ปี 2023 BYD แบรนด์ EV จากจีนทำสถิติขายรถยนต์จํานวนมากเป็นประวัติการณ์ เข้าใกล้การแทนที่ Tesla แบรนด์ EV จากสหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้นําตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของโลก บริษัทผู้ผลิตจากจีนทำยอดขายทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับปี 2022
ปี 2022 ยอดขาย BEV ทั่วโลกของ BYD ตามหลัง Tesla ประมาณ 400,000 คัน ช่องว่างนี้แคบลงเมื่อสิ้นสุดปี 2023 โดยปี 2023 BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) 1.57 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 73% และไฮบริด 1.44 ล้านคัน ผลการดำเนินงานแข็งแกร่งมาจากยอดขายสูงในตลาดจีน ซึ่งทำได้ 2.26 ล้านคัน คิดเป็น 75% ของยอดรวม
ในจีน BYD ครองส่วนแบ่ง 34.5% ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบ PEV (Pure Electric Vehicle) หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ไม่มีเครื่องยนต์ แซงทั้ง Tesla และ NIO แสดงถึงการเติบโตรวดเร็ว และความได้เปรียบในการแข่งขัน
BYD ซึ่งปัจจุบันเป็น Multinational Conglomerate ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิต EV อันดับ 1 ของโลก ช่วงที่ผ่านมา ได้ปรับใช้กลยุทธ์หลายส่วนเพื่อให้บรรลุจุดหมายกลยุทธ์หลัก (Strategy Pillars) ประกอบด้วย
1. บูรณาการห่วงโซ่ครบวงจร (Vertical Integration) ควบคุมทุกปัจจัยในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เซลล์แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงออกมาเป็นรถยนต์สําเร็จรูป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ลดช่องโหว่ของห่วงโซ่อุปทาน ผลจากการควบคุมคุณภาพสูงขึ้น
2. เพิ่มความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอ (Diverse EV Portfolio) นำเสนอ EV หลากหลายสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบัส รถบรรทุก รถยก การกระจายความเสี่ยงตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายการเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม กลยุทธ์ Diversification ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเน้นเซ็กเม้นต์ใดเพียงเซ็กเม้นต์เดียว รวมถึงสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่แตกต่างกัน
3. ออกแบบและผลิตยานพาหนะคุ้มค่าคุ้มราคา (Affordable Price) BYD มีทีม In-House เน้นว่าจ้างทีมงานมืออาชีพจากยุโรปเพื่อออกแบบและผลิตสิ่งที่ตอบโจทย์ตรงความต้องการ สร้างสมดุลระหว่างเงินที่จ่ายกับคุณภาพทําให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น กลยุทธ์นี้สําคัญอย่างมากต่อการยอมรับในตลาดเกิดใหม่
4. ใช้เทคโนโลยีก้าวล้ำ (Cutting-Edge Technology) ลงทุนกับงบ R&D อย่างมาก เน้นนวัตกรรมใหม่ เช่น Blade Battery ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและความเสถียร ล่าสุดกำลังศึกษาเรื่องการขับขี่อัตโนมัติ และนวัตกรรมล้ำสมัยอื่น ๆ
5. มุ่งตลาดโลก (Global Expansion) ขยายการเข้าถึงอย่างแข็งขัน โดยสร้างโรงงานผลิต และตัวแทนจําหน่ายในยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่นๆ กลยุทธ์นี้เปิดโอกาสใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้า
6. เพิ่มความรับรู้ที่มีต่อแบรนด์ (Brand Recognition) เน้นสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดยสนับสนุนการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ๆ เข้าร่วมในนิทรรศการระดับนานาชาติ ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีชื่อเสียง สิ่งนี้ช่วยเพิ่มการมองเห็น (Visibility) และความน่าเชื่อถือ
การมุ่งเน้นกลยุทธ์ข้างต้นคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ ผลลัพธ์ประกอบด้วย
ส่วนแบ่งตลาด ปี 2023 BYD ทำยอดขายสูงกว่า Tesla เกือบ 100,000 คัน รั้งตําแหน่งผู้ผลิต EV มากที่สุดในโลก 2 ปีติดต่อกัน
การเงินแข็งแกร่ง รายได้และกําไรโตต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงหนุนสำคัญยิ่งคือยอดขาย EV ความมั่นคงทางการเงินนี้ช่วยให้ลงทุนขยายธุรกิจได้ไม่สะดุด
Global Presence BYD ลงหลักปักฐานสร้างสถานะที่แข็งแกร่งในยุโรป ด้วยโรงงานในฮังการีและเนเธอร์แลนด์ รวมถึงกําลังรุกเข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือ
โดยรวม กลยุทธ์สู่การเป็นผู้นำ EV ของ BYD จากจีนชัดเจน คืบหน้าน่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม พวกเขายังต้องเผชิญการแข่งขันโดยเฉพาะ Price War ที่นับวันมีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ต้องบริหารจัดการความสามารถในการทํากําไร เพิ่มการจดจํา แบรนด์ ตอกย้ำ Positioning ในสายตาของผู้บริโภค ทั้งหมดนี้ทำให้ Journey ในอนาคตน่าสนใจ น่าติดตามอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า
นี่ไม่เพียงในระดับประเทศที่จีนไล่ล่าอเมริกาสู่มหาอำนาจโลก แต่แบรนด์จีนในทุกประเภทสินค้าก็กำลังไล่ล่าหมาย เลข 1 อย่างสนุกสนาน ไม่ว่าหมายเลข 1 จะเป็นใคร ไม่ใช่แต่เพียง American Brandเท่านั้น
ที่มา en.byd.com/ (Investors section)-- reuters.com--bloomberg.com--asia.nikkei.com/