285 ไม่ใช่เลข 3 ตัวท้าย แต่เลขนี้ทรงพลังมากกว่านั้น
ล่าสุด Mindshare Thailand เผยถึงจำนวน New Creator ทั่วโลกต่อชั่วโมงว่ามีจำนวนมากถึง 285 ขณะเดียวกัน ทุกวันนี้คอนเทนต์ไม่ได้มาจากแค่ช่องทาง Social Media เท่านั้น ฉะนั้นจำนวนคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกยังมีที่มาจาก Content Provider อื่นๆ อีก
จำนวนคอนเทนต์ที่ท่องอยู่บนโลกออนไลน์อย่างมากมายนี้ ต่างพากันเข้ามาแย่งเวลาจากผู้บริโภค แล้วจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ของเราตรงใจผู้บริโภคในยุคนี้ได้ วันนี้ BrandAge Online สรุปวิธีการที่น่าสนใจจาก Session: The Content Revolution: Are You Ready? อัพเดทเทรนด์ใหม่และเทคนิคในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ตรงใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดย วรวิล สนเจริญ Head of Strategy Mindshare Thailand จากงานสัมมนา Content SPARK ที่จัดโดยกรุ๊ปเอ็ม (GroupM) กลุ่มบริษัทการลงทุนด้านสื่อของดับบลิวพีพี มาฝากทุกคนกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ Death Of Monoculture หรือความนิยมในกระแสหลักเพียงอย่างเดียวแทบไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว สังเกตได้จากเหตุการณ์ลักษณะถนนโล่งเนื่องจากต้องรีบกลับบ้านไปดูละครหลังข่าวในปัจจุบันแทบไม่พบเห็นเท่าไหร่นัก
วรวิล กล่าวว่า “ในยุคนี้ไม่มีเทรนด์หรือไม่มีกระแสหลักอะไรที่จะทําให้ทุกคนรอติดตามพร้อมๆ กันได้”
อีกทั้งพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะ Gen Z พบว่า กว่า 91% สนใจ คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของตนเท่านั้น ส่งผลให้นักการตลาดต้องเผชิญกับความยากในการสื่อสารไม่น้อยที่จะทำให้ผู้บริโภคสนใจและติดตาม กล่าวคือวิธีการบริโภคคอนเทนต์เปลี่ยนไป ทำให้วิธีการสร้างคอนเทนต์จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตาม
วรวิล ได้แนะวิธีการทำคอนเทนต์ในยุคปัจจุบันที่จะตรงใจผู้บริโภคไว้ ดังนี้
The Power of Connected Content
“เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Social Community บางอย่าง” เช่น คนชอบวิ่งก็จะมีกลุ่มคนวิ่ง เพื่อนัดวิ่ง แชร์ ไอเทมสำหรับวิ่ง หรือคนรักนางงามก็จะมี Social Community เพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนางงาม หรือนัดรวมตัวกันเพื่อเชียร์นางงาม
จากตรงนี้จะสังเกตพบว่า ทุก ๆ คนต่างเป็นแฟนคลับของบางสิ่งบางอย่าง และพร้อมเข้าร่วมคอมมูนิตี้นั้นๆ เพื่อทำกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมเกี่ยวกับสิ่งที่ตนชื่นชอบหรือสนใจ
ถ้าแบรนด์สามารถเข้าใจหรือเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ได้จะเข้าถึง และหาทางสร้างเอนเกจกับผู้คนได้ตามมา
“ในฐานะแบรนด์ ถ้าต้องการเข้าถึงผู้บริโภค ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ ต้องเข้าใจใน Value ของคอมมูนิตี้นั้นๆ ก่อน”
เช่น ในกรณีที่ต้องการจ้างอินฟลูฯ คนหนึ่ง ถ้าแบรนด์สามารถ Connect the Dots เพื่อทำความเข้าใจ Social Connection ของเขาได้ จะเห็นถึง Circle ที่เชื่อมโยงและนำมาต่อยอดกับแบรนด์ได้
ยกตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์กันแดดแบรนด์หนึ่งเลือกใช้อินฟลูฯ ที่ชอบทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ แทนอินฟลูฯ สายสกินแคร์ หรือการโปรโมทภาพยนตร์เดดพูล โดย ไรอัน เรย์โนลส์ เป็นต้น

ผลลัพธ์ของการ Connect the Dots และเข้าใจใน Social Connection จนสามารถนำมาใช้ได้นั้น พบว่า ผู้บริโภค 1 ใน 2 คนได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์ในคอมมูนิตี้ และผู้บริโภคต้องการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค คนอื่นๆ อย่างอิสระ ไม่ใช่แค่เชื่อมต่อกับแบรนด์เพียงทางเดียว ที่สำคัญคอนเทนต์จากอินฟลูฯ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคอมมูนิตี้นั้นๆ สามารถเพิ่ม Conversion ได้มากถึง 30%
Culture is a Shortcut to Relevance
ในวันนี้การทำคอนเทนต์สามารถต่อยอดได้ไปหลายอย่างมากกว่าที่คิด
แบรนด์สามารถมองหาบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนจากสิ่งที่เป็นเทรนด์ ณ ตอนนั้นได้ เพื่อไปสู่ Unexpected Area รวมไปถึง Area ใหม่ๆ
เช่น “หมูเด้ง” อย่างที่ทราบกันดีว่า น้องเป็นลูกฮิปโปแคระแห่งสวนสัตว์เขาเขียว แต่จากกระแสของน้อง ทำให้เกิดตัวอย่างการแทรกซึมไปในวงการอื่นๆ อาทิ บิวตี้เทรนด์ ที่มีการแต่งหน้าหมูเด้ง ผลพวงของ “ซีรีส์สืบสันดาน” ที่มีคนทำ Business Owner จากรุ่นสู่รุ่น มาให้ผู้บริโภคได้รู้จักธุรกิจนั้นๆ มากขึ้น หรือแม้แต่ร้านอาหารกับวงการแอนิเมะก็สามารถเบลนด์เข้าหากันได้ เมื่อ “McDonald’s” ยกร้านอาหารสุดฮิต “WcDonald’s” ที่แฝงตัวอยู่ในแอนิเมะชื่อดังหลายเรื่องมาสู่โลกจริง
Play it right
หาจุดเชื่อมให้เจอ จะทำให้แบรนด์คุณ Stand Out
การทำคอนเทนต์ทุกวันนี้สามารถสร้างได้จากทุกทิศทาง และผู้บริโภคเองก็สามารถเลือกเสพได้จากหลายทิศทาง ฉะนั้นผู้สร้างคอนเทนต์ต้องโยง Touchpoint ต่างๆ ให้ได้ โดย “Compelling Storytelling” จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญ
“ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยลอง ลองเข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆ ที่ยังไปเคยไปหรือคาดไม่ถึง แล้วคุณจะได้พบกับสิ่งใหม่ๆ กลับมา” วรวิล ฝากทิ้งท้าย
KEY TAKEAWAYS
- Social Communities ช่วยเผยแพร่ไอเดียได้
- การเชื่อมโยงกับ Circle ของอินฟลูฯ จะช่วยสร้างเอฟเฟกต์การมีส่วนร่วมได้
- หาวิธี Connect เรื่องราวของแบรนด์ กับ New Cultural หรือ Sub Cultural