เราอาจจะคุ้นเคยกัยชื่อของ Xiaomi ในฐานะแบรนด์โทรศัพท์มือถือ แกดเจ็ตต่างๆ หรือแม้กระทั่งเครื่องฟอกอากาศ แต่ตอนนี้ Xiaomi ไม่ได้ทำแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กขายเท่านั้นแล้ว แต่เขยิบมาขายของที่ใหญ่ขึ้น นั่นก็คือรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี โดยปลายปีที่แล้ว Xiaomi ได้เปิดตัวรถอีวีรุ่นแรกของแบรนด์คือรุ่น SU7 ซึ่งย่อมาจาก Speed Ultra เพราะสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลา 2.78 วินาที และชาร์จเพียง 5 นาทีก็วิ่งได้ไกลถึง 220 กิโลเมตร หรือประมาณกรุงเทพฯ-หัวหิน โดย Xiaomi วางโพสิชั่นของ SU7 เป็นรถอีวีดีไซน์หรู ว่ากันว่าอยากให้หรูกว่า Porshe และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า Tesla
รถรุ่น SU7 เปิดขายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยช่วงต้นนั้นขายเฉพาะในประเทศจีนก่อน นั่นคือ 29 เมืองทั่วประเทศจีน ราคาอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท หรือเกือบ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขาย Tesla Model 3 ในจีนจะพบว่าราคาของ SU7 นั้นถูกกว่าร่วม 4,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว ซึ่งตลาดของรถอีวีของ Xiaomi นั้นก็คือตลาดรถอีวีหรูในแบบ Tesla นั่นเอง ไม่ใช่รถอีวีราคาสบายกระเป๋าในแบบ BYD หรือ NETA ซึ่งเเป็นเจ้าตลาดของรถอีวีราคาย่อมเยาในประเทศจีน
ด้วยดีไซน์ เทคโนโลยี และราคา ทำให้เพียงไม่กี่เดือนหลังจากเปิดขายรถยนต์อีวีรุ่นแรกของ Xiaomi ได้รับการตอบรับอย่างดีในตลาดประเทศจีน จนทำให้ Xiaomi ทำรุ่น premium SU7 Ultra รุ่นที่หรูหรากว่ารถซีดานรุ่นแรกออกมาขายในราคา 110,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และล่าสุด Lei Jun ซีอีโอของ Xiaomi ก็ได้ประกาศตัวเลขออกมาแล้วว่า จนถึงตอนนี้รถอีวีของ Xiaomi มียอดขายเกิน 1 แสนคันแล้ว จากตอนแรกที่คาดการณ์ไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถขายได้ 76,000 คัน นอกจากนั้นยังตั้งโลกใหม่ไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้จะต้องขายให้ได้เกินกว่า 130,000 คัน
ซึ่งซีอีโอ Lei Jun ตั้งเป้าจะขยายศูนย์รถอีวี Xiaomi ในประเทศจีนให้มากขึ้นจาก 13,000 ร้านในปัจจุบันให้ได้ 15,000 ร้านภายในสิ้นปี และปีหน้าให้ได้ 20,000 ร้าน เพื่อรองรับการเติบโตของรถอีวีของแบรนด์ โดยปัจจุบันโรงงานผลิตของ Xiaomi สามารถผลิตรถอีวีได้เดือนละ 20,000 คัน แต่ถึงอย่างนั้น ซีอีโอ Lei Jun ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเติบโตมากกว่านี้ และต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำมากขึ้นไปอีก
แม้ว่ายอดขายจะทะลุเกินเป้าที่ตั้งเอาไว้ แต่ในเรื่องของรายได้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เป็นรถอีวีของ Xiaomi นั้นก็ยังขาดทุนอยู่ โดยในไตรมาสที่สามของปีนี้ยังขาดทุนไปถึง 1.5 พันล้านหยวน แม้ว่าในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น (gross profit margin) จะอยู่ที่ 17.1% ก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้นโดยรวมของบริษัทก็ยังมีกำไรอยู่ โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.25 พันล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้น 4.4% ซึ่งต้องขอบคุณในส่วนของสมาร์ทโฟน Xiaomi ที่ยังครองอันดับสามของตลาดสมาร์ทโฟนของโลกเอาไว้ได้ โดยในไตรมาสนี้ขายไปได้ 42.8 ล้านเครือง เพิ่มขึ้น 3% และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 14%
อ้างอิง https://www.reuters.com/technology/xiaomi-posts-jump-third-quarter-revenue-beats-estimates-2024-11-18/ https://www.mi.com/global/discover/article?id=3263&ref=renatomitra.com https://cnevpost.com/2024/11/13/xiaomi-ev-milestone-100000th-car-off-line/