มีการพูดถึงเทรนด์ของ Solo Economy ที่ผู้บริโภคยุคใหม่เลือกที่จะอยู่คนเดียวมากขึ้น หรืออยู่เป็นคู่แบบไม่มีลูก หรืออาจจะมีลูกแค่ 1 คน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก รวมถึงบ้านเรามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้สินค้าและบริการภายใต้แบรนด์ต่างๆ เริ่มมีการปรับกลยุทธ์เพื่อทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้ที่ถูกมองว่ามีโอกาสทางการตลาดแฝงอยู่ในนั้นค่อนข้างสูง
โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยออกบทความพิเศษเรื่อง Solo Economy หรือเศรษฐกิจของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว (Single Person Household) ที่รายละเอียดส่วนหนึ่งเป็นการให้มุมมองที่น่าสนใจว่า Solo Economy เป็นเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่งที่กำลังขยายตัวอย่างมากทั่วโลก จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนที่มีคนอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น
ขณะที่บริษัทวิจัยชั้นนำระดับโลกอย่าง Euromonitor ก็ออกมาระบุข้อมูลว่า ในปี 2564 ครัวเรือนคนเดียวมีมากถึง 414 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ภายในปี 2573 ส่งผลให้ธุรกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มปรับตัวเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อคนกลุ่มนี้มากขึ้น โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่คิดเป็นมูลค่าสูงกว่าคนกลุ่มอื่นในบางประเทศ เช่น ประเทศเกาหลี ครัวเรือนคนเดียวถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

จากข้อมูลสถาบันเศรษฐกิจและการค้าของเกาหลี (KIET) คาดว่า ครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวจะมีการใช้จ่ายสูงถึง 194 ล้านล้านวอน ในปี 2573 โดยภาคธุรกิจของเกาหลีมีการปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของครัวเรือนคนเดียว เช่น การพัฒนาชุดปรุงอาหารที่มีวัตถุดิบ เครื่องปรุงและวิธีการปรุงอาหารสำหรับปรุงและทานเพียงคนเดียว ซึ่งตอบโจทย์ครัวเรือนคนเดียวในการไม่ต้องทำอาหารเป็นจำนวนมาก และลดความจำเจของอาหาร รวมทั้งยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ขนาดเล็ก เป็นต้น
ส่วนในประเทศไทย ครัวเรือนคนเดียวมีสัดส่วนมากขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2565 มีครัวเรือนที่มีสมาชิกคนเดียวจำนวนกว่า 7 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 26.1% ของครัวเรือนทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 16.4% ในปี 2555 ซึ่งครัวเรือนคนเดียวส่วนใหญ่เป็นคนโสด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ครัวเรือนคนเดียวจะมีการใช้จ่ายกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี สอดคล้องกับข้อมูลของ Euromonitor ที่ระบุว่า ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนคนเดียวสูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
รูปธรรมที่ชัดเจนในการปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับเทรนด์ในเรื่องดังกล่าวนี้ ตัวอย่างหนึ่งก็คือการขยับตัวของเดอะพิซซ่า คอมปะนี ที่มีการหยิบเอาอินไซต์ของผู้บริโภคที่เป็นเจน Z มาเป็นตัวนำเพื่อพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์เทรนด์ที่เป็น Single Serve ด้วยการเปิดตัวเมนูไบท์ (BiTE)
เป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่นิยมรับประทานอาหารคนเดียว ให้พร้อมทานได้ทุกที่ อร่อยได้ทุกเวลา ในราคาสุดคุ้มเริ่มต้นเพียง 99 บาท* ภายใต้สโลแกน ไบท์ ฟินทุกที่ จอยเวอร์ทุกคำ มีให้เลือกฟินถึง 4 รสชาติ ประกอบด้วย ไบท์ คลั่งชีส ไบท์ ฮาวายเอี้ยน ไบท์ ซีฟู้ดพาราไดซ์ และไบท์ แบล็คทรัฟเฟิลเบคอน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเซตสุดคุ้มไบท์ บ็อกซ์ (BiTE Box) ที่มาในรูปแบบเซตเมนูไบท์จับคู่ของทานเล่นยอดฮิตและเครื่องดื่มโค้ก ตอบโจทย์นิวเจนที่ชอบความหลากหลายกินเดี่ยวครบจบในเซต

ปัทม์ พงษ์วิทยาพิพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บอกถึงที่มาของกลยุทธ์การออกเซตเมนูใหม่ที่เจาะผู้บริโภคฉายเดี่ยวในครั้งนี้ว่า เกิดจากการสำรวจตลาดและเทรนด์ของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มของการเป็น Solo Customer มากขึ้น ทำให้เดอะ พิซซ่า คอมปะนีได้อินไซต์พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้บริโภคกลุ่มนิวเจน จึงนำมาผ่านกระบวนการคิดค้นจนออกมาเป็นเมนูใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิดเมนูทานเดี่ยว ในชื่อ “ไบท์” (BiTE) ที่มาพร้อมสโลแกน ฟินทุกที่ จอยเวอร์ทุกคำ โดยเน้นสร้างการจดจำของแบรนด์ผ่านชื่อที่บ่งบอกถึงลักษณะของสินค้าได้อย่างชัดเจน ดังนั้นความสดใหม่ครั้งนี้ จึงถูกนำเสนอในแบบที่แปลกใหม่ ผ่านรูปทรงและหน้าตาของเมนูที่เสิร์ฟมาให้รับประทานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และเหมาะสำหรับทานคนเดียว
“ตลอดปี 2567 นี้ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี มีการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับตัวตามเทรนด์โลกและกระแสสังคม เพื่อเสริมทัพแบรนด์ให้แข็งแกร่งและคงความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหาร ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พบว่า กระแสในช่วง 1-2 ปี ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตรวมถึงพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มนิวเจนนิยมรับประทานอาหารคนเดียวมากขึ้น และกำลังกลายเป็นตลาดที่น่าจับตาสำหรับธุรกิจอาหาร ทำให้เดอะ พิซซ่า คอมปะนี เดินหน้าปรับกลยุทธ์การตลาดให้มีความหลากหลาย และสอดรับกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้น”
ตลาด QSR ประเภทพิซซ่าในบ้านเรามีมูลค่าประมาณ 10,000 – 11,000 ล้านบาท ตลาดนี้มี เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ของไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% การเป็นผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งในมือจำนวนมาก ทำให้การทำตลาดของผู้เล่นรายนี้ ไม่เพียงแค่รักษาส่วนแบ่งตลาดของตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่ยังต้องรับบทบาทในการทำหน้าที่ขยายฐานการบริโภคพิซซ่าให้มีมากขึ้น
เราจึงได้เห็นการรุกตลาดที่เข้มข้นของผู้เล่นรายนี้ ซึ่งความพยายามในการขยายฐานการบริโภคเข้ามายังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะคนที่เป็นนิวเจน โดยมีการใช้ทั้งกลยุทธ์ราคาที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้สามารถเข้าถึงการบริโภคพิซซ่าได้ง่ายขึ้น การทำเรื่องของเมนูที่ตอบโจทย์การบริโภคคนเดียวที่ไม่ใช่แค่พิซซ่า แต่ยังมีเมนูอื่นๆ อาทิ สลัด หรือตัวสปาเกตตี

รวมถึงการปรับกลยุทธ์ในเรื่องของการทำดิลิเวอรี่ ที่มีการการันตีการส่งภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที ซึ่งเป็นการลดระยะเวลาการส่งลงจากเดิมที่ไม่เกิน 30 นาที เป็นการบริหารความพึงพอใจ พร้อมกับส่งมอบประสบการณ์การบริโภคพิซซ่าที่บ้านเสมือนการนั่งกินในร้าน
แม้การขายผ่านช่องทางดิลิเวอรี่จะถูกมองว่ามีเทรนด์การเติบโตที่ลดลงหลังการระบาดของโควิด – 19 ผ่านไป แต่สำหรับเดอะ พิซซ่า คอมปะนีแล้ว พบว่า ดิลิเวอรี่ยังคงเป็นช่องทางขายสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 45% ขณะที่การนั่งทานในร้านจะมีสัดส่วน 30% และเทกโฮมอีก 25% โดยสัดส่วนของดิลิเวอรี่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นการเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าของการระบาดของโควิด – 19 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 25% เท่านั้น
แน่นอนว่า การให้บริการแบบดิลิเวอรี่ยังเข้ามาสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เป็นครอบครัวเดียว หรือเป็นคนโสดมากขึ้น ทำให้การเลือกบริการสั่งอาหารผ่านดิลิเวอรี่ ยังคงเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของพวกเขา การเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการในส่วนนี้จึงน่าจะเข้ามาช่วยสร้างความพึงพอใจได้ไม่มากก็น้อย
ถือเป็นอีกการขยับตัวที่มุ่งตอบโจทย์อีกเทรนด์การตลาดที่กำลังมาแรงของบ้านเรา