ย้อนไปหลายปีก่อนหน้านั้น เส้นแบ่งระหว่างซูเปอร์มาร์เก็ตกับไฮเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเราจะมีออกมาค่อนข้างชัดเจน โดยปกติพื้นที่ของไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีขนาดกว่า 10,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่า 6 เท่าของขนาดซูเปอร์มาร์เก็ต
ไม่เพียงเท่านั้น ไฮเปอร์มาร์เก็ตยังมีสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งสินค้าอื่นๆ จำหน่ายหลากหลายถึง 50,000 ชนิด โดยสิ่งที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตก็คือซูเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดเล็กกว่ามาก และมุ่งเน้นที่อาหารสด สัดส่วนหมวดสินค้าประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) จึงอยู่ราว 80 : 20
ขณะที่ ไฮเปอร์มาร์ทขนาดพื้นที่ใหญ่กว่ามาก สินค้ามีความหลากหลายทั้งชนิด ขนาด และราคาถูกกว่าสัดส่วนหมวดสินค้า ประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) อยู่ที่ 55 : 45
ทำให้การบริหารการขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตสลับซับซ้อนกว่าธุรกิจค้าปลีกทั่วไป ด้วยความที่ต้องบริหารต้นทุนให้ต่ำ ใช้ค่าใช้จ่ายน้อย โดยให้ลูกค้าบริการตัวเอง ปัจจัยสำคัญในการบริหารร้านค้าแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรื่องการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อให้รอบการหมุนเวียนสินค้าสูงตาม

แต่ปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างซูเปอร์มาร์เก็ตกับไฮเปอร์มาร์เก็ตมีออกมาค่อนข้างจะเบลอ เพราะผู้เล่นที่อยู่ในตลาดค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 2 ราย อย่างบิ๊กซีและโลตัส มีการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ตัวเองใหม่ พร้อมยกระดับเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองรุ่นใหม่ โดยเติมเต็มสินค้าในกลุ่มอาหารสดเข้าไปค่อนข้างมาก จนทำให้สัดส่วนของการนำเสนอสินค้าในกลุ่มอาหารสดมีเพิ่มขึ้นจากแค่ 20% ในอดีต มาเป็นมากกว่า 30% ในปัจจุบัน
รวมถึงการให้ความสำคัญกับการลงทุนขยายสาขาในฟอร์แมตของซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น โดยบิ๊กซี มีแบรนด์ บิ๊กซี ฟู้ดเพลส ขณะที่โลตัสจะใช้แบรนด์ โลตัส โก เฟรช ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ถูกใช้ทั้งร้านค้าปลีกไซส์เล็ก และร้านซูเปอร์มาร์เก็ตของตัวเอง โดยทั้ง 2 แบรนด์ ต่างมุ่งไปที่การยกระดับภาพลักษณ์ใหม่ให้สอดรับและตอบโจทย์คนเมืองรุ่นใหม่มากขึ้น
ทำให้การลงทุนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ของทั้งบิ๊กซีและโลตัสจะมีออกมาให้เห็นไม่มากเหมือนช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากทั้งคู่หันไปลงทุนทำค้าปลีกในรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปของทั้งตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดแบบ Omni-channel มากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น โลตัส โกเฟรชยังถูกใช้กับฟอร์แมตสโตร์ในรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีขนาดพื้นที่ 500 – 1,200 ตร.ม. เน้นอาหารสดและของใช้จำเป็นในบ้านมีสินค้าตั้งแต่ 8,000 – 12,000 รายการ ฟอร์แมตซูเปอร์มาร์เก็ตนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขยายในรูปแบบของมอลล์ใกล้บ้านที่ขยายเข้าไปในชุมชน โดยมีร้านอาหารที่หลากหลายเข้ามาเป็นแม่เหล็กสำคัญ ซึ่งโลตัส ต้องการผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ฟู้ด เดสทิเนชั่น” ของคนเมืองรุ่นใหม่ สาขาในรูปแบบนี้ที่เปิดไปแล้วก็มีที่ถนนสุทธิสารและที่ซอยนวลจันทร์ เป็นต้น
หรืออย่างการรีโนเวท โลตัส สาขาศรีนครินทร์ ที่เพิ่งเปิดตัวโฉมใหม่ไปเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการเพิ่มอาหารสด รวมถึงสินค้าอาหารสดในระดับพรีเมียม และสินค้าใหม่กว่า 6,000 รายการ พร้อมปรับรูปแบบโซนจำหน่ายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่เติมเต็มไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งแบบสมาร์ทมากขึ้น ตอกย้ำจุดแข็งจุดหมายปลายทางสำหรับอาหารและอาหารสดคุณภาพสูง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือทั้งบิ๊กซี และโลตัส ต่างก็มีการเพิ่มน้ำหนักการทำตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ในกลุ่มอาหารสดของตัวเองมากขึ้น โดยโลตัสจะใช้ชื่อแบรนด์ “โลตัส” เป็นหัวหอกในการทำตลาด และมีการเพิ่มไลน์สินค้าในกลุ่มพรีเมียม รวมถึงสินค้านำเข้ามากขึ้น
ขณะที่บิ๊กซี มีการจัดพอร์ตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ให้เด่นชัด โดยจะใช้ชื่อแบรนด์ We Are Fresh (วี อาร์ เฟรช) ในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร พร้อมกับมีการโปรโมทด้วยการโฆษณาสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น
ทำไมผู้เล่นในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตถึงหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารสด

เมื่อดูคำตอบแล้ว จะพบว่า
1.สินค้าในกลุ่มอาหารสด เข้ามาช่วยเพิ่มความถี่ในการซื้อสินค้าของลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องบริโภคทุกวัน โดยปัจจุบันจะมีช่องทางการเข้าถึงการซื้อสินค้าได้หลากหลายมากขึ้นโดยไม่ต้องมาที่สโตร์ ทำให้บริการ Quick Commerce ของทั้งไลน์แมน แกร็บ และฟู้ดแพนด้า ที่ตอบโจทย์และให้บริการซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารสดต่างก็มีการเติบโตค่อนข้างดี
2.สินค้าในกลุ่มอาหารสด มีมาร์จิ้นหรือทำกำไรได้ดีกว่าสินค้าในกลุ่ม FMCG ที่ในช่วงหลังมานี้ มีการเติบโตค่อนข้างน้อย
3.ไม่เพียงเท่านั้น สินค้าในกลุ่มอาหารสดยังเป็นตัวที่สร้างความแตกต่างจากร้านค้าปลีกคู่แข่งได้ค่อนข้างดี การเข้ามาเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับแม็คโครของโลตัสน่าจะเป็นตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะการทำตลาดของโลตัสในช่วงหลังมานี้ใช้ซัพพลายเชนในเรื่องอาหารสดเดียวกันกับแม็คโคร ทำให้มีการนำเสนอสินค้าอาหารสดนำเข้าในการทำตลาดมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการทำตลาดในอดีต
4.จากการสร้างความแตกต่างจะนำไปสู่การสร้าง “สโตร์ ลอยัลตี้” ที่จะต่อยอดไปสู่การเป็น “รีเทล เดสทิเนชั่น” ที่ลูกค้ามุ่งมาช้อปที่สโตร์ของตัวเอง
โดยเทรนด์ของการนำเสนอสินค้าในไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมุ่งมาที่ 4 เรื่องหลักๆ ไล่ตั้งแต่ 1.สินค้าที่เป็นพรีเมียม โปรดักต์ จะได้รับความนิยมมากขึ้น ตามเทรนด์การเติบโตของชนชั้นกลางที่ต้องการสินค้า เพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง ซึ่งเป็นการยกระดับการใช้สินค้า ทำให้ภาพของค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่แค่เพียงการนำเสนอสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า คุ้มราคา และช่วยยกระดับการใช้ชีวิตของพวกเขา
2.สินค้าในกลุ่ม Adult & Nutrition จะมีเทรนด์การเติบโตที่ดี ตามการขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ
3.เช่นเดียวกับสินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าออร์แกนิค และสินค้าที่เป็นอาหารสดก็มีเทรนด์การเติบโตที่ดีตามการขยาย ตัวของความเป็นสังคมเมืองของบ้านเรา
ทั้งหมดทั้งปวง คือคำตอบว่าทำไมไฮเปอร์มาร์เก็ตถึงหันมาให้น้ำหนักกับการรุกตลาดอาหารสดมากขึ้น....