LVMH (Moët Hennessy Louis Vuitton) เผยครึ่งปีแรกรายได้ธุรกิจไวน์-แชมเปญลดลง 12% ต้นเหตุจากผู้บริโภคควบคุมการใช้จ่าย กังวลทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจถดถอย ปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นพร้อมเผย 4 กลยุทธ์กระตุ้นยอดขายครึ่งปีหลัง มั่นใจพร้อมรับมือทุกความท้าทาย
ปี 2023- 2028 ตลาดไวน์-แชมเปญทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่า 21,000 ล้านดอลลาร์ (766,500 ล้านบาท) เติบโตเฉลี่ย(CAGR) 6% แรงหนุนมาจากความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นของคนรุ่นมิลเลนเนียลหรือผู้มีอายุ 24-40 ปี
การเติบโตส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปคาดว่ามีสัดส่วน 35% ของตลาดโลกตลาดหลักคือเยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส ขณะที่ในอนาคตตลาดไวน์-แชมเปญยังคงมีแนวโน้มดี ตลาดสำคัญคือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย อินโดนีเซีย และสหรัฐ เนื่องจากผู้บริโภคสนใจนำสปาร์กลิ้งไวน์และแชมเปญไปใช้ในหลายโอกาส สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความชอบที่เปลี่ยนไป
สำหรับ LVMH ธุรกิจ Wines & Spirits ในพอร์ตโฟลิโอมีทั้งหมด 26 แบรนด์ สัดส่วนรายได้ 8% ของรายได้ทั้งเครือ แยกเป็น 2 ส่วน คือ
1. ไวน์และแชมเปญมีแบรนด์ดังในพอร์ตโฟลิโอจำนวนมาก เช่น Moët & Chandon, Dom Pérignon, Veuve Clicquot, Krug ซึ่งอยู่ในเซ็กเม้นต์ Luxury& Prestige เน้นกลยุทธ์ความคุ้มค่า ตลาดโตสูงคือ ยุโรป และญี่ปุ่น จังหวะก้าวสำคัญ คือความร่วมมือทำตลาดปีที่ 2 ของ Dom Pérignonกับ Lady Gaga
2. คอนยัคและสุรา ปีที่ผ่านมา ยอดขาย Hennessy ทั้งในสหรัฐและจีนลดลง แต่ก็ยังมีจุดดีคือยอดขายของร้านค้าตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ สูงขึ้น
ทั้ง 2 ส่วน ทำรายได้รวมกันที่ 7,200 ล้านดอลลาร์ ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปี 2022 ส่วนแบ่งตลาด 34% ของตลาดโลก
Fortune ให้ข้อมูลจากรายงานผลประกอบการของ LVMH ระบุว่า ครึ่งแรกของปี 2024 บริษัทขายไวน์และแชมเปญรวมกันได้ 66.5 ล้านขวด สร้างรายได้ 1,520 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายรวมของตลาดโลกอยู่ที่ 288 ล้านขวด
Jean-Jacques Guiony CFO กล่าวว่า ภาพรวมแม้ยอดขายไวน์และแชมเปญคิดเป็นจำนวนขวดลดลงแต่รายได้ยัง คงสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาสงครามและเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน มีส่วนสำคัญทำให้ความต้องการเฉลิมฉลองลดลง
ด้านหนึ่งยอดขายไวน์และแชมเปญที่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนปี 2019 บ่งชี้ความต้องการแชมเปญระดับหรูที่ยังคงแข็ง แกร่งเป็นพิเศษ ผลประกอบการแยกตามผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย
คอนยัค Hennessy มีผลลัพธ์หลากหลาย เช่น ในจีน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดภาวะชะลอตัว ส่วนสหรัฐไตรมาส 2 ยอดขายเริ่มฟื้นตัว
ไวน์โรเซ่จากแคว้นโพรวองซ์ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและการขยายตัวเชิงกลยุทธ์ โดย Château d'Esclans ขยายไปต่างประเทศต่อเนื่อง หนุนจากชื่อเสียง และความสนใจในไวน์โรเซ่ที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก
หลังจากวิกฤตโควิดคลี่คลาย LVMH ดำเนินกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นยอดขายต่อเนื่องประกอบด้วย
1. ร่วมมือกับ Stella McCartney เพื่อผลิตกล่องใส่ขวดทำจากซากองุ่น ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ แสดงถึงการส่งเสริมความยั่งยืน และ Circular Economy
2. เปิดตัวไวน์รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น เช่น ไวน์ผสม ครบรอบ 280 ปีของ Moët & Chandon แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
3. ขยายตลาดไวน์โรเซ่ จากแคว้นโพรวองซ์ โดยเข้าซื้อ Château d'Esclans และ Minuty เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่พอร์ตโฟลิโอ โดยวาง Position ให้เป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เน้นความสนุกสนานและการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ตั้งเป้าดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองว่าโรเซ่ไม่ใช่แค่ไวน์ธรรมดา
4. เพิ่มประสิทธิภาพอีคอมเมิร์ซด้วยการขยายแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้ชื่อ 24S เป็นการปรับตัวตามพฤติกรรมและความชอบของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
Bernard Arnault ประธานและซีอีโอของ LVMH ยอมรับว่า บริษัทต้องปรับตัวอย่างหนัก เพื่อให้สามารถรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนั้นกลุ่มได้รับผลกระทบเชิงลบสูงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวในจีนชดเชยได้จากการเติบโตอย่างมากในญี่ปุ่นซึ่งได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ช่วงครึ่งหลังของปี 2024 LVMH คาดว่ายอดขายไวน์และแชมเปญจะ "แย่น้อยกว่า" เทียบกับครึ่งปีแรกแต่โดยรวมยังคงติดลบบริษัทยืนยันไม่ลดราคาสินค้าเพื่อเพิ่มปริมาณขาย แต่จะเน้นทำโปรโมชั่นให้ความสำคัญเรื่องแบรนด์และแคมเปญกระตุ้น ณ จุดขายบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์และพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะทำให้ LVMH รับมือกับความท้าทายทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา