จากรายงานของสมาคมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลก (WINA) พบว่าในปี 2022 ความต้องการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกสูงถึง 1.21 แสนล้านซอง เพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่สำคัญคนไทยมีสถิติบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึง 3,870 ล้านซองต่อปี ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 9 ของประเทศที่มีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีการมองกันว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในบ้านเราเริ่มมีการอิ่มตัวมากขึ้น โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบซองที่ปัจจุบัน ตัวเลขการบริโภคต่อหัวต่อปีจากข้อมูลของศูนย์วิจัยธนาคารกรุงศรี พบว่าประเทศไทย มีอัตราการบริโภคที่ 51.9 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี
รั้งอันดับที่ 4 ของโลก รองจากเวียดนาม (87.1 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) เกาหลีใต้ (73.3 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) และเนปาล (53.6 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) เทียบกับการบริโภคเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 15.4 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี มาม่าเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 47.6% ตามมาด้วยไวไว 23.7% และยำยำ 15.4% จากมูลค่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่น่าจะมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี
แม้ตลาดจะยังมีการเติบโตอยู่ แต่สิ่งที่ผู้เล่นในตลาดนี้ต้องเผชิญก็คือ การเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นค่อนข้างต่ำ แถมยังถูกควบคุมราคาจากกระทรวงพาณิชย์ แม้จะมีความพยายามในการขยายไลน์ไปทำตลาดที่เป็นพรีเมียมมากขึ้น แต่ก็ยังทำออกมาได้ไม่เต็มที่นัก ตลาดนี้ จึงเป็นตลาดที่ต้องเน้นในเรื่องของการมี Economy of Scale หากต้องการจะทำกำไรในตัวเลขที่เพิ่มขึ้น
ยิ่งเกมการตลาดทั้งหมด โดนลีดโดยผู้นำตลาดอย่างมาม่า ที่หากมาม่า ไม่มีการขยับในเรื่องของการขึ้นราคา ก็ยากที่คู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาด จะทำเรื่องนี้ก่อน
เมื่อมองมาที่ผลประกอบการของผู้เล่นรายนี้ พบว่า ในปี 2564 มีรายได้รวม 6,797.91 ล้านบาท กำไร 306.03 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 รายได้รวม 7,734.02 ล้านบาท แต่มีกำไรในตัวเลขที่ลดลงนั่นคือ 125.35 ล้านบาท

การขยับตัวล่าสุดของไวไว แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด จึงถือว่าน่าสนใจไม่น้อย โดย ยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาดของไวไว บอกว่า นอกจากการมองถึงการออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียมภายใต้แบรนด์ไวไวที่ขายในราคา 15 บาทที่น่าจะส่งออกมาทำตลาดในปีหน้าแล้ว สิ่งที่ไวไว ทำออกมาอีกอย่างก็คือ การให้น้ำหนักกับสินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพื่อให้สามารถทำมาร์จิ้นได้เพิ่มขึ้น
เขาบอกว่า วิธีในการทำตลาดอย่างหนึ่ง ก็คือ การทำกำไรด้วยการแยกเส้นกับเครื่องปรุงรสที่เดิมอยู่ในซองผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ออกมาทำตลาด ซึ่งไวไวเองมีผลิตภัณฑ์ทั้งที่เป็นเครื่องปรุงรสภายใต้แบรนด์ฟ้าไทย และรสเด็ด ที่มีผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสในรูปแบบต่างๆ ทั้งผงปรุงรส น้ำซุป และซอสปรุงรสต่างๆ โดยในส่วนนี้ จะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น อาทิ ซอสกะเพรา เพื่อเป็นอีกตัวช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตให้พอร์ตสินค้ากลุ่มเครื่องปรุงรส
ส่วนเส้นเปลือยที่ไม่มีเครื่องปรุงรสที่แยกออกมาทำตลาด จะมีทั้งที่เป็นเส้นบะหมี่ภายใต้แบรนด์ “นู้ดดี้” ที่ส่งเข้าตลาดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และเส้นหมี่อบแห้งภายใต้แบรนด์ไวไว ที่อยู่ในตลาดมานาน และไวไวก็เป็นผู้นำในตลาดนี้ ก็ถูกให้น้ำหนักในการทำตลาดมากขึ้น

โดยเฉพาะเส้นหมี่อบแห้งไวไว ที่เดิมทีนั้น ตลาดนี้ส่วนใหญ่จะมีลูกค้าหลักๆ คือกลุ่ม B2B หรือกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีสัดส่วนการขายถึงมากกว่า 70% ขณะที่กลุ่มลูกค้า End User ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก
การขยายฐานการบริโภคไปยังกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคโดยตรง จึงถูกทำออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังมานี้ โดยมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เพิ่มในเรื่องของสุขภาพเข้าไปเพื่อจับเทรนด์การใส่ใจสุขภาพของคนไทย พร้อมทั้งออกแพ็กไซส์ขนาดเล็กที่พอดีกับการบริโภคแต่ละครั้ง นั่นคือขนาด 150 กรัม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าทั่วไป
ยศสรัล บอกว่า ไวไว เป็นผู้นำในตลาดเส้นหมี่อบแห้งมานาน โดยเฉพาะในตลาดที่เป็นร้านค้าหรือร้านอาหาร แต่ตลาดนี้ก็แข่งกันในเรื่องของราคาค่อนข้างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถทำกำไรได้ดีนัก การหันมาขยายฐานเข้าครัวเรือนที่ยังมีการบริโภคเส้นหมี่อบแห้งค่อนข้างน้อย ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นพรีเมียม โปรดักท์ เข้ามาทำตลาด จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะถูกให้น้ำหนักมากขึ้น
ก่อนหน้านั้น ไวไว มีการออกเส้นหมี่อบแห้งข้าวไรซ์เบอรี่ และข้าวกล้อง ที่เลือกวางขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลีก ล่าสุด มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่คือ เส้นหมี่อบแห้งไฟเบอร์สูง ขนาด 150 กรัม ซึ่งเป็น functional product อีกหนึ่งทางเลือก สำหรับคนที่รักเมนูเส้นและต้องการดูแลสุขภาพควบคู่ไปด้วย โดยจะมีการวางขายในช่องทางโมเดิร์นเทรดในราคาซองละ 26 บาท

ทำให้ไวไว มีสินค้าในกลุ่มเส้นหมี่อบแห้งอยู่ 6 SKU ประกอบด้วย เส้นหมี่อบแห้งไวไว ผลิตจากข้าวเจ้าคุณภาพ 100% มี 3 ขนาด คือ 180 กรัม / 500 กรัม และ 2,700 กรัม, เส้นข้าวกล้องอบแห้ง 170 กรัม, เส้นก๋วยเตี๋ยว (เส้นเล็กอบแห้ง) 150 กรัม และน้องใหม่ เส้นหมี่อบแห้งไฟเบอร์สูง ขนาด 150 กรัม โดยคาดหวังว่าสินค้าตัวใหม่ที่ส่งลงตลาดนี้ จะทำรายได้ให้กับไวไว ประมาณ 100 ล้านบาทในปีแรกที่วางตลาด
ส่วนการเข้ามากระตุ้นให้เกิดการบริโภคในครัวเรือนมากขึ้นนั้น ยังคงต่อเนื่องการให้ความรู้ ในเรื่องของการนำเส้นหมี่อบแห้งไปปรุงเมนูรูปแบบต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมผ่านทางสื่อต่าง ๆ ทั้ง Offline และ Online อาทิ กิจกรรมแชร์สูตรเมนูจากเส้นหมี่อบแห้งที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น มีผู้ที่สนใจร่วมแชร์เมนูและแสดงความคิดเห็นเกินกว่าเป้าที่คาดการไว้กว่าเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้หลักของไวไว ยังคงมาจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีสัดส่วนถึง 70% ของรายได้รวม ขณะที่เส้นเปลือยและเครื่องปรุงรส จะทำรายได้รวมกันประมาณ 30% ซึ่งการทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ไวไว และควิก ยังคงอย่างต่อเนื่อง แต่จะเพิ่มน้ำหนักในส่วนที่เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียมมากขึ้นในปี 2567 ที่จะถึงนี้
เป็นอีกการขยับตัวที่น่าสนใจของเบอร์ 2 ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างไวไว ที่กำลังมองหาการสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ๆ ที่ไม่ได้พึ่งพาแค่เพียงตลาดเดิมๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป....