การเริ่มต้นธุรกิจกระดุมเม็ดแรกสำคัญที่สุด…
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ประโยคนี้ก็ยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ
เหมือนกับกรณีศึกษาการแจ้งเกิดของเชนร้านอาหารดังอย่าง มากุโระกรุ๊ป MAGURO ที่เกิดจากเพื่อนสนิท 4 คนรวมตัวกันเพื่อที่จะเปิดร้านอาหารในปี 2015
จากวันนั้นถึงวันนี้ ระยะเวลาเพียง 9 ปี MAGURO สามารถสร้างยอดขายจากศูนย์ขึ้นมาเป็น 1,000 ล้าน และเตรียม IPO ในเร็วๆ นี้
เอกฤกษ์ แสงเสรีดำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนความว่าหลังจากตกลงกับหุ้นส่วนอีก 3 คนที่เป็นเพื่อสนิทว่าจะทำร้านอาหารญี่ปุ่น กระดุมเม็ดแรกที่คิดไว้ก็คืออยากหยิบเอาวัฒนธรรมการกินอาหารในประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กหรือร้านใหญ่ ทุกร้านล้วนมีคุณภาพอาหารที่ดี
ที่สำคัญคือ ราคาจับต้องได้จนคนญี่ปุ่นสามารถกินได้ทุกวัน
“เราอยากหยิบเอาวัฒนธรรมนี้มาเมืองไทย สมัยนั้นธุรกิจอาหารยังสามารถเข้ามาได้ง่าย ตอนเริ่มต้นธุรกิจ เรามองตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็น 2 ตลาดหลัก คือ 1. ร้านอาหารตลาดบนที่คุณภาพสูงมาก แต่ราคาสูงมากตาม ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ในย่านสุขุมวิท แถวทองหล่อ เอกมัย หรือกลางใจเมือง 2. ร้านอาหารที่สามารถกินได้ตามห้างทั่วไปคุณภาพกลางๆ ราคากลางๆ เรามองเห็นโอกาสตรงกลางของ 2 ตลาดนี้
ตอนนั้นเดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยและเห็นว่าที่โน่นอาหารดีๆ อร่อยๆ มีทุกซอกซอย เราอยากเองแนวคิดนี้มาเปิดเมืองไทย เราทำการาบ้านหนักมากว่า 1 ปี เพราะว่าไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่เราเห็นช่องว่างทางการตลาดที่อยู่ระหว่าง 2 กลุ่มนี้
เรื่องวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น คนไทยคุ้นเคยกับเรื่องการให้บริการ เรื่องความประณีต พิถีพิถัน ความใสใจที่ไม่ได้เพิ่มราคาเข้าไป เป็นการให้จริงๆ ให้มากกว่าที่คาดหวัง คนญี่ปุ่นมีคาแร็กเตอร์การให้ อยากช่วยเหลือตลอดเวลา ซึ่งเราอยากเอาตรงนี้มาถ่ายทอดกับคนไทย สิ่งนี้เราอยากนำเอามาครอบแบรนด์สร้างความแตกต่างสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของคำว่า การให้มากกว่าที่ขอ (Give More)”
กระดุมเม็ดแรกที่ทำให้คนจดจำภาพ MAGURO ว่าเป็นร้านอาหารคุณภาพแต่ราคาจับต้องได้มาจนถึงทุกวันนี้

ลงลึกในรายละเอียดด้านการตลาด ต้องบอกว่าช่วงเริ่มต้น MAGURO นั้นใช้กลยุทธ์การตลาดแบบป่าล้อมเมือง คือเลือกที่จะเปิดสาขาแรกที่ชานเมือง โดยปักหมุดในย่านที่มีกำลังซื้อสูงอย่างบางนา เพราะไม่อยากเสี่ยงมาเปิดในกลางเมืองที่เล่นสงครามราคากันค่อนข้างเยอะ
ประกอบกับในช่วงเปิดตัว MAGURO เน้นสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเป็นสื่อหลักเพื่อดึงลูกค้า การออกแบบเมนูอาหารด้วย Portion ที่ใหญ่ ภาพเมนูอาหารซาซิมิที่แร่ปลาหนาๆ ชิ้นโตๆ ถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดียโดยผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ MAGURO กลายเป็นที่พูดถึงและส่งต่อจนมีคนมารอคิวที่หน้าร้านเป็นชั่วโมงๆ
เมื่อสาขาแรกประสบความสำเร็จอย่างสูง สาขาที่ 2-5 ของ MAGURO ก็ยังคงเน้นกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองจับคนมีกำลังซื้อที่อยู่รอบนอก และไม่อยากขับรถมากินในเมือง
ปัจจุบัน มากุโระ กรุ๊ป มีแบรนด์ร้านอาหารในเครือทั้งสิ้น 3 แบรนด์ คือ
1. MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียม เน้นจำหน่ายเมนูซูชิ ซาซิมิ ปัจจุบันมี 14 สาขา
2. SSAMTHING TOGETHER ร้านอาหารปิ้งย่างเกาหลี ปัจจุบันมี 6 สาขา
3. HITORI SHABU ร้านอาหารประเภทชาบู ปัจจุบันมี 6 สาขา

เอกฤกษ์ กล่าวว่า ตลาดร้านอาหารปัจจุบันมีการแข่งขันที่รุนแรง มีร้านเปิดใหม่เยอะ เพราะตลาดน่าสนใจมีหน้าใหม่เข้ามามากๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ประกอบการหลายรายเลิกกิจการไป เพราะ COVID-19
ดังนั้นทางบริษัท จึงให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนด์อย่างมาก รวมถึงเน้นการทำ CRM เพื่อให้ร้านอาหารในเครือติด Top of Mind ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียม
ที่ผ่านมา มากุโระ กรุ๊ปวางกลยุทธ์ผ่าน 4 Pillar คือ
1. Strategic Channel Expansion หรือขยายสาขาและการให้บริการเข้าตรงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งรูปแบบร้านอาการ ออนไลน์ และ Catering
2. R&D with Givemore Philosophy การเน้นสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งเรื่องคุณภาพอาหาร และงานวิจัย เพื่อพัฒนาเมนูอาหาร และเตรียมพร้อมไว้สำหรับกรณีมีเทรนด์ธุรกิจอาหารอื่นก็สามารถพัฒนาอาหารได้ในระยะเวลาอันสั้น
3. Distinctive Customer Experience การสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าผ่านระบบสมาชิกมีมากกว่า และผ่านโซเลชียลมีเดีย ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 850,000 บัญชี
4. Diversification for growth การแตกธุรกิจใหม่ๆที่มีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆเพื่อขายพอร์ตธุรกิจใหม่ๆ
ปีที่ผ่านมา มากุโระ กรุ๊ป มีรายได้รวมและผลกำไรสุทธิที่เติบโตสูงและต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมในปี 2566 จำนวน 1,045.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.06% จากรายได้รวม 665.85 ล้านบาท ในปี 2565 และมีกำไรสุทธิ 72.48 ล้านบาทในปี 2566 เติบโตสูงถึง 131.12% จากกำไรสุทธิ 31.36 ล้านบาท ในปี 2565
สำหรับปีนี้ มากุโระ กรุ๊ป วางแผนการขยายสาขาอีกอย่างน้อย 11 แห่ง ทั้งแบรนด์เดิมและแบรนด์ใหม่
โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการเปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 2 สาขา คือ MAGURO 1 สาขา และ HITORI SHABU 1 สาขา

“บริษัทมีแผนที่ระดมทุน โดยการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 34,060,200 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 27.03% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด โดยบริษัทมีแผนจะนำเงินที่ได้ไปขยายธุรกิจ ด้วยการเปิดสาขาเพิ่ม 11 สาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ปรับปรุงสาขาเดิมและปรับปรุงครัวกลางติดตั้งและปรับปรุงระบบ IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการขยายตัวของจำนวนสาขาของบริษัทในอนาคต รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน”
ปัจจุบัน มากุโระ กรุ๊ปมีทุนจดทะเบียน 63.00 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 126,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 52.27 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 104,539,800 หุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 34,060,200 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 27.03% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทจำนวนไม่เกิน 21,460,200 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 17.03% และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Holistic Impact Pte. Ltd. (“HOLISTIC IMPACT”) จำนวนไม่เกิน 12,600,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 10.00%
ทั้งนี้ มากุโระ กรุ๊ป วางแผนจะเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารใหม่อย่างน้อย 2 แบรนด์ใน 2 ปี โดยจะมีทั้ง Sub-Brand ร้านอาหารญี่ปุ่นและแบรนด์ในหมวดหมู่ร้านอาหารใหม่อีก 1 แบรนด์
