“ต่อจากนี้ไป ถ้าจะแข่งขัน เดอะมอลล์ กรุ๊ปจะลงแข่งขันในสนามที่เป็นสนามแข่งระดับฟอร์มูล่า 1 เท่านั้น”
นั่นคือคำประกาศของ ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ที่ให้ไว้ในงานแถลงข่าวล่าสุดของกลุ่มเดอะมอลล์ ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวของมันเองว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ปก้าวข้ามจากการแข่งขันในระดับเดิมๆ สู่สนามค้าปลีกที่ใหญ่ขึ้น
เป็นการผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกแถวหน้าของเอเซีย ที่ไม่ใช่แค่การทำห้างหรือศูนย์การค้าในรูปแบบเดิมๆ ที่ตอบโจทย์แค่กลุ่มลูกค้าคนไทย แต่เป็นการสร้างย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญของประเทศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทย ก้าวขึ้นมาเป็นเดสทิเนชั่นด้านท่องเที่ยวและเป็นแหล่งช้อปปิ้งสำคัญของโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต้องปักหมุดเอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่จะต้องมาให้ได้
ผู้บริหารของกลุ่มเดอะมอลล์ บอกว่า เดอะมอลล์เริ่มต้นทำธุรกิจค้าปลีกด้วยการเปิดสาขาแรกที่ราชดำริเมื่อ 42 ปี ที่แล้ว ซึ่งหากย้อนไปดูจะพบว่า เดอะมอลล์ เป็น “ปลาเล็ก” ที่ถูกแวดล้อมด้วย “ปลาใหญ่” หรือผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศทำให้สาขาแรกที่เปิดตัวต้องปิดลง ก่อนที่จะขยับขยายออกไปเป็นสาขาในย่านชานเมือง ไม่ว่าจะเป็นรามคำแหง ท่าพระ บางแค บางกะปิ และงามวงศ์วาน ซึ่งศุภลักษณ์ให้นิยามว่า เป็นการย้ายสนามแข่งขันที่ทำให้เดอะมอลล์ กลายเป็น “ปลาใหญ่” ที่ถูกแวดล้อมด้วยปลาเล็กในพื้นที่ที่ขยายสาขาเข้าไป
ในช่วงเวลานั้น เดอะมอลล์กลายเป็น “New Kid on the Block” ที่เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดค้าปลีกของบ้านเราที่ไม่เพียงจะนำคอนเซ็ปต์ของการเป็นอาณาจักรความสุขทุกครอบครัวด้วยความครบวงจรของห้างสรรพสินค้าและช้อปปิ้งมอลล์เท่านั้น แต่เดอะมอลล์ยังนำเรื่องของเอนเตอร์เทนเม้นต์เข้ามาเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญที่ดึงดูดคนให้เข้ามาใช้บริการ จนกลายเป็นเดสทิเนชั่นของ “ช้อปปิ้ง เอนเตอร์เทนเม้นต์” ที่เป็นต้นแบบของการทำตลาดศูนย์การค้าในช่วงเวลาต่อมา
แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ น่าจะอยู่ที่การเข้ามาเป็นดิ เอ็มโพเรียมในปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เดอะมอลล์ก็กล้าที่จะเปิดตัวห้างที่เรียกได้ว่าเป็นรายแรกที่ทำในเรื่องของลักชัวรี่แบรนด์ ซึ่งศุภลักษณ์บอกว่า เป็นอีกความสำเร็จที่น่าจดจำของกลุ่มเดอะมอลล์

นั่นเพราะความกล้าเสี่ยงที่จะสวนกระแสเปิดห้างที่จับกลุ่มระดับบนด้วยการนำเสนอสินค้าลักชัวรี่แบรนด์รายแรกในไทย ทำให้เอ็มโพเรียมแจ้งเกิดอย่างรวดเร็ว จนตามมาด้วยการเปิดเอ็มควอเทียร์ ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ตัวที่ 2 ที่ว่ากันว่า เป็นการสร้างย่านการค้าขึ้นมาบนตอนกลางของถนนสุขุมวิท ซึ่งศุภลักษณ์มองเป็นย่านเบเวอร์ลี่ ฮิลส์ของกรุงเทพฯ เพราะเป็นย่านที่อยู่ของคนมีฐานะของกรุงเทพฯ ที่ต่อมาถูกพัฒนาเป็นย่านที่มีคอนโดมิเนียมระดับบนและโรงแรม 5 ดาวเข้ามาเปิดเป็นจำนวนมาก
ส่วนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ถูกเติมเข้ามาก็คือดิ เอ็มสเฟียร์ ซึ่งจะทำให้ย่านเอ็ม ดิสทริค มีความสมบูรณ์แบบตามกลยุทธ์การสร้างย่านการค้าของกลุ่มเดอะมอลล์
ทั้ง 3 ศูนย์การค้าจะมี Positioning ที่แตกต่างกัน โดยดิ เอ็มโพเรียมจะเป็น Luxury Institute หรือความเป็นที่สุดแห่งความหรูหรา และดิ เอ็มควอเทียร์จะเป็น Cutting Edge Luxury & Hybrid ความลักชัวรี่ที่เหนือระดับ มีความเป็นเอกลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ ส่วนดิ เอ็มสเฟียร์ เป็นฟิวเจอร์ รีเทล (Future Retail) เมื่อรวม 3 ศูนย์การค้าเข้าด้วยกัน เอ็ม ดิสทริคจะเป็นศูนย์การค้าแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ และช่วยขับเคลื่อนถนนสุขุมวิทให้เป็นย่านการค้าสำคัญดังเช่นย่านการค้าสำคัญในหลายประเทศ เป็นสิ่งใหม่ในอุตสาหกรรมรีเทลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ศุภลักษณ์ บอกว่า ตามแผน 5 ปีที่กลุ่มเดอะมอลล์วางไว้นั้น จะเป็นเดอะมอลล์ยุคใหม่ที่จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายในระดับบนมากขึ้น โดยมองเห็นเทรนด์ของการเติบโตในเรื่องกำลังซื้อ รวมถึงเรื่องของการท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับตลาดค้าปลีกของบ้านเรา ในฐานะของการเป็นช้อปปิ้ง พาราไดซ์ ซึ่งการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของกลุ่มเดอะมอลล์จะเป็นการสร้างย่านธุรกิจการค้า มากกว่าแค่การทำศูนย์การค้าเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ จากการลงทุนทำโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์ภายใต้ชื่อ Bangkok Mall ที่เป็นโครงการที่มีพื้นที่ขายระดับ 1 ล้านตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนให้ย่านตอนบนของถนนสุขุมวิทก้าวขึ้นมาเป็นย่านการค้าที่สำคัญอีกแห่งของกรุงเทพฯ
ศุภลักษณ์บอกว่า แม้ในย่านดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันและเป็นเรดโอเชียน เพราะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัลทั้งเซ็นทรัล บางนา และเมกาบางนาตั้งอยู่ แต่ก็เป็นอีกโลเคชั่นที่ค่อนข้างดี เพราะสามารถเชื่อมต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิด้วยโครงการรถไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งกลุ่มเดอะมอลล์เองจะมีการเติมเต็มสิ่งต่างๆ เข้าไป เพื่อทำให้ย่านนี้ เป็นอีกย่านการค้าที่สำคัญในตอนบนของถนนสุขุมวิทหรือที่เรียกว่าย่านอัพทาวน์
“เราประสบความสำเร็จกับดิ เอ็มโพเรียมแบบที่คนไม่คาดคิดว่าจะทำได้ ขณะที่ในปัจจุบันยอดขายของสินค้าลักชัวรี่ในบ้านเราก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกต่อจากอเมริกาและยุโรป ซึ่งการเติมเต็มในเรื่องของเอนเตอร์เทนเม้นต์เข้าไปจะทำให้ไม่เพียงประเทศไทยจะมีแหล่งช้อปปิ้งดีๆ แต่ยังมีที่แฮงก์เอาท์ระดับโลกที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มแรงดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งหมดนั้นจะเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มเดอะมอลล์ตามยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธุรกิจของเรา”

เธอยังบอกอีกว่าหลังจากนี้ กลุ่มเดอะมอลล์จะหันมาทำตลาดกับคนระดับบน รวมถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะมองว่า กลุ่มลูกค้าระดับกลางลงล่างมีปัญหาในเรื่องกำลังซื้อ เพราะติดกับดักต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือนที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการจับจ่าย โดยการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ จะเข้ามาช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในแต่ละย่าน โดยเฉพาะกับเรื่องของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมืองรุ่นใหม่ รวมถึงเป็นตัวช่วยเชื่อมต่อที่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ที่นอกจากจะเชื่อมโยงการช้อปปิ้งแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการใช้ชีวิตได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้กลุ่มเดอะมอลล์ต้องมีการปรับกลยุทธ์ โดยภาพสะท้อนของเรื่องนี้ก็คือการรีแบรนด์ศูนย์การค้าย่านชานเมืองมาเป็น “เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์” ที่จะมาด้วยแนวคิด A Happy Place to Live Life หรือ “ชีวิตที่มีความสุขทุกครอบครัว” เริ่มรีโนเวทหรือปรับโฉมจากเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ท่าพระ และล่าสุดเดอะมอลล์ บางแค และ เดอะมอลล์ บางกะปิ ที่เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้
ส่วนการปรับโฉมของเดอะมอลล์ที่เป็นสาขาในย่านชานเมืองจะเป็นการปรับเกมครั้งใหญ่ของกลุ่มเดอะมอลล์ โดยเฉพาะกับการเติมแนวคิดในเรื่องของการสร้างย่านการค้า โดยเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ จะมีการจับมือกับกลุ่มทีซีซี ของเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ทำศูนย์การค้าตะวันนา และโลตัสของกลุ่มซีพี เพื่อเติมเต็มการสร้างย่านการค้าขึ้นมาผ่านการสร้างสกายวอล์กที่จะเชื่อมต่อพื้นที่ดังกล่าวไปจนถึงแยกลำสาลีที่มีรถไฟฟ้า 2 สายมาบรรจบกัน โดยกลุ่มทีซีซีจะมีการลงทุนเพิ่มเติมในการสร้างโรงแรมและอาคารสำนักงาน ซึ่งจะทำให้บางกะปิกลายมาเป็นย่านการค้าที่สำคัญในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ
“การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นฮับของอาเซียนและเอเซีย จะทำให้บ้านเรากลายเป็นเดสทิเนชั่นที่นักท่องเที่ยวจะวางไว้เป็นหมุดหมายในการเดินทาง และการมีย่านช้อปปิ้งหรือย่านธุรกิจที่ตอบโจทย์ครบทั้งการ ช้อปปิ้ง การใช้ชีวิต รวมถึงเอนเตอร์เทนเม้นต์ยามค่ำคืนจะเข้ามาช่วยวสร้างแรงดึงดูดมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ดิ เอ็มโพเรียม และดิ เอ็มสเฟียร์เองจะมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นคนไทยถึง 80% หลังจากนี้จะมีการมองถึงการเพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวให้ได้ในสัดส่วน 50%”