แห่ง คือ โรงงานระยองซึ่งมีขนาด 96 ไร่ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง และโรงงานสระบุรี บนพื้นที่ 104 ไร่ภายในนิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรี
ในแง่ของการจัดจำหน่าย ซึ่งถือเป็น 1 ในคีย์ซัสเซสของการทำตลาดเครื่องดื่มนั้นยังคงผนึกพันธมิตรกับ “ดีเอชแอล” ผู้นำในด้านลอจิสติกส์และการบริหารคลังสินค้าระดับโลก ควบคู่ไปกับการใช้โมเดลธุรกิจแบบดิสทริบิวเตอร์เพื่อกระจายสินค้าไปยังท้องถิ่นผ่านตัวแทน 24 แห่ง ซึ่งสามารถเข้าถึงร้านค้าปลีก-ส่งและร้านโชว์ห่วยกว่า 470,000 แห่งทั่วประเทศ
เป๊ซี่ + ซันโตรี่
1+1 มากกว่า 2
การร่วมทุนระหว่างเป๊ปซี่กับซันโตรี่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะทั้งคู่เคยจับมือกันในลักษณะที่ใกล้เคียงกันนี้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป๊ปซี่อาศัยฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของกลุ่มซันโตรี่เข้ามาเป็นตัวช่วยหนุนในกาเข้าไปทำตลาดในแดนซามูไร
ส่วนในประเทศไทยนั้น ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำตลาดเครื่องดื่มมามากกว่าครึ่งศตวรรษ จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันกลุ่มซันโตรี่ให้สามารถเข้ามาแจ้งเกิดแบบเต็มทัพใหญ่ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีความพยายามมาหลายครั้ง
บริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากการเข้ามาแชร์ตลาดน้ำอัดลม ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 50,000 ล้านบาท และเป๊ปซี่เองก็ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในตลาดน้ำดำในบรรจุภัณฑ์แบบไม่ต้องคืนขวด(ทั้งขวดพีอีทีและกระป๋อง) ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่มากกว่า 45% และยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกปี
สิ่งที่เป็นข้อดีอีกอย่างก็คือในเรื่องของการตลาด ที่แม้วันนี้ระบบจัดจำหน่ายของเป๊ปซี่จะไม่ได้ดีที่สุดเทียบเท่ากับในอดีตที่เคยมีกลุ่มเสริมสุขเป็นพาร์ทเนอร์ แต่ก็ถือว่าเป็นเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ถูกเซ็ทขึ้นมาเพื่อรับกับตัวสินค้าที่เน้นไปที่แพ็กเกจจิ้งแบบวันเวย์ ซึ่งจะสามารถเกื้อหนุนกับเครื่องดื่มใหม่ๆ ของซันโตรี่ที่จะตามเข้ามาในอนาคต
ขณะที่กลยุทธ์การตลาด เป๊ปซี่มี Best Practice ที่เคยใช้ประสบความสำเร็จในหลายตลาด สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างสีสันให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
เมื่อมองมาที่ตัวพันธมิตรอย่างซันโตรี่ ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ก็น่าจะเข้ามาช่วยเติมเต็มให้พอร์ตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของเป๊ปซี่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และน่าจะช่วยลดภาพที่คุ้นชินจากการทำตลาดน้ำอัดลมมาอย่างยาวนานไปได้บ้างไม่มากก็น้อย......