สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า Ferrari ผู้นำตลาดรถหรู มีแผนผลิตรถ EV รุ่นแรก กำหนดราคาเริ่มต้นที่ 500,000 ยูโร (19.7 ล้านบาท) ในสายการผลิตโรงงานแห่งใหม่ที่ Maranello ตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งจะมีพิธีเปิดโรงงานในวันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2024
ข้อมูลระบุว่า โรงงานแห่งใหม่จะสามารถเพิ่มกำลังผลิตโดยรวมของ Ferrari Group มากกว่า 30% หรือเพิ่มประมาณ 20,000 คันต่อปี
เมษายน 2024 Benedetto Vigna ซีอีโอบอกผู้ถือหุ้นของ Ferrari ว่า โรงงานใหม่ที่ล้ำสมัยจะเพิ่มความมั่นใจเรื่อง ความยืดหยุ่นในการผลิต เมื่อผสานกับความก้าวหน้าทางเทคนิค จะรองรับความต้องการรถในอีกหลายปีข้างหน้าได้แน่นอน
ช่วงต้นปี 2024 ราคาเฉลี่ยของ Farrari อยู่ที่ 350,000 ยูโร (13.7 ล้านบาท) ส่วน Ferrari EV ตั้งราคาเริ่มต้นที่ 500,000 ยูโร (19.7 ล้านบาท) ยังไม่รวม Accessory อื่นๆในรถ ซึ่งคาดว่าจะต้องเพิ่มเงินอีกราว 15 -20% ราคาที่ตั้งไว้นี้ สูงกว่าราคาเฉลี่ยของคู่แข่งทุกราย เช่น EV รุ่น Taycan ของ Porsche ราคาเริ่มต้นที่ 100,000 ยูโร (3.9 ล้านบาท) และ Tesla Model S Plaid 82,233 ยูโร (3.2 ล้านบาท)
Emanuele Carando, Marketing Intelligence Director ให้ข้อมูลว่า Ferrari EV จะไม่ใช้เครื่องยนต์V12 แต่จะเน้น มอบคุณสมบัติดีที่สุด ทั้งเรื่องอัตราเร่งทางตรง การเร่งทางโค้ง การเปลี่ยนเกียร์ การเบรก และเสียงเครื่องยนต์ เรื่องหลังสุด ทีมวิศวกรกําลังมุ่งพัฒนา "Sound Signature" เสียงจากการใช้เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาตลอด
แม้มีการคาดเดาคุณสมบัติรถรุ่นใหม่จากข้อมูลเดิมๆ เช่น Ferrari EV น่าจะมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 2 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 320 กม./ชม. กำลังมากกว่า 1,000 แรงม้า วิ่งได้ระยะทางมากกว่า 480 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่รายละเอียดอย่างเป็นทางการยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด
Carando กล่าวต่อไปว่า Ferrari กําลังใช้บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการผลิต Plug-in Hybrid พัฒนารถ EV เป็นการ เรียนรู้ในแง่ความคาดหวังของลูกค้า และการส่งมอบประสิทธิภาพ พร้อมเสริมว่า เรื่องหนึ่งที่บอกได้แน่นอน คือ EV ของ Ferrari จะยังคงยึดโยงกับ Core Value ของแบรนด์ เป็น Ferrari ที่แท้จริง
อีกด้านหนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่า Exclusivity เป็นหัวใจของแบรนด์ นั่นทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยอมรอเป็นเวลานาน เพียงเพื่อให้ได้จับจองเป็นเจ้าของ มีรายงานว่า Waiting Lists ของรถบางรุ่นต้องรอถึง 2 ปี เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ปี 2023 ยอดส่งมอบรถทั้งปีอยู่ที่ไม่ถึง 14,000 คัน
Benedetto Vigna ซีอีโอ เพิ่มเติมเคล็ดลับความสำเร็จว่า เมื่อพูดถึงรถหรูอย่าง Ferrari จุดสำคัญ คือกําลังพูดถึง Emotion ที่ส่งมอบให้ลูกค้า ไม่ได้พูดถึง Functional ที่ใช้งานเหมือน EV อื่นๆ ที่เห็นบนท้องถนน
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราสามารถมอบประสบการณ์ไม่เหมือนใครให้ลูกค้าได้ เพราะเราสามารถควบคุมเทคโนโลยี ด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือสิ่งที่เราทํามาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้"
ช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 Ferrari รายงานผลประกอบการว่า รายได้หลักเพิ่มขึ้น 13% ยอดขายส่วนใหญ่มาจาก รุ่น Daytona SP3 และบริการแบบ Personalized พร้อมให้ข้อมูลเป้ายอดขายว่า ภายในปี 2026 ประมาณ 60% ของยอดขาย ทั้งกลุ่มจะมาจากรถ EV และ Hybrid
ที่มา https://www.euronews.com/business/2024/06/19/the-prancing-horse-turns-electric-but-iconic-ferrari-roar-will-remain