บริษัทผู้ดำเนินกิจการด้านพลังงานที่มีกระบวนการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในเมืองไทยมา 62 ปี ในนาม “เชฟรอน” ทั้งในส่วนของอัพสตรีม (Upstream) อย่างการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว และน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการร่วมบุกเบิกและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนให้ประเทศสามารถผลิตพลังงานจากแหล่งในประเทศได้ ยังมีส่วนในการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมีการดำเนินงานในส่วนของดาวน์สตรีม (Downstream) เกี่ยวกับโรงกลั่นและรีเทล ซึ่งทั้ง 2 จะมีการทำงานร่วมกัน และมีนโยบายที่สอดคล้องกัน

คุณชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เล็งเห็นว่า ความต้องการใช้พลังงานของประเทศจะโตขึ้นเรื่อยๆ และจะมีความต้องการใช้พลังงานที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยการใช้พลังงานที่มาจากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติยังคงจะต้องมีอยู่ต่อเนื่องไปในอนาคตข้างหน้าอีกหลายทศวรรษ แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็จะเริ่มมีความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น มีการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานที่มีความสะอาดมากขึ้น
“ผมเชื่อว่าเรื่องของความหลากหลายของพลังงาน (Energy Diversification) เป็นเรื่องสำคัญ ด้วยความต้องการของประเทศและของคนในประเทศในการใช้พลังงานที่มีความสะอาดมากขึ้น ธุรกิจของเราที่เป็นการทำธุรกิจผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติก็จะต้องมีความสะอาดมากขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามไปด้วย เราจึงมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อที่จะทำให้การผลิตพลังงานแบบที่เป็น Traditional Energy มีความสะอาดมากขึ้น”
เชฟรอนตระหนักถึงบทบาทสำคัญขององค์กรที่จะสามารถช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยจัดหาพลังงานที่มีความปลอดภัย มีต้นทุนที่เหมาะสม รวมถึงมีความสะอาดมากขึ้นด้วย เพื่อสนับสนุนประเทศให้เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2065 ผ่านการจัดทำและนำเสนอแผนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และการวัดผลอย่างเป็นรูปธรรม

เริ่มต้นที่การดำเนินงานในเรื่อง “คน” ด้วยการส่งเสริม Organizational Capability ที่ให้ความสำคัญกับไอเดียต่างๆ จากบุคลากรที่ทำงานอยู่หน้างาน ที่รู้จริงๆ ว่าในโอเปอเรชั่นมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตรงไหนและการทำงานในโอเปอเรชั่นมี Complexity อย่างไร ฉะนั้นจึงให้พนักงานเป็นคนเสนอไอเดีย แทนการออกนโยบายแบบท็อปดาวน์ให้ผู้บริหารกำหนดว่าจะต้องทำอะไรอย่างไร พร้อมมีการวางกรอบและเป้าหมายที่ชัดเจน
การที่จะให้พนักงานมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องช่วยกันลดก๊าซเรือนกระจก สิ่งนี้มีผลกระทบอย่างไร ก๊าซเรือนกระจกคืออะไร ซึ่งขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้ง Green Squad โดยอาศัยตัวแทนจากบุคลากรจากทุกแผนกมาเข้าร่วมอัพเดตความรู้เกี่ยวกับการลดคาร์บอน เพื่อให้ตัวแทนเหล่านี้นำความรู้ไปบอกต่อคนในแผนกต่อไป อีกทั้งยังมีการเชิญวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญจากนอกหน่วยงานเข้ามาให้ความรู้ความเข้าใจกับพนักงาน มีการจัดนิทรรศการประจำปี และแคมเปญเกี่ยวกับการลดโลกร้อนตลอดปี โดยตัวแทนแต่ละแผนกที่เข้าร่วมกิจกรรมจะเข้าไปสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในแผนกตัวเองต่อไป เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้บุคลากรทุกส่วนเกิดแพชชั่นและไอเดียต่างๆ ตามมา
“ผมคิดว่าเรื่องของคนมีพลังยิ่งใหญ่มาก ถ้าเราไม่ได้รับความร่วมมือจากพนักงาน ถ้าพนักงานเราไม่มีความรู้ หรือความสนใจในเรื่องนี้ เมื่อไรก็ตามที่เราหยุดการโปรโมทหรือการให้รางวัล พนักงานก็จะหมดความสนใจ แต่หากเราสามารถสร้างแพชชั่นและความรู้ให้กับเขาได้ สิ่งนี้จะนำไปสู่ความยั่งยืนและเป็นพื้นฐานของกิจกรรมทุกอย่างที่บริษัทจะทำต่อไปในอนาคต”
ส่วนที่ 2 เรื่องการสร้างความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การผลิตและใช้พลังงานที่มีความสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงมีความปลอดภัยได้มาตรฐานและสามารถสร้างผลกำไรได้ด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อที่จะกำกับดูแลให้ภาคเอกชนทำธุรกิจที่มีความสะอาดมากขึ้น ให้ความรู้ รวมถึงสร้างแรงจูงใจในทางธุรกิจ เชฟรอนจึงเห็นความสำคัญในการประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมทุน ภาครัฐ รวมถึงภาคประชาชน
“ผมมองว่าทุกคนและทุกธุรกิจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราทุกคนจึงต้องร่วมมือกัน จะหวังให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำเจ้าเดียวก็เป็นไปไม่ได้” คุณชาทิตย์กล่าวเสริม
ส่วนที่ 3 คือการใช้เทคโนโลยีใหม่ บริษัทมองว่าถ้าจะทำธุรกิจแบบเดิมผลลัพธ์ก็จะคงเหมือนเดิม ขณะเดียวกันถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กรจำเป็นต้องหาวิธีการใหม่ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และมีผลดีกับธุรกิจในระยะยาว เพราะสามารถช่วยให้ธุรกิจสะอาดมากขึ้นนั่นเอง แน่นอนว่าทางเชฟรอนที่มีจุดแข็งในการเป็นผู้นำเรื่องเทคโนโลยี และเป็นบริษัทระดับโลก ทำให้เชฟรอนประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายทั่วโลกทางด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความชำนาญในด้านต่างๆ เช่น จากบริษัท Chevron Technology Company และบริษัท Chevron New Energies

โครงการที่สะท้อนผลการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจในไทยได้อย่างชัดเจนคงหนีไม่พ้น “การรื้อถอนส่วนบนของแท่นหลุมผลิตมาใช้ประโยชน์ใหม่” หรือที่เรียกว่า “Topside Reuse” เชฟรอนเป็นรายแรกในประเทศไทยที่ได้มีการคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมา จากข้อมูลในกระบวนการผลิตปิโตรเลียม จำเป็นต้องมีการตั้งแท่นโครงสร้างหลุมผลิต โดยปกติเชฟรอนจะใช้โครงสร้างที่แข็งแรงมีอายุการใช้งานยาวนานเป็นหลายสิบปี เมื่อผลิตไประยะหนึ่ง ทรัพยากรเริ่มหมด มีการหยุดการผลิตลง จากนั้นแทนที่จะทำการรื้อถอนและนำไปแยกชิ้นส่วนตามปกติ แต่เชฟรอนคิดค้นไอเดียการนำส่วนบนของแท่นที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตกลับมาใช้ในที่ใหม่ ต่อยอดสู่การวางแผนงานทางด้านวิศวกรรมโดยละเอียด ครอบคลุมเทคนิควิธีการที่ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“เชฟรอนสามารถลดปริมาณการจัดการของเสียจากเหล็กที่เกิดจากการรื้อถอนมากถึง 2,500 ตัน ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 7,560 ตัน เ ทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้ที่เติบโตมานาน 10 ปี จำนวน 125,154 ต้น นับเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนต้นทุนและค่าใช้จ่าย”

ไม่เท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ยังมีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมการปฏิบัติงานของแท่นผลิต ที่เรียกว่า “Integrated Operations Center” หรือ IOC ถือเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการสร้างคอนโทรลรูม (Control Room) นอกชายฝั่ง โดยปกติแล้วในกระบวนการผลิตปิโตรเลียม ห้องคอนโทรลรูมที่ใช้ในการควบคุมการปฏิบัติการจะอยู่บนแท่นกลางทะเลอ่าวไทย เชฟรอนประเทศไทยได้ย้ายคอนโทรลรูมที่อยู่กลางทะเลขึ้นมาไว้ที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีข้อดีที่เด่นชัด คือช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและโลจิสติกส์ นอกจากนั้นยังทำให้การทำงานระหว่างทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถควบคุมโอเปอเรชั่นที่บนแท่นกลางทะเลซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรได้ จากคนที่อยู่ในออฟฟิศที่กรุงเทพฯ
ปัจจุบัน บริษัทไม่ได้หยุดนิ่งในการพัฒนาโครงการต่างๆ เราได้เดินหน้าศึกษาในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี CCS หรือ Carbon Capture and Storage ที่ตอนนี้เชฟรอนมีโอเปอเรชั่นอยู่แล้วทั้งในออสเตรเลียและแคนาดา ตอนนี้ในประเทศไทยเชฟรอนได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ของเราในการศึกษาเรื่องของการนำ CCS เข้ามาใช้ในแหล่งอาทิตย์ ซึ่งเชฟรอนได้เข้าไปสนับสนุนทั้งเรื่องของงบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ และมีประสบการณ์ในการทำ CCS ในต่างประเทศเข้ามาช่วยสนับสนุน
รวมไปถึงมีโครงการนำร่องหลายโครงการที่จะสานต่อในอนาคตมากมาย อาทิ การติดตั้งโซล่าร์เซลล์และระบบพลังงานลม เพื่อที่จะนำพลังงานจากแสงอาทิตย์และพลังงานลมมาใช้เป็นพลังงานบนแท่นหลุมผลิต เพื่อช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติหรือดีเซลและช่วยลดก๊าซเรือนกระจกอีกทางหนึ่ง ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จจากโครงการนี้จะมีแผนการขยายออกไปในแท่นหลุมผลิตทั้งหมดของบริษัทต่อไป
“ผมเชื่อว่าในอนาคตยังมีโครงการอีกมากมายที่เราสามารถทำได้เพื่อช่วยสนับสนุนประเทศไทยและชุมชนของเราให้ก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” คุณชาทิตย์กล่าว


บริษัทจึงมีการเข้าไปสนับสนุนชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการ “เติมพลังรักษ์ยั่งยืน สู่ผืนป่าไทย” (Foster Future Forests) ที่มุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ 100 ไร่ ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาในบริเวณป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ จังหวัดระยอง เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และสร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชนในด้านต่างๆ รวมถึงด้านการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นป่าต้นแบบในการบริหารจัดการระบบนิเวศป่าชายเลน เพื่อศึกษาและวัดผลของการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการวัดผล ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จจะมีการขยายผลออกไปที่อื่นได้อีก เพราะประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนจำนวนมาก และจากข้อมูลการวิจัยป่าชายเลนเป็นป่าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดีสุดด้วย
อีกทั้งยังมีโครงการ “ก๊าซชีวภาพสหกรณ์ยางพาราสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” (Lower Carbon Biogas Rubber Project) ที่จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบพลังงาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการจัดทำในการนำก๊าซชีวภาพและเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาใช้เพื่อลดการปล่อยการคาร์บอนจากการผลิตยางแผ่นรมควันในชุมชนต่างๆ
สุดท้าย ในอนาคตการทำธุรกิจผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอาจไม่สามารถดำเนินการอย่างเดิมได้อีกต่อไป เนื่องจากคนทั่วไปมีความคาดหวังและความต้องการพลังงานสะอาดที่มากยิ่งขึ้น

คุณชาทิตย์ เผยทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า “ผมมองว่าในวันข้างหน้าเราอาจไม่สามารถทำได้อย่างเดิม แต่สามารถทำให้มันสะอาดได้มากขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะก๊าซธรรมชาติยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะเป็นพลังงานฟอสซิลที่สะอาดกว่าและเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ ด้านการออกแบบ Facility ต่างๆ ที่เราจะมาใช้ในการผลิตในอนาคต ก็ต้องผสานแนวคิดเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่ต้น ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้อุปกรณ์แต่ละชิ้นมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องพวกนี้ต้องอยู่ในความคิดของคนที่ออกแบบ ซึ่งก็กลับมาที่เรื่องคนอีกแล้ว การสร้างความรู้ความเข้าใจกับคนในองค์กรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”