หลังโควิด-19 ระบาดสิ้นสุดลงการทํางานนอกออฟฟิศ (Remote Work) กลายเป็นกระแสหลักขององค์กรใหญ่ๆ ในสหรัฐ แม้มีบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ ให้พนักงานกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ ข้อมูล Google Trends ระบุว่าการค้นคำว่า “Coffee Shops to Work” ปี 2020 มีต่ำมาก แต่ปี 2024 ใกล้ถึงจุดพีคโดยเจ้าของร้านกาแฟพบโอกาสใหม่ปรับตัวเป็น Coffice (Coffee Shop+Office) สร้างรายได้ประจำ ชดเชยต้นทุนที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น
การดื่มกาแฟเป็นกิจวัตรหลักของคนอเมริกันมาเป็นเวลานาน ข้อมูลล่าสุดของ National Coffee Association เผยแนวโน้มว่าความต้องการยังสูง การดื่มทุกวันทำสถิติสูงสุดใหม่ เฉลี่ยคนละ 2.7 แก้วต่อวัน ทั้งประเทศดื่มกาแฟรวม 465 ล้านแก้วต่อวัน
ปี2024 ทั่วสหรัฐมี Coffee Shop ประมาณ 77,500 แห่ง พนักงานทั้งระบบ 900,000 คน มูลค่าตลาดรวม 80,000 ล้านดอลลาร์ อัตราเติบโตเฉลี่ย 2-3% Top 3 แบรนด์ที่มีสาขามากที่สุด คือ Starbucks16,482 สาขา Dunkin 9,623 สาขา Donuts และ Dutch Bros Coffee 912 สาขา ขณะที่ความนิยม Specialty Coffee เพิ่มสูงขึ้น แบรนด์อย่าง Intelligentsia, Blue Bottle, Stumptown, La Colombe และ Counter Culture ได้รับความนิยมมากขึ้น ข้อมูลระบุว่า 57% ของผู้บริโภคดื่ม Specialty Coffee เป็นประจำ
ภาวะโลกรวนและซัพพลายเชนติดขัดเพราะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาต้นทุนกาแฟนําเข้าจากแหล่งผลิตใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย บราซิล และเวียดนามสูงกว่าเดิม 65% ราคานมก็สูงขึ้น ราคากาแฟต่อแก้วไม่ลดลง ทั้งๆ ที่อัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้ลูกค้าเข้าร้านน้อยลง เจ้าของธุรกิจล้วนรู้สึกว่ามีพื้นที่แต่ใช้ได้ไม่เต็มที่
ข้อมูลระบุว่า ปี 2024 ชาวอเมริกันประมาณ 22 ล้านคน ทำงานแบบ Remote Work 100% คิดเป็น14% ของคนทำงานทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 32.6 ล้านคนในปี 2025 นอกจากนั้นยังมีอีกราว 35.13 ล้านคน หรือ 22.8% ทำ พาร์ทไทม์ ซึ่งส่วนใหญ่ชื่นชอบทำงานในร้านกาแฟ ไม่แพ้ทำงานที่บ้าน
ทั้งนี้ Remote Work กับการสลับเข้าออฟฟิศกำลังเป็นกระแสหลักในสหรัฐ ปีที่แล้ว Stanford University รายงานว่า 40% ของคนอเมริกันทำงานนอกออฟฟิศอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน
Business Model ล่าสุดซึ่งกำลังขยายไปแทบทุกเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐ ทั้งวอชิงตัน ลอสแองเจลิส ซานฟรานซิสโก เทกซัส ฯลฯ คือ Coffice เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ Work from Coffee-Shop เน้น Traffic เข้าร้านมากขึ้น พร้อมเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำงานเข้าไปในร้าน ไม่ว่าจะเป็นจัดพื้นที่พิเศษเป็นมุมสงบ มีอุปกรณ์ครบทั้งเดสค์ท็อป แลปท็อป ไวไฟ พรินเตอร์ ปลั๊กอเนกประสงค์ ฯลฯ ค่าบริการมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบรายวัน มีระบบสมาชิกรายเดือน รายปี
ตัวอย่าง เช่น Bedford Studio ในนิวยอร์ค ซึ่งเสนอขายมากกว่ากาแฟ และขนม Lawrence Helfant เจ้าของบอกว่าร้านออกแบบภายในใหม่ ตอบโจทย์ผู้หาพื้นที่ทำงานใช้ระบบสมาชิก มีแลปท็อปและไวไฟฟรี ค่าบริการ 10 ดอลลาร์ต่อวัน –30 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 300 ดอลลาร์ต่อปีตามลำดับ ประหยัดกว่าเช่าใช้ Co-Working Space
Helfant ให้ข้อมูลว่า หลังเปิดบริการ 18 เดือน มีสมาชิกประมาณ 100 ราย ในจำนวนนี้ 20% เป็นสมาชิกรายปี พร้อมเสริมว่า ค่าบริการ 10 ดอลลาร์ใช้ได้ทั้งวัน เวลาใดก็ได้ตามแต่สะดวกได้รับความนิยมสูง ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า
การทำงานในร้านกาแฟไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนใหญ่เป็นครีเอทีฟ นักเขียน และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ การใช้พื้นที่เดิมลูกค้าจะเข้าร้านก่อน 06:30 น. ปัจจุบันเข้า 08.00 น. ระบบสมาชิกทำให้เจ้าของร้านสบายใจมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ ลูกค้าอาจสั่งกาแฟราคา 2 ดอลลาร์แก้วเดียว แต่นั่งทำงานทั้งวันก็มี
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านกาแฟส่วนใหญ่สายป่านไม่ยาวเหมือนเครือข่ายขนาดใหญ่ National Coffee Association ระบุว่า โดยพื้นฐาน ธุรกิจร้านกาแฟกำไรน้อยมีถึง 74% เปิดร้านได้ไม่ถึง 5 ปี ร้านจึงพยายามทำให้ลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น The Bean ในนิวยอร์กซิตี้ที่มี 3 สาขา สร้างแพลตฟอร์ม GoGoGuest จับเวลาใช้ WiFi เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มก็จะใช้ WiFi ได้นานขึ้น ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายเพิ่มเฉลี่ย 32% ต่อบิล เจ้าของร้านสรุปว่า วิธีดังกล่าวเป็น Win-Win ได้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
ภาพประกอบ https://cornercoffeestore.com/coffee-shop-industry-statistics/