เทรนด์ของ Solo Economy ที่ผู้บริโภคยุคใหม่เลือกที่จะอยู่คนเดียวมากขึ้น หรืออยู่เป็นคู่แบบไม่มีลูก หรืออาจจะมีลูกแค่ 1 คนนั้น ถือเป็นเทรนด์ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก รวมถึงบ้านเราที่ถูกพูดถึงมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้สินค้าและบริการภายใต้แบรนด์ต่างๆ เริ่มมีการปรับกลยุทธ์เพื่อทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้ที่ถูกมองว่ามีโอกาสทางการตลาดแฝงอยู่ในนั้นค่อนข้างสูง
โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยออกบทความพิเศษเรื่อง Solo Economy หรือเศรษฐกิจของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว (Single Person Household) ที่รายละเอียดส่วนหนึ่งเป็นการให้มุมมองที่น่าสนใจว่า Solo Economy เป็นเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่งที่กำลังขยายตัวอย่างมากทั่วโลก จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนที่มีคนอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2565 มีครัวเรือนที่มีสมาชิกคนเดียวจำนวนกว่า 7 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 26.1% ของครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 16.4% ในปี 2555 ซึ่งครัวเรือนคนเดียวส่วนใหญ่เป็นคนโสด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ครัวเรือนคนเดียวจะมีการใช้จ่ายกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี สอดคล้องกับข้อมูลของ Euromonitor ที่ระบุว่า ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนคนเดียวสูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
สิ่งที่น่าสนใจก็คือเราเริ่มเห็นการทำตลาดของบรรดาแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังหลายแบรนด์ ที่เริ่มหันมาให้ความสนใจกับกลุ่มลูกค้าที่เป็น Solo Diner กันมากขึ้น ซึ่ง ไพศาล อ่าวสถาพร กรรมการผู้จัดการของบริษัท บิสโตร เอเชีย จำกัด บริษัทในเครือไทยเบฟมีแบรนด์ร้านอาหารในเครือที่ประกอบไปด้วย แบรนด์ร้านอาหารไทยอย่าง บ้านสุริยาศัย (BAAN SURIYASAI) ไฮด์ แอนด์ ซีค (HYDE & SEEK) หม่าน ฟู่ หยวน (MAN FU YUAN) โซ อาเซียน (SO Asean Café & Restaurant) สโมสร ราชพฤกษ์ (Rajpruek Club) บริการจัดเลี้ยง VANTAGE POINT แบรนด์ร้านอาหารสไตล์ตะวันตก และศูนย์อาหารฟู้ด สตรีท (Food Street) ให้มุมมองต่อเทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
โดยเขามองว่า Solo Economy ถือเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองสำหรับคนทำตลาดร้านอาหารในบ้านเรา เพราะกลายเป็นกลุ่มก้อนของลูกค้าที่มีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญจะมาจากทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ขนาดครอบครัวเล็กลง รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โดยเฉพาะกับคนที่เป็น Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามามีบทบาทต่อโลกการตลาดในปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ตาม ไพศาล มองว่า Solo Economy ในโลกตะวันตกกับทางฝั่งเอเซียที่รวมถึงบ้านเรา อาจจะมีข้อแตกต่างกันบ้าง โดยคนในโลกตะวันออกอาจจะมีเรื่องของครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่แม้คนรุ่นใหม่ต้องการทำอะไรด้วยตัวคนเดียว และฉายเดี่ยว แต่คนเอเซีย ยังน่าจะมีเรื่องของครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“คนเอเซียหรือคนไทยแม้จะเป็น Solo Customer แต่ก็จะออกมาในลักษณะของ Me in We คือบางครั้ง อาจจะมีการแบ่งเวลาให้กับครอบครัวด้วยในโอกาสพิเศษๆ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้มันถูกเชฟให้เห็นมากขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่คนไทยเริ่มจะมีการแบ่งเวลาให้กับครอบครัว แม้จะมีการให้รางวัลกับตัวเองด้วยการไปทานอาหารดีๆ แต่ในบางโอกาสก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลามาเฉลิมฉลองกับครอบครัวด้วย เพราะครอบครัวของคนเอเซียยังมีความเชื่อเรื่องศาสนา และความกตัญญูนั่นเอง”
ไพศาล ขยายความคำว่า Me in We ให้ฟังอีกว่า คนรุ่นใหม่มีความต้องการทำอะไรด้วยตัวเอง หรือต้องการออกไปหาของอร่อยๆ ทาน เพื่อเฉลิมฉลองหรือให้รางวัลกับตัวเอง เพราะคนในเจนนี้ส่วนใหญชอบที่จะมองเรื่องของการให้รางวัลกับตัวเอง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาคู่กับคำว่า Solo Economy ที่คนพร้อมจะเปย์เพื่อให้รางวัลหรือดูแลตัวเอง เป็น Self Celebration ขณะเดียวกันก็ยังไม่ละเลยที่จะดูแลครอบครัวในฐานะสมาชิกที่ดีของครอบครัว
เขาบอกว่า คนทำร้านอาหารต้องเข้าใจว่าจะรับมือกับการเกิดขึ้นของ Solo Diner อย่างไรบ้าง ซึ่งคนเจนนี้จะปฏิสัมพันธ์กับคนไม่ดี ขณะเดียวกันก็ชอบที่จะปฏิสัมพันธ์กับดีไวซ์ หรือเทคโนโลยีจึงต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการตั้งแต่ก่อนเข้าร้านไปจนถึงการใช้บริการเสร็จลุล่วง

เช่นเดียวกับต้องมีการปรับเลย์เอาท์ดีไซน์ของร้านใหม่ โดยจากนี้ไป ร้านอาหารอาจจะมีขนาดที่เล็กลง หรือมีที่นั่งไม่ต้องมากนัก รวมถึงการปรับเมนูที่เป็น Single Menu เพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการคนเดียว
ไพศาล บอกอีกว่า นอกจากการดีไซน์ร้านที่ต้องเชื่อมโยงกับเรื่องของดีไวซ์หรือเทคโนโลยี เพื่อรองรับกับลูกค้ากลุ่ม Solo Diner แล้ว สิ่งที่ต้องมองอีกอย่างก็คือเรื่องของความต้องการที่มีหลากหลายออกไป อย่างในบ้านเรา นอกจากการมาร้านอาหารคนเดียวแล้ว คนกลุ่มนี้บางทีอาจจะต้องการเรื่องของ Socialize เหมือนกับที่ในต่างประเทศเริ่มมีการจัดวางโต๊ะออกมาคล้ายๆ กับการจัดโต๊ะในโรงอาหาร ที่เป็นการวางโต๊ะยาวๆ เพราะจะมีบางคนที่ต้องการพูดคุยกับลูกค้าคนอื่นๆ ที่มาคนเดียวเหมือนกับเขา
การมาคนเดียวแต่เลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างนี้ เริ่มมีให้เห็นในบ้านเราบ้างแล้ว อย่างที่ผ่านมาร้านอาหารในเครือคือไฮด์ แอนด์ ซีค สาขาสีลมเอจก็เคยมีการจับมือกับออร์แกไนเซอร์ เพื่อจัดงานอีเวนท์ที่เปิดให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาร่วมงาน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
“ตอนนี้ เราเริ่มทำเมนูที่เป็น Single Lunch Set กับร้านในเครืออย่าง VANTAGE POINT ร้านบ้านสุริยาศัย และไฮด์ แอนด์ ซีคแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น เรายังมีการลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อนำร้านอาหารในเครือ 5 แบรนด์ คือแวนเทจ พ้อยท์, ไฮด์ แอนด์ ชีค, บ้านสุริยาศัย, หม่าน ฟู่ หย่วน และฟู้ด สตรีท ที่เป็นแบรนด์ฟู้ด คอร์ท ในเครือ เข้าไปเปิดในโครงการ One Bangkok นอกจากนี้ ยังจะมีร้านอาหารแนวใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อีกแบรนด์ที่ยังไม่เคยเปิดตัว เข้ามาเปิดในโครงการนี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดจะมาในคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยจะมีการเชื่อมโยงการทำตลาดทั้งหมดเข้าด้วยกันผ่านตัวแอปพลิเคชันของเครือไทยเบฟที่จะมีทั้งเรื่องของการมอบสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงดาต้า เพื่อทำให้สามาถตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น”

เขาเสริมอีกว่า โครงการ One Bangkok ถือเป็นการสร้างเมืองๆ หนึ่งที่ครบวงจร สามารถดึงดูดคนได้รอบทิศทาง การเป็นโครงการระดับโลกนี้ทำให้แต่ละแบรนด์อยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ แน่นอนว่า นอกจากโอกาสทางการตลาดแล้ว ยังได้ในแง่ของอะแวร์เนสให้กับแบรนด์ร้านอาหารของเรา ทำให้ต้องมีการเติมเต็มอะไรใหม่ๆ เข้าไปมากขึ้น อย่างการเติมร้านอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดังร้านใหม่ๆ รวมถึงร้านที่ได้มิชลินเข้าไปในฟู้ด สตรีท หรือการเน้นในเรื่องของความเป็นมิชลินสไตล์กว้างตุ้ง ของร้านหม่าน ฟู่ หยวน เป็นต้น
ทั้ง 5 แบรนด์ที่จะเข้าไปเปิดในโครงการ One Bangkok นี้ ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของบิสโตร เอเซีย ที่ถูกมองว่า จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของผลประกอบการ หลังจากที่ในช่วง 2 ไตรมาสของปีนี้ บิสโตร เอเซียมีการเติบโตของยอดขายในภาพรวมที่ 11% ขณะที่ Same Store Sale จะมีตัวเลขการเติบโตอยู่ที่ 9%....