ยอดขายรวมของค้าปลีกที่เป็นโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่อย่างบิ๊กซีและโลตัส พบว่ายอดขายรวมต่อปีของทั้ง 2 รายนี้จะมีรวมกันประมาณกว่า 3 – 4 แสนล้านบาท ซึ่งชิ้นเค้กตรงนี้มีการเติบไม่มากนักในช่วง 3 – 4 ปีหลังมานี้ โดยเฉพาะยอดขายในส่วนที่เป็นสินค้า FMCG ที่มีอัตราการเติบโตในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด – 19 แค่ 1 – 2% เท่านั้น ทำให้เราได้เห็นการปรับ ตัวของ 1 ใน 2 ผู้เล่นอย่างบิ๊กซีออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังมานี้
ทั้งในแง่การหันมาให้ความสำคัญกับการปรับพื้นที่เช่าในส่วนของช้อปปิ้ง มอลล์ เพื่อเติมเต็มในเรื่องของรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองรุ่นใหม่ ที่มองการมาห้างค้าปลีกมากกว่าแค่การช้อปปิ้งแต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิต
รวมถึงการมองหาน่านน้ำใหม่ๆ ที่น่าจะมีโอกาสเติบโต ทั้งการให้น้ำหนักมาที่การทำตลาดสินค้าอาหารสดที่ถูกมองว่ามีความถี่ในการช้อปมากกว่า เนื่องจากเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย และการขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศ

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือการขยับตัวของบิ๊กซี ที่มีการรุกขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งเป็นแนวทางที่ ผู้เล่นอย่างบิ๊กซีกำลังทำอยู่ โดยมีการมองถึงการขยายสาขาเข้าไปยังกลุ่มประเทศ CLMV อย่าง สปป.ลาว กัมพูชา รวมถึงการเข้าไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบัน บิ๊กซีมีการขยายสาขาเข้าไปเปิดทั้งในสปป.ลาว ที่นอกจากสาขาในรูปแบบของค้าปลีกไซส์เล็กอย่างมินิบิ๊กซีแล้ว ยังมีการเปิดสาขาที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่อีกด้วย
ส่วนในกัมพูชา ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการรุกตลาดต่างประเทศนั้น นอกจากการเปิดสาขาขนาดใหญ่ที่ปอยเปตแล้ว บิ๊กซียังมีการเข้าไปเทกโอเวอร์ค้าปลีกท้องถิ่นที่เป็นเชนคอนวีเนียนสโตร์อย่าง กีวี่ มาร์ท (Kiwi Mart) ในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2565 ที่ผ่านมา ทำให้บิ๊กซีได้สาขาร้านกีวี่ มาร์ท 18 สาขา แบ่งเป็น 17 สาขาในกรุงพนมเปญ และ 1 สาขาในจังหวัดกำปอด (Kampot) โดยปัจจุบันมีการทยอยปรับเปลี่ยนมาเป็นบิ๊กซีมินิ จนครบทุกสาขาแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการรุกเข้าไปยังฮ่องกง ด้วยการซื้อธุรกิจของ “กลุ่มบริษัทอะเบ๊าท์ไทย” ผู้ให้บริการร้านซูเปอร์มาร์เก็ต “AbouThai” ในฮ่องกง เพื่อรุกขยายธุรกิจค้าปลีกภายใต้ “แบรนด์ บิ๊กซี” และธุรกิจค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคนอกอาเซียนเต็มตัว โดยดีลทั้งหมดแล้วเสร็จไปแล้วในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา
บิ๊กซีจะมีการทยอยปรับเปลี่ยนชื่อร้าน AbouThai ที่มีอยู่ 24 สาขา เป็น “บิ๊กซี” พร้อมกับขยายสาขาเพิ่มอีก 25 สาขา ต่อปี โดยตั้งเป้าว่า ภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีสาขาของบิ๊กซีในฮ่องกงรวมทั้งสิ้น 99 สาขา และน่าจะทำยอดขายได้ 1 พันล้านฮ่องกงดอลลาร์หรือราว 4.67 พันล้านบาท ในช่วงเวลา 3 ปีนับจากนี้
ถือเป็นการรุกขยายสาขานอกกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งกลายเป็นอีกโอกาสในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ที่หากมองไปแล้ว บิ๊กซีมีฐานของลูกค้าชาวจีนที่ค่อนข้างรู้จักบิ๊กซีเป็นอย่างดี จึงน่าจะกลายเป็นอีกโอกาสในการต่อยอดการสร้างตลาดของที่นั่น

ขณะที่การเติบโตในประเทศนั้น บิ๊กซีค่อนข้างจะลงตัวในแง่ของการมีฟอร์แตทของสโตร์ที่เข้าถึงลูกค้าในแต่ละเซ็กเม้นต์ โดยมีฟอร์แมตที่เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ คือบิ๊กซี ซูปเปอร์เซ็นเตอร์ บิ๊กซี เพลส บิ๊กซี มาร์เก็ตบิ๊กซี ฟู้ดเพลส และฟอร์แมตที่เป็นร้านค้าปลีกไซส์เล็ก คือบิ๊กซี มินิ
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่อื่น ๆ เช่น บิ๊กซี ฟู้ด เซอร์วิส ที่มี 4 สาขาในไทย บิ๊กซี ดีโป้ ร้านค้าส่ง 11 สาขาOmni-channel Platform ได้แก่ บริการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.bigc.co.th, การสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน Big C Plus, การซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสของบุคคลภายนอก รวมทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของบริษัท และยังมีธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ อาทิ ร้านขายยาเพรียว จำนวน 146 สาขาในประเทศไทย ร้านขายยาสิริฟาร์มา จำนวน 1 สาขาในประเทศไทย ร้านกาแฟวาวี จำนวน 58 สาขาในประเทศไทย
ขณะที่ ในส่วนธุรกิจพื้นที่เช่านั้น ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ หรือ Town Center Business ของบิ๊กซี มีการปล่อยเช่าพื้นที่ภาย ในพื้นที่ร้านค้า (Retail Venue) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ในร้านค้าในรูปแบบร้านค้าขนาดใหญ่, บิ๊กซี ฟู้ด เซอร์วิส, บิ๊กซี ดีโป้ ให้กับผู้เช่าหลากหลายกลุ่ม
รวมถึง มีพื้นที่เช่าในรูปแบบของตลาดนัดหน้าห้าง ที่เรียกว่า ตลาด Open-Air อีก 8 แห่งในประเทศไทย เป็นตลาดนัดกลางคืน ภายใต้ชื่อ ตลาดเดินเล่น จำนวน 6 สาขาตลาดนัดกลางวัน ได้แก่‘ตลาดครอบครัว’ 1 สาขา และ ตลาดทิพย์นิมิตร อีก 1 สาขา
ภายใต้แผนรุกดังกล่าว ผู้บริหารของบิ๊กซี คือ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เคยให้สัมภาษณ์ว่าในปี 2567 บิ๊กซี ทุ่มงบ 5,000 ล้านบาท เดินหน้ารีโนเวทจำนวน 18 สาขา โดยจะมีการปรับโฉมใหม่ ด้วยงบประมาณ 1,700 ล้านบาท และเปิดเพิ่ม 1 สาขา ภายในปี 2567
นอกจากนี้ยังวางแผนขยายเพิ่ม 3 สาขาภายในสิ้นปี 2568 และจะขยายสาขาบิ๊กซีมินิอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุคใหม่ที่เปลี่ยนไปที่ไม่ใช่แค่มาเดินซื้อของอย่างเดียว แต่ยังต้องการพื้นที่แฮงเอาท์และพักผ่อนรวมถึงเพื่อเป็นพื้นที่ในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้กับลูกค้าบิ๊กซีเพิ่มมากขึ้นปัจจุบัน บิ๊กซีมีสาขาทั้งสิ้นกว่า 1,800 สาขาในไทย และยังขยายไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฮ่องกง กัมพูชา ลาว และเวียดนาม”
ในขณะเดียวกัน ในปีนี้มีบิ๊กซีจำนวน 2 สาขา หมดอายุสัญญาเช่าพื้นที่ซึ่งบิ๊กซีตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่า ได้แก่ บิ๊กซี สาขาสุขาภิบาล 3-2 (แยกบ้านม้า) โดยปิดให้บริการไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา และบิ๊กซี สาขารังสิต 2 (ใกล้กับตลาดสี่มุมเมือง) ที่ปิดให้บริการไปเมื่อ 30 ก.ย.

ทั้งนี้ บิ๊กซีได้มีนโยบายดูแลพนักงานทุกคน รวมถึงสามารถโอนย้ายไปทำงานได้ที่บิ๊กซีสาขาใกล้เคียง หรือที่ภูมิ ลำเนาของพนักงานตามสมัครใจ และสำหรับร้านค้าเช่า ได้มีการเจรจาตกลงร่วมกันกับทางผู้เช่า โดยทางบิ๊กซีได้ดูแลและจัดหาพื้นที่เพื่อไปเปิดในสาขาอื่นๆ ของบิ๊กซีทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังปิดให้บริการบิ๊กซี สาขาราษฎร์บูรณะ ไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค.67 โดยจะย้ายไปยังทำเลใหม่ที่ใกล้เคียง เป็นทำเลทองติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นที่ดิน Freehold ในกลุ่มบีเจซี ซึ่งบิ๊กซีคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2568
“บิ๊กซีเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค เราใช้ Big Data เข้ามาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและตรงกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยตอนนี้ Physical Store มีฟอร์แมตลงตัวแล้ว คือมีไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองที่ใช้ชื่อว่า บิ๊กซี ฟู้ดเพลส ซูเปอร์มาร์เก็ตในต่างจังหวัดภายใต้แบรนด์ บิ๊กซี มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกขนาดเล็กอย่างมินิ บิ๊กซี นอกจากนี้เรายังมี PURE ร้านยาที่เป็นรูปแบบผสมผสานความเป็น Health & Beauty และมีบิ๊กซี ฟู้ด เซอร์วิสที่เป็นโฮลเซลส์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างจะครอบคลุม”
ทั้งหมดจะถูกร้อยเรียงกัน เพื่อเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับบิ๊กซี....