ปัจจุบันแคนนอนมีส่วนแบ่งในตลาดกล้องดิจิทัลอยู่ประมาณ 37% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีอยู่ 35% เป้าหมายของแคนนอนในปีนี้ คือต้องการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 40% เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ล่าสุดทางแคนนอนได้มีการเปิดตัวไลน์อัพสินค้าในกลุ่มเรือธงในระบบ EOS R พร้อมกันทีเดียวถึง 2 รุ่น คือ EOS R1 ในราคา 235,900 บาท และ EOS R5 Mark II ในราคา 147,900 บาท เพื่อมาตอบโจทย์ช่างภาพกลุ่มมืออาชีพโดยเฉพาะ
โดยกล้องรุ่น EOS R1 ทางแคนนอนนิยามสินค้าว่า Be One with Mastery เพราะเป็นกล้องที่เน้นความเร็วและฟีเจอร์ครบครัน ทั้งความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง ความเร็วในการโฟกัส รวมถึงความเร็วในการถ่ายโอนไฟล์ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับมืออาชีพที่เน้นเรื่องความรวดเร็วในการทำงานเป็นหลัก ทั้งการถ่ายการแข่งขันกีฬา ชีวิตสัตว์ป่า รวมถึงงานข่าว
ส่วนกล้องรุ่น EOS R5 Mark II แคนนอนนิยามสินค้าว่า Imagine Bigger Things เนื่องจากมีความโดดเด่นในเรื่องความละเอียด แบบ High Resolution ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว พร้อมจัดเต็มฟังก์ชั่นด้านวิดีโอ เพื่อให้เป็นที่สุดของ VDO Performance รองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการผลงานคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มงานเวดดิ้งงานผลิตวิดีโอเชิงพาณิชย์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไปจนถึงช่างภาพอาชีพทุกสาย
เนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนซูมเมอร์อิมเมจจิ้งอินฟอร์เมชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ตลาดกล้องในปีที่ผ่านมามีการขายอยู่ที่ประมาณ 94,000 ตัว ในทุกเซ็กเม้นต์ ซึ่งมองในภาพรวมมีเพียงเซ็กเม้นต์เดียวที่มียอดขายลดลงคือ DSLR ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะเป็น Mirrorless Full Frame, Mirrorless APS-C หรือ Digital Compact ล้วนมียอดขายที่เติบโตขึ้นทั้งสิ้น
“ตอนนี้ทุกแบรนด์มองไปที่ตลาด Mirrorless เทรนด์ครึ่งปีแรก ยอดขายประมาณ 2 ใน 3 ของตลาดทั้งหมดมาจากกล้อง Mirrorless ส่วนกล้อง DSLR ตกตามเทรนด์ เพราะมี Mirrorless มาทดแทนทั้งเรื่องคุณภาพ, เทคโนโลยี, น้ำหนัก, ความสะดวก ส่วนกล้อง Digital Compact ถือว่าทรงตัวไม่โต ไม่ตก แต่โตในเชิงมูลค่า เพราะกล้อง Digital Compact ไฮเอนด์ยังขายได้ดี เนื่องจากมีลูกค้าที่อัพเกรดมาจากการใช้สมาร์ทโฟน”
ปัจจุบัน แคนนอนมีกล้อง Mirrorless วางจำหน่ายทั้งสิ้น 14 รุ่น ตอบโจทย์ทุกกลุ่มผู้บริโภค เริ่มตั้งแต่เพื่อถ่ายภาพเพื่อความบันเทิงทั่วไป ไปจนถึงกลุ่มมืออาชีพเพื่อสร้างรายได้ ที่ต้องการสเปกที่สูงๆ

เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความแตกต่างของสินค้า เนตรนรินทร์อธิบายว่า ปีนี้แคนนอนจะเน้นเรื่องการพัฒนาระบบ AI และสื่อสารให้ผู้บริโภคได้รับรู้เพิ่มมากขึ้น
“เทคโนโลยี AI มีอยู่ในกล้องมาพักใหญ่แล้วในกล้องทุกรุ่น ตั้งแต่ระบบการโฟกัส การวัดแสง การจดจำใบหน้า ขึ้นอยู่กับว่ามีมากหรือน้อยเท่านั้น แต่ค่ายผู้ผลิตกล้องเริ่มนำมาเป็นจุดขายเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว
ส่วนการหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือการตลาดต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค หน้าที่ของเราคือต้องทำวิจัยว่าอันไหนคือฟังก์ชั่นที่ตลาดต้องการ แล้วเอามาพัฒนาฟังก์ชั่นให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค”
เนตรนรินทร์ กล่าวว่า การพัฒนา AI ที่เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการถ่ายภาพของแคนนอนนี้เรียกว่า Deep Learning Technology ซึ่งจะใช้การประมวลข้อมูลจำนวนมาก วิเคราะห์ความแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแม้ในสถานการณ์ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
“นับเป็นระยะเวลากว่า 7 ปีมาแล้วที่แคนนอนเริ่มพัฒนากล้องมิเรอร์เลสในระบบ EOS R จนกระทั่งปัจจุบันแคนนอนได้นำเสนอผลิตกล้องมิเรอร์เลส EOS R มาแล้วถึง 14 รุ่น ซึ่งครอบคลุมความต้องการและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับมืออาชีพ และดังที่ มร.โยโกตะ ได้กล่าวไว้ว่า เราได้เข้าสู่ยุคแห่ง AI แล้วอย่างเต็มตัว แคนนอนจึงได้ผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราในรูปแบบของ Deep Learning Technology ซึ่งเป็น AI ที่ใช้คลัง ข้อมูลจำนวนมากในการวิเคราะห์ ทั้งการตรวจจับสภาพแวดล้อมในการถ่าย ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ และอื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งในด้านความเร็วและความแม่นยำของระบบ ออโต้โฟกัส และคุณภาพของภาพถ่าย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและช่วยให้ผู้ใช้งานได้ผลงานที่มีคุณภาพสูง แม้ในสถานการณ์การถ่ายภาพที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การพัฒนาทั้ง EOS R1 และ EOS R5 Mark II ยังสอดคล้องตามแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่หยุดยั้งของแคนนอน เพื่อ ให้สินค้าของเราตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทุกกลุ่มได้อย่างสมบูรณ์แบบและช่วยสนับสนุนการทำงานของช่างภาพและครีเอเตอร์ทุกระดับ ในการสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างไร้ข้อจำกัดใดๆ”

ตัวอย่าง เช่น ฟังก์ชั่นที่ตอบสนองความต้องการของช่างภาพกีฬา AI ของแคนนอนที่มีระบบ Action Priority จะทำให้กล้องรู้ว่ากำลังถ่ายกีฬาอะไรอยู่ เช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล หรือวอลเลย์บอล เพื่อที่ระบบ AI ของกล้องจะช่วยช่างภาพคำนวณว่าลูกบอลกำลังอยู่กับใคร และน้ำหนักของการโฟกัสจะไปอยู่กับคนนั้น ส่วนใครที่มีการขยับตัวกล้องก็จะให้น้ำหนักการโฟกัสไปที่นักกีฬาคนนั้น
หรือจะเป็นฟังก์ชั่นจดจำใบหน้า (Register People Priority) กล้องก็สามารถตั้งค่าความสำคัญของบุคคลได้ล่วงหน้าสูงสุด 10 คน และโฟกัสไปที่บุคคลเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะหันด้านข้างก็ตาม
โดยยอดจองอย่างไม่เป็นทางการของกล้องทั้ง 2 รุ่นนั้น พบว่ายอดจองของกล้อง EOS R1 นั้นมีมาก กว่า 100 ตัว ส่วน EOS R5 Mark II ก็มีคนที่สนใจและมัดจำไว้แล้วกว่า 200 ตัว
เนตรนรินทร์ เชื่อว่าจากเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ตามความของช่างภาพในทุกกลุ่มจะทำให้แคนนอนสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 40% ได้ตามเป้าหมาย