กลายเป็นกระแสไวรัลไปทันที เมื่อเพจของ Mamalover เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ของตัวเอง เป็นรูปโลโก้คู่แข่งคือไวไว ซึ่งไม่เพียงสร้างความสงสัย แต่ยังเกิดคำถามให้ชวนสงสัยว่า ทั้งคู่ทำอะไรร่วมกันเหรอ ซึ่งผู้บริหารอย่าง “พันธ์ พะเนียงเวทย์” ออก มาเฉลยผ่านสื่อมวลชนเองว่า นี่คือแคมเปญสร้างสรรค์ที่มาม่าทำออกมา เพื่อให้ผู้เล่นในตลาดนี้เห็นพ้องต้องกันว่า การแข่งขันที่สร้างสรรค์ของทุกแบรนด์จะทำให้ผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกมาที่ผู้บริโภค
และไม่ทันข้ามคืน เพจ Waiwai เองก็ออกมาโพสต์ตอบรับกับแนวคิดนี้ทันที พร้อมขอบคุณพี่ใหญ่อย่างมาม่า ที่ออก มาจุดกระแสในเรื่องนี้
การทำแคมเปญเชิงสร้างสรรค์แบบนี้ ถือเป็นอีกภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่า แม้ในโลกของการแข่งขันทางการตลาด จะมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ แต่การแข่งขันก็ไม่จำเป็นต้องเหลือผู้ชนะหรือผู้แพ้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำให้วินได้ทุกฝ่าย ซึ่งเราเรียกแนวคิดแบบนี้ว่า Positive Sum Game

Positive Sum Game คือแนวคิดที่ทำให้ “เค้ก” ของตลาดโตขึ้น แทนที่จะเป็นการแข่งขันแย่งส่วนแบ่งจนใครได้ใครเสีย แต่เป็นการร่วมมือหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้ทุกฝ่ายในตลาดได้รับผลประโยชน์พร้อมกัน
พูดง่ายๆ ว่า แทนที่จะแข่งเพื่อแย่งแชร์กันเอง ซึ่งจะมีบางแบรนด์ได้แต่บางแบรนด์เป็นฝ่ายเสียแชร์ ก็หันมาทำอะไรที่สร้างสรรค์ร่วมกัน พร้อมช่วยกันผลักดันให้ตลาดมันเติบโต และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือทุกแบรนด์ที่อยู่ในตลาดจะร่วมกันแบ่งเค้กที่เติบโต
หากย้อนมามองที่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้าน ได้รับผลกระทบจากเศรฐกิจที่ชะลอตัว จนส่งผลทำให้ตลาดบะหมี่ซองแบบแมสที่ขายซองละ 10 บาท ไม่มีการเติบโต ในแง่ของปริมาณ แต่การเติบโตในแง่ของแวลู่ยังมีอยู่ เพราะมีแรงส่งจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียม
เมื่อมองมาที่ส่วนแบ่งตลาดที่แต่ละแบรนด์มีอยู่ มาม่ายังคงเป็นผู้นำตลาดที่แข็งแกร่ง มีแชร์อยู่ราว 49 – 50% ขณะที่ไวไวเป็นเบอร์ 2 แชร์ราว 26 – 27% และยำยำเป็นเบอร์ 3 แชร์ประมาณ 21– 22% การสวิงของส่วนแบ่งตลาดระหว่างแบรนด์มีออกมาไม่มากนัก เนื่องจากแต่ละแบรนด์มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งของตัวเองในระดับหนึ่ง
การแข่งขันในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาจจะแตกต่างจากการแข่งขันในตลาดข้าวถุง ที่ตลาดข้าวถุงในบ้านเรามีตัวเลขการเติบโตไม่สูงนัก การเติบโตส่วนหนึ่งจึงมาจากการเบียดแย่งแชร์กันเอง ซึ่งรูปแบบการแข่งขันอย่างนั้นจะเรียกตามทฤษฏีว่า Zero Sum Game ที่จะมีฝ่ายหนึ่งได้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเสีย ไม่มีวินๆ เกม เหมือน Positive Sum Game

ทฤษฎีทั้งหมดที่ยกมานั้น รวมๆ แล้วเรียกว่า “ทฤษฎีเกม” เกิดขึ้นในช่วงปี 1950 โดย John F. Nash นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน โดยได้เสนอแนวความคิดในการหาผลลัพธ์ของเกม เรียกแนวคิดนี้ว่า Nash Equilibrium ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับและได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1994
ทฤษฎีเกม จำแนกออกเป็น 3 ลักษณะ
1) เกมศูนย์ (Zero Sum Game) เป็นสถานการณ์หนึ่งในทฤษฎีเกมที่มีผลเพียงแค่ชนะ-แพ้เท่านั้น ไม่ว่าจะมีผู้เล่นในเกมกี่คนก็ตาม จะมีผู้ชนะแค่คนเดียว และผู้ชนะจะได้ผลประโยชน์จากเกมทั้งหมด ผู้แพ้ไม่ได้อะไรและสูญเสียร่วมกันกับทุกคนเท่ากับผลประโยชน์ที่ผู้ชนะได้ เรียกง่ายๆ ว่า ผู้ชนะกินรวบ
2) เกมบวก (Positive Sum Game) เป็นเกมที่ผู้เล่นทุกคนได้ประโยชน์ จะมากหรือน้อยก็ยังได้ประโยชน์ ยกตัวอย่าง เช่น ในสถานการณ์ราคาน้ำมัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันยอมที่จะฮั้วกำลังการผลิต ไม่ให้เกินโควตาของแต่ละประเทศ เพื่อควบคุม ราคาน้ำมันในตลาดโลก มากกว่าที่จะเร่งกำลังการผลิตของตัวเองให้มากที่สุด
เพราะการกระทำเช่นนั้น แม้ว่าตัวเองจะขายน้ำมันได้มากขึ้น แต่ประเทศอื่นก็จะทำตามและส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจจะลดลง ผู้ชนะในเกม คือประเทศที่มีน้ำมันเหลืออยู่เป็นประเทศสุดท้าย ที่อาจจะกลายเป็นประเทศที่ขายน้ำมันเป็นเจ้าสุดท้ายของโลก ดังนั้น ทุกประเทศที่ผลิตน้ำมันจึงรวมหัวกันกำหนดโควตาเพื่อควบคุมราคา และยอมรับผล ประโยชน์ที่แน่นอน แต่ไม่ได้มากที่สุดของแต่ละประเทศ
3) เกมลบ (Negative Sum Game) เป็นเกมที่มีแต่การสูญเสีย ผู้เล่นที่เข้าเล่นในเกมเหมือนคนบ้า ที่จะนำทั้งตัวเองและผู้เล่นอีกฝ่ายไปสู่การสูญเสีย ไม่มีใครได้ประโยชน์ แต่ทุกคนเสียประโยชน์เหมือนกันหมด

ในปัจจุบัน เราอาจจะได้เห็น การแข่งขันที่เป็น Positive Sum Game มากขึ้น ตามยุคสมัยที่การจับมือกันระหว่าง แบรนด์กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนในระดับโลกก็คือการจับมือกันระหว่าง Samsung กับ Apple ซึ่งแม้ทั้งคู่จะเป็นคู่แข่งขันกันที่แข่งกันแบบดุเดือดในตลาดสมาร์ตโฟน
แต่ทั้ง 2 บริษัทกลับมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แน่นแฟ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะ Samsung คือผู้จัดหาชิ้นส่วนสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์ของ Apple อยู่หลายอย่างและหลายปี เท่าที่พอจะหาข้อมูลได้ก็ตั้งแต่ iPhone 4 จนถึง iPhone 16 เนื่องจาก Samsung เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านหน้าจอ OLED แฟลช และชิป DRAM ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 3 อย่าง แทบจะเป็นสิ่งที่ Apple ไม่สามารถผลิตให้ได้เพียงพอกับยอดขาย iPhone ของตัวเองที่สูงมาก
ถึงแม้ว่าปัจจุบันชิ้นส่วนบางอย่างของ Apple จะพอผลิตเองได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใหญ่อยู่ดี เพราะจอ OLED ที่ดีของ iPhone มีSamsung เป็นผู้ผลิตให้
แน่นอนว่า ทั้งคู่ต่างวิน-วินกับเกมนี้ เพราะ Samsung ได้รายได้จากการขายในครั้งนี้ ขณะที่สินค้าคุณภาพของiPhone ก็มีตัวช่วยส่วนหนึ่งมาจากคู่แข่งอย่าง Samsung กลายเป็นอีกหนึ่ง Positive Sum Game ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว...