ถ้าวัดกันในแง่ของจำนวนสาขาแล้ว คงเป็นเรื่องยากที่เบอร์ 2 ในตลาดค้าปลีกไซส์เล็กจะสามารถเร่งสปีดแซงหน้า ผู้นำตลาดอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ในไตรมาสแรกของปี 2567 มีสาขารวมกันอยู่ที่ 14,730 สาขา ซึ่งเซเว่น อีเลฟเว่นเองยังคง เดินหน้าลงทุนเปิดสาขาปีละไม่ต่ำกว่า 700 สาขา โดยในไตรมาสแรกของปีนี้เปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 185 สาขา
ความน่าสนใจของการแข่งขันในตลาดนี้จึงน่าจะอยู่ที่การแข่งกันเพื่อยึดครองเบอร์ 2 ของตลาด โดยหากจะนับ ตัวเลขจำนวนสาขา ณ สิ้นปี 2566 แล้วจะพบว่า ผู้เล่นที่มีจำนวนสาขาเข้ามาเป็นอันดับ 2 ก็คือโลตัส โกเฟรช ของกลุ่มซีพี มีสาขาอยู่ที่ 1,900 สาขา
ส่วนเบอร์ 3 ก็คือบิ๊กซีมินิ มีสาขาอยู่ที่ 1,567 สาขา ตามมาด้วยซีจี ซูเปอร์มาร์เก็ต มีสาขาอยู่ที่ประมาณ 1,100 สาขา
ที่ผ่านมา บิ๊กซีมีการปรับเกมในการทำตลาดค้าปลีกไซส์เล็กค่อนข้างน่าสนใจ โดยมีแผนเปิดสาขาขนาดใหญ่ ไฮเปอร์ มาร์เก็ตรวม 2 สาขา และมีแผนเปิดสาขาขนาดเล็ก บิ๊กซี มินิ รวมประมาณ 20-30 สาขาต่อเดือน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการขยายสาขาใหม่ของ บิ๊กซี มินิจะปรับสาขาให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น จากเดิมพื้นที่ 2-3 คูหา ไปสู่ ขนาด 3-4 คูหา หรือมีพื้นที่ต่อสาขาประมาณ 60-100 ตร.ม. รองรับความต้องการของตลาด และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการกลุ่ม สินค้าที่หลากหลายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีการมองถึงการปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าในร้านตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเคชั่น หรือที่เรียกการเลือกวางสินค้าในรูปแบบว่า “Store Assortment” ที่เป็นการคัดเลือกสินค้าให้หลากหลายตามความต้องการ ของลูกค้าตามทำเลที่สาขานั้นๆ ตั้งอยู่
เป็นรูปแบบของการนำเสนอสินค้าในร้านที่ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกของบ้านเรานิยมนำมาใช้ ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การนำเสนอสินค้าของเซเว่น อีเลฟเว่น ผ่านการทำ Store Assortment โดยใช้วิธีการดึงฐานข้อมูลลูกค้าที่ได้มาจากระบบ CRM รวมถึงดาต้าที่เกิดจากจากการซื้อสินค้าในแต่ละสาขา, จาก Delivery เป็นต้น
พร้อมกับคิดคำนวณเอาสินค้าที่ขายดีที่สุด 20% มาจัดวางในตำแหน่งสำคัญ และขยายพื้นที่เชลฟ์ สินค้าขายดีจะมี พื้นที่ขายประมาณ 2-3 แถว และจะมีการชั้นวางสินค้าไว้ในจุดที่ปะทะสายตาผู้บริโภค คือชั้นบนและกลาง รวมถึงการต่อยอด ด้วยการเอาสินค้าขายดีมาขยายไลน์ โดยตกลงกับผู้ผลิต ส่วนสินค้าที่ขายไม่ดีจะถูกลดเหลือเพียง 1 แถว และส่วนใหญ่จะถูก วางไว้ชั้นล่างหรือคัดทิ้งไป
การนำรูปแบบนำเสนอสินค้าในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการทำตลาดในยุคที่ดาต้าของลูกค้าเข้ามามีบทบาทต่อ ตลาดค้าปลีก ซึ่งจะช่วยในการบริหารพื้นที่ขายบนเชลฟ์ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเป็นการนำเสนอสินค้าที่ตรงกับ ความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเคชั่น

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือหากเป็นสาขาของบิ๊กซี มินิที่อยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว อาทิ สาขาราชดำริ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่แบรนด์บิ๊กซี กลายเป็นร้านค้าปลีกยอดนิยมที่พวกเขารู้จัก จะมีการนำเสนอสินค้าในส่วนที่ เป็นของฝากยอดนิยมในพื้นที่ที่มากกว่าสินค้าทั่วไป เป็นต้น
เมื่อมองมาที่ตัวเลขของบิ๊กซี มินิที่มีอยู่ 1,567 สาขา ในจำนวนนั้นจะเป็นสาขาของแฟรนไชส์ในไทย 51 สาขา ขณะเดียวกันยังมีสาขาของบิ๊กซี มินิในกัมพูชาที่เปลี่ยนชื่อจากร้านกีวี มาร์ท ที่บิ๊กซีเข้าไปเทกโอเวอร์อีก 19 สาขา
นอกจากนี้ ยังมีสาขาในฮ่องกงอีก 24 สาขา ที่บิ๊กซี รีเทลได้ซื้อกิจการร้าน AbouThai ทั้ง 24 สาขา ในฮ่องกง และเปลี่ยนชื่อเป็นบิ๊กซี (Big C) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 พร้อมวางแผนเปิดสาขาเพิ่มปีละ 25 สาขา เพื่อให้มี สาขารวมมากถึง 99 สาขา ภายในสิ้นปี 2569
โดยวางแผนการลงทุนระยะยาวในฮ่องกงด้วยงบประมาณกว่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง โดยคาดว่ายอดขายบิ๊กซี ในฮ่องกงจะเติบโตอย่างรวดเร็วจะมากกว่า 1 พันล้านฮ่องกงดอลลาร์ในปี 2568 และมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นที่ 1.5 พันล้าน ดอลลาร์ฮ่องกงในปี 2569 พร้อมนำเข้าสินค้าแบรนด์ดังจากประเทศไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากกว่า 80% เพื่อตอบสนองความต้องการและความต้องการของลูกค้าฮ่องกง รวมถึงใช้เป็นฐานที่มั่นสำคัญในการรุกเข้าไปทำตลาดใน ประเทศจีนในอนาคตอีกด้วย

เมื่อมองมาที่การทำตลาดของเบอร์ 2 อย่างโลตัส โกเฟรชแล้วพบว่า ยังคงมีการเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการขยายสาขาเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 200 สาขา โดยโลตัส โก เฟรชมีขนาดพื้นที่ 80-300 ตร.ม. เป็นร้าน สะดวกซื้อที่อยู่ใกล้กับชุมชน มีสินค้าทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารพร้อมปรุงพร้อมทาน ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก และสินค้าเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ รวมถึงมีร้านกาแฟ Jungle Café และเปิดพื้นที่หน้าร้านให้ชุมชนวาง จำหน่ายสินค้าอีกด้วย
โลตัส โก เฟรชนับเป็นโมเดลใหม่ที่ร้านสะดวกซื้อ ที่จะถูกผลักดันให้เข้าไปใกล้ชิดชุมชนมากขึ้น และสอดรับวิถีคน รุ่นใหม่ที่เลือกซื้อสินค้าใกล้บ้าน สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทำให้โลตัส โก เฟรชกับเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เป็นของกลุ่มซีพีด้วยกันทั้งคู่ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของ Positioning และการนำเสนอสินค้า
ทำให้เราได้เห็นการเติมเต็มสินค้าในกลุ่มอาหารสดเข้าไปในร้านโลตัส โก เฟรช เพื่อทำให้ภาพของการเป็นร้านมินิ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งแตกต่างจากร้านคอนวีเนียน ฟู้ดสโตร์ อย่างเซเว่น อีเลฟเว่นอย่างชัดเจนมากขึ้น
ถือเป็นอีกภาพของการแข่งขันที่เราจะได้เห็นการเปิดเกมไล่บี้กันของทั้งคู่มากยิ่งขึ้น....